ในการปฏิบัติภารกิจตรวจสอบและเสริมความแข็งแกร่งของแนวป้องกันตามชายแดนฮวาหยางนำทหารกลุ่มหนึ่งลาดตระเวนไปตามจุดสำคัญต่างๆพวกเขาตรวจสอบความมั่นคงของค่ายย่อย กำแพง และป้อมปราการต่างๆ อย่างละเอียด รวมถึงสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของทัพเป่ยหม่านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ขณะที่ฮวาหยางและทหารกลุ่มหนึ่งกำลังตรวจสอบป้อมปราการเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาสูงชันมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบได้กว้างไกล ป้อมแห่งนี้มีชื่อว่า "ป้อมผาเหล็ก" ตามลักษณะของหินผาที่แข็งแกร่งและสูงชันซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของป้อม
กำแพงหินสีเทาเข้มที่ก่อสร้างมานานนับร้อยปียังคงทนทานต่อลมฝนและภัยสงคราม ร่องรอยการสึกกร่อนตามกาลเวลาและร่องรอยการต่อสู้ในอดีต ปรากฏให้เห็นเป็นคราบดำและรอยแตกร้าวตามเนื้อหินบ่งบอกถึงความทรหดอดทนของป้อมแห่งนี้
หอสังเกตการณ์สูงเสียดฟ้า ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางป้อมเป็นจุดที่สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของศัตรูได้จากระยะไกลธงประจำแคว้นต้าเหลียงโบกสะบัดอยู่บนยอดหอคอย แม้จะเก่าและสีซีดจางไปบ้างแต่ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและเอกราช
ภายในป้อม มีทหารจำนวนหนึ่งประจำการอยู่ ภายใต้การบัญชาการของฮวาหยางพวกเขาสวมชุดเกราะที่ดูเก่าแต่ยังคงแข็งแรง อาวุธถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่จะมาถึง
ขณะที่ฮวาหยางและทหารกลุ่มหนึ่งกำลังตรวจสอบความมั่นคงของป้อมผาเหล็กซึ่งตั้งตระหง่านบนเนินเขาสูงชัน มอง
เห็นทัศนียภาพโดยรอบได้กว้างไกลพวกเขากำลังเดินสำรวจตามแนวปราการเก่าแก่ ที่แม้จะทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลาแต่ก็ยังคงเป็นปราการสำคัญในการป้องกันแคว้นต้าเหลียง
"ท่านแม่ทัพ"ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นขณะชี้ไปยังร่องรอยบางอย่างบนพื้นดินใกล้กำแพงด้านทิศตะวันตก"ดูเหมือนจะมีร่องรอยการบุกรุก ไม่นานมานี้"
ฮวาหยางขมวดคิ้วมุ่น เดินเข้าไปตรวจสอบร่องรอยนั้นอย่างละเอียดมันเป็นรอยเท้าจำนวนมากที่เหยียบย่ำดินจนเป็นหลุมเป็นบ่อและยังมีร่องรอยของล้อเกวียนขนาดใหญ่อีกด้วย
"รอยเท้าพวกมัน..." ฮวาหยางพึมพำ "ดูเหมือนจะมีจำนวนมากและไม่ใช่ทหารของเราแน่นอน"
"แต่พวกมันเข้ามาได้อย่างไรกันครับท่านแม่ทัพ?" ทหารอีกคนถามด้วยความสงสัย"ป้อมผาเหล็กมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวและเราก็เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตลอดเวลา"
ฮวาหยางเงยหน้าขึ้น มองไปยังกำแพงหินสูงตระหง่านที่โอบล้อมป้อมไว้โดยรอบเขาเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน ป้อมผาเหล็กถูกสร้างขึ้นบนทำเลที่ยากแก่การเข้าถึงมีเพียงทางเดินแคบ ๆที่คดเคี้ยวขึ้นมาตามไหล่เขาเท่านั้นที่เป็นเส้นทางหลักในการเข้าออกและทหารของเขาก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าระวังอยู่เสมอ
"อาจจะมีเส้นทางลับที่เรายังไม่รู้" ฮวาหยางสันนิษฐาน"หรือพวกมันอาจจะใช้ประโยชน์จากความมืดและความชำนาญพื้นที่ปีนป่ายเข้ามา"
ในขณะที่พวกเขากำลังตรวจสอบร่องรอยอยู่นั้นเองเสียงแตรสัญญาณเตือนภัยก็ดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วป้อม ทหารที่ประจำการอยู่บนหอสังเกตการณ์ร้องตะโกนลงมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"ศัตรู! ศัตรูบุกโจมตีแล้ว! มาจากทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ!"
ฮวาหยางและทหารที่อยู่กับเขารีบหันขวับไปยังทิศทางที่ถูกระบุพวกเขาเห็นเงาดำทะมึนจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้จะยังอยู่ไกลแต่จำนวนของพวกมันก็ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีกำลังพลไม่น้อย
"พวกเป่ยหม่าน..." ฮวาหยางกัดฟันกรอด"พวกมันมาถึงที่นี่ได้อย่างไรกัน?"
ความสงสัยยังคงอยู่ในใจ แต่ในเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีที่กำลังจะมาถึง ฮวาหยางรีบสั่งการทหารของตนเองให้ประจำตำแหน่งเตรียมอาวุธ และรักษาป้อมผาเหล็กไว้ให้ได้จนถึงที่สุด
เสียงแตรสัญญาณเตือนภัยก้องกังวานไปทั่วป้อมผาเหล็กปลุกทหารที่ประจำการอยู่ให้ตื่นจากความสงบฮวาหยางรีบสั่งการให้ทหารประจำตำแหน่งป้องกันตามแนวปราการอย่างรวดเร็ว ความสงสัยเกี่ยวกับวิธีที่พวกเป่ยหม่านเข้ามาได้นั้นยังคงอยู่ในใจแต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่อนุญาตให้เสียเวลาคิดมากนัก
เงาดำทะมึนของกองทัพเป่ยหม่านเคลื่อนที่เข้าใกล้ป้อมผาเหล็กอย่างรวดเร็วเมื่อแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง พวกเขาก็เผยให้เห็นจำนวนที่น่าตกใจทหารเป่ยหม่านนับพันนายโอบล้อมป้อมไว้เกือบทั้งหมดพวกเขามาพร้อมกับบันไดปีนกำแพงขนาดใหญ่และเครื่องยิงหินที่เริ่มทำการโจมตีเข้ามาเป็นระยะ
"พวกมันมากันมากมายเหลือเกิน!"ทหารนายหนึ่งอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นจำนวนศัตรู
"ตั้งสติ! รักษาตำแหน่งของตนเองไว้!" ฮวาหยางตวาดสั่งเสียงดัง"อย่าให้พวกมันปีนขึ้นมาได้!"
การต่อสู้ที่ป้อมผาเหล็กเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดทหารเป่ยหม่านพยายามปีนกำแพงเข้ามาอย่างไม่ย่อท้อ ถูกตอบโต้ด้วยธนู หินและน้ำมันเดือดที่ทหารต้าเหลียงทุ่มลงมาจากด้านบน เสียงร้องโหยหวนเสียงอาวุธกระทบกัน และเสียงเครื่องยิงหินดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
"พวกมันเข้ามาทางไหนกันแน่ท่านแม่ทัพ?" ทหารคนเดิมถามขึ้นอีกครั้งขณะยิงธนูใส่ศัตรูที่พยายามปีนบันได
ฮวาหยางกัดฟันกรอด เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ป้อมพยายามหาคำตอบสำหรับคำถามนั้น ทันใดนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติบริเวณกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นด้านที่ติดกับหน้าผาสูงชันมีเชือกจำนวนมากถูกผูกโยงลงมาจากด้านบน
"พวกมันปีนหน้าผาเข้ามา!" ฮวาหยางอุทานด้วยความตกใจและเข้าใจในทันที"พวกมันใช้ความชำนาญในการปีนป่ายหน้าผาที่สูงชันเข้ามา!เราประมาทเกินไป!"
หน้าผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดที่ฮวาหยางคิดว่าปลอดภัยที่สุดเนื่องจากมีความสูงชันและยากแก่การปีนป่ายแต่พวกเป่ยหม่านกลับใช้ความได้เปรียบจากภูมิประเทศที่พวกเขารู้จักดีแอบลอบปีนขึ้นมาในช่วงกลางคืนและเข้าโจมตีป้อมจากด้านหลัง
จำนวนทหารเป่ยหม่านที่บุกเข้ามาทางหน้าผานั้นมีไม่น้อยพวกเขาแทรกซึมเข้ามาภายในป้อมและเริ่มโจมตีทหารต้าเหลียงจากด้านในทำให้เกิดความสับสนและยากแก่การป้องกัน
"ทหาร! แบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปป้องกันทางด้านใน!" ฮวาหยางรีบสั่งการ"อย่าให้พวกมันยึดหอสังเกตการณ์ได้!ส่งข่าว
ไปยังเมืองเฉิงหยางให้ส่งกองกำลังมาเสริมโดยด่วน"ทหารคนสนิทรีบผละออกไปโดยทันทีเขามุ่งหน้าลงจากป้อมแล้ว
ควบขี่ม้าออกจากป้อมตรงไปยังเมืองเฉิงหยางซึ่งเป็นค่ายใหญ่ตั้งอยู่
สถานการณ์ที่ป้อมผาเหล็กเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทหารต้าเหลียงถูกโจมตีจากทั้งภายนอกและภายในกำลังพลที่น้อยกว่าเริ่มเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดฮวาหยางรู้ดีว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนโดยเร็ว ป้อมผาเหล็กอาจแตกได้ในไม่ช้า
เมื่อแสงอรุณแรกสาดส่องเข้ามาในกระโจมจิ้นอ๋องก็ทรงลืมพระเนตรขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนพระพักตร์คมคาย เป็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นบ่อยนักในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้
องค์รักษ์เว่ยที่ปกติจะปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ๆพลันขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัยระคนไม่เข้าใจเขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของจิ้นอ๋องได้อย่างชัดเจน ปกติแล้วพระองค์มักจะทรงมีสีหน้าเคร่งเครียดและครุ่นคิดอยู่เสมอแต่เช้านี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
‘เกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ข้าไม่อยู่หรือ?’ องค์รักษ์เว่ยรำพึงในใจพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ กระโจมอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
จิ้นอ๋องทรงลุกขึ้นจากที่บรรทมอย่างสบายพระทัย ทรงยืดพระวรกายเล็กน้อยก่อนจะหันไปทอดพระเนตรยังร่างเล็กที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนรอยยิ้มบนพระพักตร์ยังคงจางๆ แต่ก็บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ดีที่อยู่ภายใน
"อรุณสวัสดิ์ อาเว่ย"จิ้นอ๋องตรัสทักทายองค์รักษ์ประจำตัวด้วยน้ำเสียงที่สดใสกว่าปกติ
"ท่านอ๋อง!!" องค์รักษ์เว่ยรีบถวายความเคารพแม้ความสงสัยจะยังคงอยู่เต็มอก "ทรงพระเกษมสำราญดีหรือพะยะค่ะ?"
"ดี.......ดีมาก” ท่านอ๋องตรัสตอบด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเล็กน้อย
"ข้ารู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"
องค์รักษ์เว่ยได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเพียงชั่วข้ามคืนอารมณ์ของจิ้นอ๋องถึงได้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงนี้
‘หรือว่าเมื่อคืน.......เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่ข้าไม่รู้?’ ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวขององค์รักษ์หนุ่มแต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยถาม
ออกไปโดยตรง
จิ้นอ๋องทรงหันไปทอดพระเนตรยังร่างที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงอีกครั้งแววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความรู้สึกบางอย่างที่องค์รักษ์เว่ย์ไม่สามารถเข้าใจได้
"เตรียมน้ำให้ข้าที อาเว่ย" จิ้นอ๋องตรัสสั่ง
"วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ"
องค์รักษ์เว่ยรับคำสั่งอย่างงงงัน แต่ก็รีบปฏิบัติตามโดยดีเขาเดินออกจากกระโจมไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เต็มอก ปล่อยให้จิ้นอ๋องอยู่เพียงลำพังกับร่างที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงนั้น
รอยยิ้มบนพระพักตร์ของจิ้นอ๋องยังคงไม่จางหายไปพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง...โดยที่องค์รักษ์เว่ยไม่เคยคาดคิดถึง