เสียงกรีดร้องของเซวียนหยวนช่างโหยหวนเป็นอย่างยิ่งบรรดาขันทีและองครักษ์ผู้จงรักภักดีที่เฝ้าอารักขาอยู่นอกประตูจึงบุกเข้ามาโดยปราศจากความลังเล
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเห็นจึงไม่ใช่เพียงซากศพที่เกลื่อนห้องเท่านั้นแต่ยังมีแอ่งน้ำน่าสงสัยที่อยู่ใต้ร่างของเซวียนหยวนช่างที่ส่งกลิ่นยากจะพรรณนา
บรรดาขันทีและองครักษ์ “...”
สีหน้าของเซวียนหยวนช่างประเดี๋ยวขาวประเดี๋ยวเขียวเขาหมุนตัวไปมาก่อนคำรามเสียงดังสนั่น “ออกไป!!!”
บรรดาขันทีและองครักษ์จึงรีบพาการปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นจึงกลายเป็นว่าเซวียนหยวนช่างขังตนเองไว้ในห้องที่มีซากศพเกลื่อนกลาดโดยไม่ทันรู้ตัว
เซวียนหยวนช่างที่เมื่อครู่ตกใจกลัวกับกองซากศพเหล่านั้น“...”
หลังจากนั้นไม่นานเซวียนหยวนช่างจึงสงบสติอารมณ์ได้
ใช่ว่าไม่เคยเห็นศพมาก่อน อันที่จริงศพที่เขาเคยพบเห็นมากมายกว่าในห้องนี้เสียอีก
เพียงแต่ไม่ว่าเป็นผู้ใดหากต้องตื่นขึ้นมาท่ามกลางซากศพทั้งซากศพเหล่านี้ยังเป็นผู้ใต้บัญชาที่ตนเองส่งไปปฏิบัติภารกิจลอบสังหารย่อมต้องตกใจไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นบนผนังยังมีอักษรเปื้อนเลือดขนาดใหญ่ที่กำลังบอกเขาชัดเจนว่าคนผู้นั้นตั้งใจทำให้กลัว
ในชั่วขณะนี้เซวียนหยวนช่างจึงรู้สึกเหมือนตนเองถูกโยนเข้าไปในกองเพลิงทั้งยังถูกจับพลิกไปมาเพื่อให้เขาได้ลิ้มลองความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายฝ่าด่านกองกำลังอารักขาอันแน่นหนาของวังหลวงและเคลื่อนย้ายศพจำนวนมากมาในที่ประทับของเขาอย่างไร้สุ้มเสียงได้อย่างไร
หากฝ่ายตรงข้ามกระทำการได้ถึงจุดนี้นี่ไม่ได้หมายความว่าหากอีกฝ่ายต้องการปลิดชีพของเขาก็ง่ายราวกับดีดนิ้วหรือ?
ครั้นคิดถึงตรงนี้เซวียนหยวนช่างก็อยาก...ปัสสาวะอีกครั้ง
ตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นนี่เป็นคราแรกที่เซวียนหยวนช่างสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามในชีวิตทั้งยังรู้สึกถึงความไม่เอาไหนของตน
เมื่อคิดถึงสภาพอันน่าสมเพชของตนที่ถูกพบเห็นโดยบรรดาขันทีและองครักษ์ศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเซวียนหยวนช่างก็ราวกับถูกคนฟาดฟันด้วยดาบอย่างรุนแรงอีกครั้ง
หากเป็นไปได้เขาก็อยากสังหารคนเหล่านั้นประเดี๋ยวนี้!
ทว่าคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนสนิทของเขาหากต้องสังหารทั้งหมดนั่นย่อมเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของตนเอง
ฆ่าก็ไม่ได้ ลืมก็ไม่ลงเซวียนหยวนช่างได้สัมผัสแล้วว่าสิ่งใดที่เรียกว่า ‘ความย้อนแย้งอันหนักหน่วง’
ในเวลานี้เองก็มีเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ ของขันทีตัวน้อยดังขึ้นจากด้านนอก“องค์...องค์ชาย คุณหนูรองตระกูลเสิ่น เสิ่นเชียนซีมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่พบ!”เซวียนหยวนช่างตอบกลับด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด
ยามนี้เพียงได้ยินคำว่า ‘เสิ่น’ เขาก็สัมผัสได้ถึงความอัปมงคลแล้ว!
ในขณะที่ขันทีตัวน้อยหน้าประตูกำลังจะไล่เสิ่นเชียนซีกลับไปหัวของเซวียนหยวนช่างก็แล่นอย่างเร็วรี่ เขาพลันเปลี่ยนความคิด
เขายังไม่อยากเชื่อว่าเสิ่นจื่อโยวมีความสามารถถึงเพียงนั้นสามารถเคลื่อนย้ายศพเหล่านี้เข้ามาในวังหลวงได้โดยที่เทพเซียนไม่เห็นผีสางไม่ทันรู้ตัวทั้งยังยัดพวกมันเข้ามาในที่ประทับของเขา
แต่หากไม่ใช่เสิ่นจื่อโยวแล้วเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของผู้ใด
เซวียนหยวนช่างรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับการคิดฟุ้งซ่านเช่นแมลงวันไร้หัวมิสู้ถามผู้ที่อาจรู้คำตอบของเรื่องราวทั้งหมดนี้
อย่างน้อยเขาก็ต้องรู้ให้ได้ว่ายามปกติเสิ่นจื่อโยวมักไปมาหาสู่กับผู้ใด
ประกายสว่างวาบปรากฏขึ้นในดวงตาของเซวียนหยวนช่างเขาหันไปตะโกนกับผู้ที่อยู่นอกประตู “เชิญคุณหนูรองเสิ่นไปที่ตำหนักข้างอีกครู่ข้าจะตามไป”
เซวียนหยวนช่างกล่าวจบก็ก้มลงกวาดตามองตนปราดหนึ่งเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ ๆ โดยพลัน
ก่อนที่เขาจะไปพบเสิ่นเชียนซีเขาต้องจัดการตนเองให้เรียบร้อยเสียก่อน!
อีกด้านหนึ่ง เสิ่นจื่อโยวกำลังปฏิบัติตามสัญญาระหว่างนางกับโม่จื่อเซวียนนั่นคือการท่องเที่ยวแถบชานเมืองเป็นเพื่อนอีกฝ่ายหนึ่งวัน
กล่าวตามสัตย์จริงนางดูไม่ออกเลยว่าโม่จื่อเซวียนจะเป็นคนจินตนิยมชวนฝันคนหนึ่งจุดหมายที่เขาพานางออกมาท่องเที่ยวก็คือ...สถานที่ชมดอกไม้
ในวันที่ลมหนาวสะท้านยังคงพัดโชยบุปผาเดียวที่ยังคงบานสะพรั่งอยู่แถบชานเมืองก็คือดอกเหมย
อย่าได้กล่าวไปต้นเหมยเหมันต์ที่ขาวดุจหิมะเหล่านั้นกำลังบานสะพรั่งภายใต้แสงตะวันของเหมันต์เรียงรายทอดยาวสุดลูกหูลูกตาเป็นริ้วคลื่นบุปผา ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพแสนงดงาม
เสิ่นจื่อโยวเขย่งปลายเท้าขึ้นอย่างอดไม่ได้นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ก้านเหมยเหมันต์ที่อยู่ด้านข้างสูดดมกลิ่นหอมโชยอ่อนกรุ่นนั้น
“สวมผ้าปิดใบหน้าเช่นนี้แล้วจะดมได้อย่างไรปลดออกมาเถิด”
เสียงของโม่จื่อเซวียนดังขึ้นข้างกายรอยยิ้มของเขาไร้ซึ่งร่องรอยสัพยอกเช่นยามปกติกระทั่งน้ำเสียงของเขาในวันนี้ก็ยังฟังนุ่มนวลเป็นพิเศษ
เขากล่าวแล้วก็ยื่นมือออกไปช่วยเสิ่นจื่อโยวปลดผ้าคลุมหน้า
เสิ่นจื่อโยวปรายตามองเขาไม่ได้ปฏิเสธ
ยามนี้มีเพียงนางกับโม่จื่อเซวียน ในเมื่ออีกฝ่ายก็เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางแล้วหากจะปลดผ้าคลุมหน้าย่อมไม่เป็นไร
กล่าวตามสัตย์จริงหากไม่ใช่เพราะใบหน้านี้มีส่วนคล้ายคลึงกับใบหน้าของนางในภพชาติก่อนถึงเก้าสิบเก้าส่วนนางก็คงไม่ต้องสวมผ้าคลุมหน้าตลอดเวลาเช่นนี้
นางเพียงต้องการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นเหล่านั้น
ในเมื่อมีคนไม่น้อยที่เคยเห็นรูปโฉมของ‘ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสวียนอู่’
“บุปผางาม คนงามยิ่งกว่า”
โม่จื่อเซวียนกล่าวด้วยเสียงรำพึงระคนรอยยิ้มปลายนิ้วมือของเขาลูบไล้บนแก้มของเสิ่นจื่อโยวเบา ๆ
จากนั้นเสิ่นจื่อโยวก็ใช้สองนิ้วคีบนิ้วชี้ของเขาออก
นางเลิกคิ้วแล้วกล่าว“ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ข้าจะได้ยลโฉมหน้าอันหล่อเหลาสะท้านโลกาของเถ้าแก่ใหญ่โม่บ้าง”
นางตระหนักดีว่าใบหน้านี้ของโม่จื่อเซวียนผ่านการแปลงโฉมมาก่อน
โม่จื่อเซวียนมักกล่าวอย่างหลงตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าโฉมหน้าที่แท้จริงของตนหล่อเหลาสง่างามยิ่งกว่าดังนั้นเสิ่นจื่อโยวจึงได้ถามเช่นนี้
มุมปากของโม่จื่อเซวียนยกหยักเขากล่าว “ในกาลข้างหน้าจะให้เจ้าได้ยล”
“ฮึ ไร้ความจริงใจ”เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหยัน นางเบี่ยงหน้าทิ้งไว้เพียงหลังศีรษะให้โม่จื่อเซวียนก่อนก้าวหนีไป
มองเสิ่นจื่อโยวที่จากไปพร้อมอารมณ์ขุ่นเคืองนัยน์ตาของโม่จื่อเซวียนก็พาดผ่านด้วยรอยยิ้ม
ในขณะที่เขากำลังจะไล่ตามไปหูก็พลันได้ยินเสียงร้องบางเบาของสัตว์อสูร
นี่คือ...อาชาอัคนี?
ครั้นคิดถึงเจ้าม้าตัวน้อยที่ตายเพราะถูกซุ่มโจมตีของเสิ่นจื่อโยวตัวนั้นโม่จื่อเซวียนก็บังเกิดความคิดขึ้นในใจ ต่อมาเขาจึงโผทะยานไปอีกด้านอย่างว่องไว
เสิ่นจื่อโยวก้าวไปเรื่อย ๆแต่เมื่อนางหันหน้ากลับมากลับพบว่าโม่จื่อเซวียนไม่ได้ติดตามนางมาด้วย?
คนผู้นี้ช่างไร้ความจริงใจยิ่งนักไม่ให้นางเห็นรูปโฉมที่แท้จริงก็ช่างเถิดแต่นี่ยังจากไปโดยไม่แม้แต่จะกล่าวคำร่ำลา?
โทสะพลันปะทุขึ้นในใจของเสิ่นจื่อโยวนางตัดสินใจที่จะไม่สนทนาปราศรัยกับโม่จื่อเซวียนเป็นเวลาสามวัน!
ไม่ได้ สามวันน้อยเกินไป ต้องหกวัน!
เสิ่นจื่อโยวเดินไปข้างหน้าด้วยอาการเง้างอนนางปลดปล่อยจิตใจเมื่อผ่านหัวโค้งมุมหนึ่งทิวทัศน์ที่งดงามตระการตาไปด้วยสีสันก็พุ่งเข้าสู่สายตานางอย่างไม่คาดฝัน
“นี่คือ...”เสิ่นจื่อโยวเบิกตากว้างอุทานอย่างตกตะลึง
นางเดินเข้าไปในทะเลบุปผาอย่างอดไม่ได้
นางพบแอ่งน้ำอุ่นเล็ก ๆ ที่อยู่ท่ามกลางทะเลบุปผาและก็เป็นเพราะแหล่งน้ำนี้ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่ต่างจากด้านนอก
เสิ่นจื่อโยวถอดรองเท้าทั้งสองข้างแล้วก้าวเท้าเปล่าลงไปในน้ำสายน้ำอุ่นไหลผ่านเท้าที่เย็นเยียบทั้งคู่ทำให้นางต้องเปล่งเสียงหนึ่งออกมาด้วยความรู้สึกพึงพอใจ
นางแหงนคอรับแสงแดดที่ทอดลงมารอยยิ้มผุดขึ้น แม้แต่อารมณ์ก็พลอยสุนทรีย์ตามไปด้วย
ยามนี้เสิ่นจื่อโยวเองก็คงคาดไม่ถึงว่าผู้ที่พบทะเลบุปผาแห่งนี้มิได้มีเพียงนางเท่านั้นแต่ยังมีเสิ่นเชียนซีและเซวียนหยวนช่างที่มาพบกันโดยไม่คาดคิดอีกด้วย
ตั้งแต่ถูกเสิ่นจื่อโยวและซูเฟยอวี่โต้กลับอย่างรุนแรงในครานั้นในที่สุดเสิ่นเชียนซีก็ตระหนักได้แล้วว่าหากนางต้องการเหยียบเสิ่นจื่อโยวไว้ใต้ฝ่าเท้าให้ราบคาบนางก็จำเป็นต้องปีนป่ายไปยังตำแหน่งที่สูงขึ้น
เช่น...ตำแหน่งพระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาท’
ยามนี้ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด องค์ชายสามเซวียนหยวนช่างและองค์ชายหกเซวียนหยวนฉีเป็นผู้ที่มีโอกาสจะได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทมากที่สุด
งานเลี้ยงในวังหลวงคราก่อนนางถูกเสิ่นจื่อโยวลอบวางแผนการร้ายทำให้เรื่องทั้งหมดล้มเหลว นางกระทั่งกัดองค์ชายทั้งสองพระองค์จนไม่กล้าปรากฏตัวต่อหน้าเซวียนหยวนช่างและเซวียนหยวนฉีอยู่เป็นเวลานาน
บัดนี้เรื่องราวทุกอย่างเริ่มคลี่คลายแล้วจิตใจที่ทะเยอทะยานของเสิ่นเชียนซีจึงกลับมาลุกโชนอีกครั้ง
นางจะต้องหาโอกาสพลิกกลับ กุมพระทัยขององค์ชายทั้งสองไว้ให้มั่น!
ยามนี้นางยังไม่ได้ตัดสินใจว่าต้องการเป็นชายาเอกขององค์ชายพระองค์ใดทว่าสิ่งแรกที่นางต้องทำก็คือทำให้องค์ชายทั้งสองพระองค์ตกหลุมรักนาง
เพียงได้รับการสนับสนุนจากองค์ชายทั้งสองก็ไม่ต้องเอ่ยถึงซูเฟยอวี่อีกต่อให้เบื้องหลังของเสิ่นจื่อโยวจะมีซูเฟยอวี่สักสิบคนก็มิใช่คู่ต่อสู้ของนางแล้ว!
วันนี้เสิ่นเชียนซีจึงโอบกอดเป้าหมายนี้มาหาเซวียนหยวนช่างนางเชิญชวนเซวียนหยวนช่างไปท่องเที่ยวที่แถบชานเมืองด้วยกัน
เพื่อค้นหาเบาะแสจากเสิ่นเชียนซี เซวียนหยวนช่างจึงตอบรับคำเชิญนี้
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่ายามนี้เขารังเกียจสตรีแซ่‘เสิ่น’ เพียงใดคนหนึ่งเกิดอาการคลุ้มคลั่งกัดคอเขาในงานเลี้ยงอีกคนก็ทำให้เขาได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้คราแล้วคราเล่า
ท่องเที่ยวกับเสิ่นเชียนซีอยู่นานค่อนวันแสร้งกล่าววาจาอ่อนหวานคลุมเครือไปมากมายในที่สุดความอดทนของเซวียนหยวนช่างก็ถูกขัดเกลาจนหมดสิ้นแล้ว
เขาเข้าประเด็นเอ่ยถามโดยตรง“เชียนซี เจ้ามองเสิ่นจื่อโยวคนผู้นี้เป็นอย่างไร”
เกิดสัญญาณเตือนดังขึ้นในหัวใจของเสิ่นเชียนซีนางแสร้งทำเป็นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“มิทราบว่าเหตุใดองค์ชายจึงได้ตรัสถามถึงพี่สาวบุตรอนุผู้นี้ของหม่อมฉัน”
นางจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘พี่สาวบุตรอนุ’เพื่อเป็นการเอ่ยเตือนเซวียนหยวนช่างว่าเสิ่นจื่อโยวมีสถานะต่ำต้อยเพียงใด
ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าเซวียนหยวนช่างไม่มีทางต้องตาเสิ่นจื่อโยวหญิงอัปลักษณ์ผู้นี้ทว่าการป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
เซวียนหยวนช่างฟังออกถึงความนัยในถ้อยคำของเสิ่นเชียนซีฉับพลันท้องของเขาก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นทันที
นี่เสิ่นเชียนซีหมายความว่าอะไร หรือนางคิดว่าเขาต้องตาหญิงอัปลักษณ์ที่ใบหน้าปกคลุมไปด้วยปานขนาดใหญ่?! นี่ถือเป็นการเหยียดหยามดูหมิ่นเขาอย่างใหญ่หลวง!
เซวียนหยวนช่างแค่นเสียงหัวเราะหยันกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “อันที่จริงก็ไม่มีอะไร นางล่วงเกินข้า ข้าจึงคิดอยากสังหารนางแต่ทำอย่างไรนางก็ไม่ตายเสียทีดังนั้นข้าจึงอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพราะเหตุใด”
เซวียนหยวนช่างไม่คิดปิดบังเจตนาที่เขามีต่อเสิ่นจื่อโยว
ความยินดีบังเกิดขึ้นในใจของเสิ่นเชียนซีทันใดนั้นดวงตาก็เอ่อรื้นไปด้วยน้ำตา
“องค์ชายพระองค์ก็ทรงรู้สึกว่านางน่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่งใช่หรือไม่เพคะ นางทำร้ายหม่อมฉันและท่านพ่อท่านแม่อย่างแสนสาหัส...ฮือๆๆ...”
เสิ่นเชียนซีพลางกล่าวพลางสะอึกสะอื้นใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบน้ำตานางหวังว่าอากัปกริยานี้จะสามารถเรียกความสงสารจากเซวียนหยวนช่างได้
ทว่ากลับไร้ซึ่งการตอบรับอันใดจากอีกฝ่ายทั้งเขายังหยุดฝีเท้าลงโดยพลัน
เสิ่นเชียนซีชะงักเกือบชนเข้ากับร่างของเซวียนหยวนช่าง
นางแหงนหน้าขึ้นมองเซวียนหยวนช่างก่อนจะพบว่าเขากำลังมองไปเบื้องหน้าด้วยอาการตะลึงงันนัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความตกตะลึงหลงไหล
ตกตะลึงหลงไหล?!
หัวใจของเสิ่นเชียนซีกระตุกนางมองตามทิศทางสายตาของเซวียนหยวนช่าง
ทันใดนั้นนัยน์ตาของนางก็ต้องหดเล็กลงสัญญาณอันตรายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถูกจุดให้ลุกโชนจากก้นบึ้งหัวใจ
ด้านหน้าเป็นหญิงสาวงามสะคราญในอาภรณ์สีขาวที่กำลังเล่นน้ำท่ามกลางแสงอาทิตย์เหมันต์กลีบปากยกโค้งเป็นรอยยิ้มบางเบาราวกับวิญญาณซุกซนในโลกมนุษย์
เพียงใบหน้าด้านข้างเสิ่นเชียนซีก็ไม่อาจไม่ยอมรับว่าตนเองไม่อาจเทียบเสียแล้ว
นางเป็นผู้ใด?! ตั้งแต่เมื่อใดที่เมืองหลวงแคว้นหลิวหั่วปรากฏบุคคลอันดับหนึ่งผู้นี้?!
เสิ่นเชียนซีครุ่นคิดอย่างตะลึงสงสัยรสชาติเปรี้ยวร้อนผุดขึ้นในใจ
นางกัดริมฝีปากล่างแน่นโดยไม่รู้ตัว
ในยามนี้นางไม่รู้เลยว่าความรู้สึกนี้เรียกว่า ‘ความอิจฉาริษยา’