(หรือ… น้ำหอมที่ทำให้หึง)
หลังเพลิงลุกไหม้โรงเก็บเสบียงทั้งคืน
เมืองหน้าด่านก็เหมือนคนเพิ่งผ่านความฝันร้ายร่วมกัน
เช้าวันถัดมา ทุกคนวิ่งวุ่นสำรวจความเสียหาย
แต่พอถึงยามเย็น
ลมหนาวก็พัดเอากลิ่นไม้ไหม้อ่อน ๆ ลอยคลออยู่รอบเมือง
ในห้องพักเล็ก ๆ ด้านในจวนเ้าเมือง
ไป๋ซูอินนั่งกอดหมอนอยู่บนเตียง
ผมยาวถูกรวบลวก ๆ หน้าตาโทรมแต่ดวงตายังเป็ประกาย
“เฮ้อออ… ชีวิตฉันนี่มันอะไรเนี่ย”
ชาติที่แล้ว
เลิกงานหกโมงเย็น กลับคอนโด เปิด KFC นั่งดูซีรีส์พระเอกหล่อ ๆ
ชาตินี้
ตีลังกาหนีควันพิษ วิ่งเข้ากองไฟ
แล้วถูกพระเอก…เอ๊ย…องค์ชายอุ้มออกมาทั้งตัวต่อหน้าคนทั้งเมือง
“อาาาาาาาาาาา”
เธอกรีดร้องเบา ๆ ลงหมอน
หน้าแดงขึ้นมาอีกรอบแค่คิดถึงฉากนั้น
– อ้อมกอดแรก –
แขนแข็งแรง อกอุ่น ๆ กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นควัน
ตอนนั้นหัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาคนละยุค
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
นางกำนัลสาวคนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามา
“คุณหนูไป๋ ซูอิน เ้าค่ะ ของจากคุณหนูวิ่นอี๋จ้า”
ซูอินเลิกคิ้ว
“ของจากคุณหนูวิ่นอี๋?”
นางกำนัลยื่นห่อผ้าสีอ่อนกับขวดแก้วเล็ก ๆ ให้
“ยาทาแผลกับน้ำหอมกลิ่นดอกเหมยเ้าค่ะ
คุณหนูวิ่นอี๋บอกว่า… เห็นท่านเสี่ยงชีวิตช่วยฝ่าา
เลยอยากตอบแทน”
ซูอินรับมา
หัวใจหายฟูไปครึ่งหนึ่งทันที
โอ้… คู่แข่งสายหวานมาแล้ว…
เธอคลี่ห่อผ้าออก
ข้างในเป็ขวดน้ำหอมเล็ก ๆ สีใส ส่งกลิ่นหอมหวานละมุน
ซูอินลองแตะที่ข้อมือเบา ๆ
กลิ่นดอกเหมยผสมอะไรบางอย่างที่ออกโทนหวานฟุ้ง
“หอมเหมือนนางเอกในเื่เลยแฮะ”
นางกำนัลหัวเราะคิกคัก
“คุณหนูวิ่นอี๋ บอกด้วยว่า ถ้าท่านจะไปเยี่ยมฝ่าา…
ให้ทากลิ่นนี้ไปด้วย ฝ่าาจะได้จำได้ว่าเป็ของนางเ้าค่ะ”
ซูอินสะอึก
โห… เล่นใหญ่เหมือนกันนะคะคุณหนูวิ่นอี๋
แต่ยังไม่ทันคิดอะไรต่อ
นางกำนัลอีกคนก็วิ่งหอบเข้ามา
“ท่านหมอหลวงสั่งการเ้าค่ะ!
ต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลที่แขนฝ่าาทุกสองชั่วยาม
แต่ตอนนี้คนในครัวและหมอหลวงติดตรวจคนเจ็บจากไฟไหม้
ไม่มีใครว่างเลย…”
สายตาทั้งสองคนหันมาที่ซูอินพร้อมกัน
“คุณหนูไป๋… ไปช่วยเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ฝ่าาสักหน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?”
หัวใจซูอินเต้น “ตึก” ใหญ่
นี่มัน… ฉากดูแลแผลใกล้ชิดเวอร์ชันโบราณชัด ๆ!
เธอทำท่าคิดแป๊บหนึ่ง
แต่ในใจตอบว่า “ไปสิ จะพลาดได้ไง” ั้แ่นาทีแรกแล้ว
“ได้เ้าค่ะ”
เธอลุกขึ้น หยิบห่อผ้ายาสมุนไพรของหมอหลวง
ลืมไปสนิทว่าข้อมือยังมีกลิ่นน้ำหอมที่วิ่นอี๋ให้
คืนนี้…
จึงกลายเป็ คืนสารภาพใจแบบไม่ได้ตั้งใจ จริง ๆ
ห้องขององค์ชายสี่เงียบสงบ
มีตะเกียงไขมันสัตว์วางส่องแสงนวล
หลี่เหรินนั่งพิงหมอนสูง
ชุดท่อนบนถอดเสื้อคลุมออก
เหลือเพียงชั้นในบาง ๆ เปิดให้เห็นผ้าพันแผลทแยงผ่านไหล่และต้นแขน
ซูอินเปิดประตูเข้ามา
แล้วถึงกับชะงัก
โอ้… ทำไมคืนนี้บรรยากาศมัน… 18+ ขึ้นมาเฉยเลยคะ
เธอรีบก้มตัว
“หม่อมฉันไป๋ซูอิน参见เพคะ”
หลี่เหรินหันมามอง
สายตาคมกริบกวาดผ่านตัวนางจากหัวจรดเท้า
ช้าพอให้เ้าตัวรู้สึก
แล้วคิ้วเขาก็ขมวดเล็กน้อย
“กลิ่นอะไร”
ซูอินกะพริบตาปริบ ๆ
“เพคะ?”
“หอม…แต่หวานจนเวียนหัว”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย
“เหมือนน้ำหอมสตรีในเมืองหลวง”
ซูอินสะดุ้ง
มองข้อมือตัวเองแล้วอยากตบหน้าผาก
ตายห่า… ลืมล้างมือ!
“เอ่อ… พอดีหม่อมฉันเผลอ… ทาเล่นนิดหน่อยเพคะ”
“ของใคร”
น้ำเสียงเขาเย็นลงนิดเดียว แต่ััได้
“ของ…คุณหนูวิ่นอี๋เพคะ
นางฝากมาให้ ขอบพระทัยที่ฝ่าา…ไม่ตาย”
จบประโยคนั้น
บรรยากาศในห้องเหมือนอุณหภูมิลดลงสององศา
หลี่เหรินไม่พูดอะไรสักคำ
เพียง “ฮึ” ในลำคอเบา ๆ
ในหัวเขาผุดภาพหญิงสาวผู้ดีที่คอยมองเขาด้วยสายตาเขินอาย
พร้อมกับภาพหญิงครัวตัวเล็กที่วิ่งฝ่ากองไฟเข้ามาหาเขาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
น้ำหอม…จากนางผู้นั้น
ไม่รู้ว่าทำไม
กลิ่นนี้เมื่ออยู่บนตัวซูอินแล้ว
กลับทำให้เขารู้สึก…ขัดหูขัดตาแปลก ๆ
“ฝ่าา…ไม่ชอบกลิ่นนี้หรือเพคะ?”
ซูอินถามอย่างระแวง
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเรียบ ๆ
“ข้าไม่ได้ชอบกลิ่นดอกเหมยบนตัวเ้า”
เอ้าาา… แทงใจดำกันตรง ๆ เลยเหรอคะ!
เธอแอบกระเง้ากระงอดในใจ
แต่ปากกลับหัวเราะกลบเกลื่อน
“ดีเลยเพคะ หม่อมฉันก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร
ต่อไปจะไม่ทาแล้วเ้าค่ะ”
หลี่เหรินหรี่ตา
แค่ไม่ชอบกลิ่น… หรือไม่ชอบที่มันเป็ของผู้หญิงคนอื่นฝากมากันแน่
เขาเปลี่ยนเื่
“หมอหลวงว่าต้องเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกสองชั่วยาม
เ้าทำเป็หรือไม่”
“ได้เพคะ! เื่พันผ้า ถนัดมาก”
พันไก่ทอดก็เคย…พันของคนก็พอไหวน่า!
ซูอินวางกล่องยา
ย่อตัวลงใกล้เตียง
มือสั่นนิดหน่อยตอนแก้ผ้าพันแผล
คราบน้ำยาสมุนไพรเก่าเปื้อนผ้า
แผลไหม้แดงบางส่วนอยู่ที่ต้นแขนและหัวไหล่
ไม่ลึกมาก
แต่สำหรับเธอ…แค่เห็นก็เจ็บแทนแล้ว
เธอพึมพำเบา ๆ
“โง่จริง ๆ เลย… ทำไมต้องบังให้ข้าด้วย”
“ว่าใครโง่”
เสียงทุ้มดังข้างหู
ซูอินสะดุ้ง
ไม่รู้ว่าเขาได้ยินที่เธอบ่นหรือเปล่า
“มะ…หมายถึงคานไม้เพคะ! โง่จริง ๆ กล้าตกใส่ฝ่าา!”
หลี่เหรินมองเธออย่างระอาปนขำ
“คานไม้โง่
แต่คนวิ่งเข้ากองไฟตามคนอื่น
โง่กว่า”
“หม่อมฉันเป็คนกล้าหาญต่างหากเพคะ!”
“กล้าหาญกับโง่เขลา
มักมีเส้นบาง ๆ คั่นอยู่เท่านั้น”
เขาพูดเรียบ ๆ แต่แฝงห่วงใยชัดเจน
ซูอินรู้สึกคอแห้ง
มือยังค่อย ๆ เช็ดแผลอย่างเบามือ
เธอจุ่มผ้าสะอาดลงน้ำสมุนไพรที่หมอหลวงให้
แล้วเช็ดรอบ ๆ แผลอย่างระวัง
มือเล็ก ๆ ลูบผ่านผิวอุ่น
หลี่เหรินหายใจช้าลงนิดหนึ่ง
ัันั้น…นุ่มกว่าที่คิด
ซูอินตั้งใจมากจนลืมระยะห่าง
ใบหน้าเธอเข้าไปใกล้หัวไหล่เขา
ใกล้จนปลายผมเผลอแตะต้นคอเขา
ความรู้สึกวูบวาบบางอย่างแล่นผ่าน
หลี่เหรินเอ่ยเสียงเบา
“เ้า…จะเอาหน้าเข้ามาแนบกับไหล่ข้าอีกนานหรือไม่”
ซูอินสะดุ้ง ดีดตัวถอย
หน้าแดงจัด
“หม่อมฉันแค่…ตรวจแผลเพคะ! จะแนบสนิทไปหน่อยก็เป็เื่ทางวิชาชีพ!”
“วิชาชีพอะไรของเ้า”
“วิชาชีพ…คนดูแลคนเจ็บค่ะ!”
เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย
เมื่อพันผ้าใหม่เสร็จ
ซูอินก็เก็บเครื่องมือทั้งหมด
แต่ยังไม่ลุกออกจากข้างเตียง
หลี่เหรินเหล่มอง
“ไม่ไปพักหรือ”
เธอกัดริมฝีปาก
ตัดสินใจครั้งหนึ่ง
“…หม่อมฉันขอนั่งเฝ้าสักครู่ได้หรือไม่เพคะ
แผลไหม้ตอนดึกอาจทำให้เจ็บ
ถ้าฝ่าาฝันร้ายแล้วไม่รู้ตัว…
หม่อมฉันจะได้เรียกหมอหลวงให้เ้าค่ะ”
คำพูดนั้นจริงครึ่งหนึ่ง
อีกครึ่ง…คือเธอไม่อยากไปไหน อยากนั่งมองเขาให้เต็มสองตาต่างหาก
หลี่เหรินนิ่งไป
หญิงชาวครัวธรรมดา
กล้าเสี่ยงชีวิตวิ่งเข้ากองไฟ
ตอนนี้ยังจะนั่งเฝ้าอีก…
หัวใจที่เคยเ็าเพราะศึกแย่งชิงในราชวัง
เหมือนมีมือเล็ก ๆ มาขูดให้มันละลายทีละน้อย
“…อย่าขยับเสียงดังนักก็แล้วกัน”
เขาพูดในที่สุด
ซูอินยิ้ม
เวลาผ่านไปช้า ๆ
เสียงลมด้านนอกพัดผ้าม่านเบา ๆ
หลี่เหรินนอนหลับตา
แต่จริง ๆ แค่พักสายตา
ยังรู้สึกถึงแรงสายตาที่จ้องเขาอยู่ตลอด
จากเก้าอี้เตี้ยข้างเตียง
ซูอินเท้าคาง มองหน้าเขาแบบไม่ปิดบัง
ถึงจะเปื้อนเขม่าควันไปเมื่อเช้า
แต่หน้าคนบ้าอะไรหล่อขนาดนี้กันวะ…
เธอมองเส้นกรามคม
คิ้วเข้ม
ขนตายาว
ริมฝีปากที่ปกติพูดแต่คำเ็า
แต่เวลาพูดอะไรห่วง ๆ มันละมุนจนใจสั่น
“หล่อแบบนี้แหละ…ถึงตายั้แ่ในประวัติศาสตร์”
เธอบ่นเบา ๆ
หลี่เหรินได้ยินแวบ ๆ
อยากลืมตาขึ้นแล้วถามว่า “อะไรคือประวัติศาสตร์”
แต่เขาเลือกจะฟังต่อเงียบ ๆ
ซูอินถอนหายใจ
พูดกับตัวเอง
ไม่คิดว่าคนบนเตียงจะฟังชัดทุกคำ
“ชาติที่แล้วตอนอ่านเื่ของท่าน
ฉันโกรธมากเลยนะรู้ไหม”
หลี่เหรินนิ่งงัน
“…ข้า?”
“โกรธคนเขียนที่ให้ท่านตายเร็วเกินไป”
ซูอินพึมพำ
“ทั้งที่เป็ตัวละครที่เท่ ปกป้องคนอื่นเก่งขนาดนี้
แต่กลับโดนฆ่าเพราะคนรอบตัวหักหลัง
ไม่ยุติธรรมเลย…”
หัวใจเขาสะดุดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
ตัวละคร? คนเขียน?
คำเ่าั้เขายังไม่เข้าใจ
แต่น้ำเสียงของนาง…เต็มไปด้วยความเสียดายและเ็ปแทน
“เพราะงั้น…ชาตินี้”
ซูอินเอียงหัวไปพิงขอบเตียง
พลางพูดเบา ๆ
“ฉันเลยไม่อยากให้ท่านตายอีก
ไม่ว่าจะตาม ‘ประวัติศาสตร์’ หรือชะตาฟ้าบ้าอะไรนั่นก็ตาม”
คำว่า “ชาตินี้” ทำให้เขาลืมตาขึ้นนิดเดียว
แต่ยังแกล้งหลับ
หัวใจเขาเหมือนถูกรัดแน่น
เสียงของเธอเบาลงเรื่อย ๆ
“ถึงจะพูดไม่ได้หรอก…ว่าทำไมฉันถึงห่วงท่านขนาดนี้
บอกออกไป ท่านต้องหัวเราะแน่ ๆ”
หลี่เหรินกลั้นหายใจ
บอกสิ… ข้าอยากรู้เหลือเกิน
ซูอินหลับตา
เริ่มทำเสียงง่วง
เพราะความเหนื่อยสะสมทั้งวัน
การนั่งเฝ้าข้างเตียงในท่ากึ่งเอนหลัง
ทำให้เธอพึมพำออกมาโดยไม่ได้ผ่านสมองกรอง
เสียงนั้นเบา
แต่ในห้องเงียบพอที่เขาจะได้ยินทุกคำชัดเจน
“ก็เพราะว่า… ถ้าท่านไม่อยู่แล้ว…”
หยุดไปชั่วครู่
“โลกยุคนี้…คงเหลือแต่ความน่าเบื่อ”
หยุดอีก
หัวใจเขาเต้นดัง ตึก…ตึก…ตึก
ริมฝีปากเธอขยับอีกครั้ง
“แล้วก็…ใจฉัน…คงว่างเปล่าเกินไป”
เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
เพราะตอนนั้น เธอเคลิ้มหลับไปแล้วครึ่งหนึ่ง
แต่หลี่เหรินได้ยินชัด
ทุกคำเหมือนลูกศรเล็ก ๆ ปักลงกลางใจ
ใจ…ของนาง
จะว่างเปล่า…ถ้าข้าหายไป?
เขามองใบหน้าที่หลับคอพับ
ขนตาเรียงกันเป็แพเล็ก ๆ
ปากยังเม้มเบา ๆ ราวกับฝันกังวล
หลี่เหรินเผลอยื่นมือที่ไม่เจ็บ
จัดผ้าคลุมไหล่ให้เธอ
ปลายนิ้วแตะแก้มเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“นี่เ้าตกหลุมพรางตัวเอง…หรือข้าตกหลุมพรางเ้า”
เขาพึมพำแ่จนแทบไม่ได้ยินเอง
แล้วจู่ ๆ เขาก็หัวเราะในคอ
“พูดออกมาครึ่งเดียวแล้วหนีไปหลับ…
ข้าควรจะให้โทษเ้า หรือให้รางวัลกันแน่”
เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงเล็กน้อย
กระซิบใกล้ ๆ หูเธอ
“ถ้าวันหนึ่ง…ข้าต้องหายไปจริง ๆ”
เขาหยุด
กลืนน้ำลาย
หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ
“บางที…หัวใจของข้าเอง
ก็คงว่างเปล่าไม่ต่างจากของเ้า”
คำพูดนั้น
ลอยอยู่ในอากาศ
ซูอินไม่รู้ตัว
แต่ในความฝันเธอกลับรู้สึกว่า
มีใครบางคนกำลังกุมมือเธอเบา ๆ
อุ่น
และมั่นคงอย่างประหลาด
เธอบีบมือตอบในห้วงหลับใหล
อย่าหายไปเลยนะ…
ในเรือนเงียบอีกมุมหนึ่งของจวน
องค์ชายรอง หลี่เหวิน
ยืนมองเปลวตะเกียงด้วยสายตาเ็า
คนสนิทรายงานเสียงเบา
“จากสายของเรา…
เมื่อคืนฝ่าาสี่วิ่งฝ่าไฟเข้าไป
แถมยังอุ้มหญิงชาวครัวออกมาทั้งตัวต่อหน้าคนทั้งเมืองพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เหวินเชิดมุมปาก
“เื่ราวแบบนี้ ลืมยากนัก”
เขายกจอกเหล้าขึ้น
ดวงตาพราวร้าย
“ถ้าอย่างนั้น…
ก็แปลว่าจุดอ่อนของเขาเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว”
“หมายถึง…หญิงนางนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม”
เสียงของหลี่เหวินเบาเย็น
“เพราะหัวใจที่เริ่มผูกพัน…
ย่อมเจ็บง่ายกว่าหัวใจที่กลวงเปล่าเสมอ”
เขาวางจอกเหล้า
ดวงตาสะท้อนเงาไฟ揺ไหว
“ลองดูสิ
ว่าถ้าข้าจะแตะต้องหัวใจของหลี่เหรินผ่านหญิงคนนี้…
ฟ้าจะยังลิขิตเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนบทให้สนุกขึ้นกว่าที่เคยเป็”
คืนเงียบไป
หัวใจสองดวงในห้องเล็ก ๆ ข้างตำหนัก
กำลังขยับเข้าใกล้กันทีละนิด
แม้เ้าของจะยังไม่กล้าพูดคำบางคำออกมาตรง ๆ
แต่ “คืนสารภาพใจที่ไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกไป”
ได้เริ่มต้นแล้วอย่างช้า ๆ
และรุ่งเช้า…
กลิ่นน้ำหอมดอกเหมยที่เขาไม่ชอบ
จะกลายเป็ชนวนให้เกิด “น้ำหอมที่ทำให้หึง” อย่างเต็มตัว—
เมื่อมีชายอีกคนเดินเข้าใกล้นางมากเกินไปในลานฝึกทหาร…