ประมุขศักดิ์สิทธิ์ จุติใหม่สะท้านโลกา

    บทที่ 12 จริงหรือปลอม

    บทที่ 12 จริงหรือปลอม

    ​

    ​ความจริงแล้ว เย่ฮวนไม่ได้สนใจสำนักศึกษาเสวียนหยางแห่งนี้เลยสักนิด

    ​

    ​ตอนนี้เขามีวิชาหลอมกาย ขอเพียงหาวิธีรวบรวมสมุนไพรให้ได้มากพอ พลังฝีมือย่อมสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้อย่างมั่นคง

    ​

    ​ทว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของตระกูลเย่ ท่านปู่และท่านอาสามของเขาถูกผู้คนเยาะเย้ยถากถางมานานนับสิบปี

    ​

    ​เขาจึงตั้งใจจะช่วยระบายความแค้นนี้ให้

    ​

    ​อีกทั้งการเข้าสู่สำนักศึกษาเสวียนหยางก็ไม่ได้หมายความว่าต้องสูญเสียอิสรภาพ นอกจากการเรียนการสอนตามปกติแล้ว เวลาส่วนใหญ่เหล่าศิษย์ยังถูกกำหนดให้ต้องออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ภายนอก หรือปฏิบัติภารกิจที่ทางสำนักศึกษามอบหมาย

    ​

    ​และยังมีข้อดีอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเข้าไปแล้วจะสามารถได้รับม้วนคัมภีร์วิชายุทธ์จำนวนหนึ่งตามผลงานของตนเอง

    ​

    ​เมื่อเห็นท่านอาสามมีท่าทีร้อนใจ เย่ฮวนจึงเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนี้ข้าอยู่ระดับยอดฝีมือยุทธ์ระยะต้น แต่หากต้องต่อสู้กับยอดคนระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ข้าก็พอมีโอกาสชนะอยู่บ้างขอรับ”

    ​

    ​เมื่อได้ยินคำนี้ เย่เจี้ยนหนานแสดงสีหน้าปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่งในคราแรก ก่อนที่สีหน้าจะหม่นหมองลงในทันที

    ​

    ​ที่ยินดีก็เพราะหลานชายที่เคยเป็นขยะของตนสามารถฝึกยุทธ์ได้จริง ๆ

    ​

    ​แต่น่าเสียดายที่คนรุ่นเยาว์ของอีกสามตระกูลที่เหลือล้วนมีระดับพลังถึงขั้นบรรพจารย์ยุทธ์ ซึ่งสูงกว่าเย่ฮวนถึงสองระดับ

    ​

    ​ด้วยช่องว่างเช่นนี้ เย่ฮวนแทบไม่มีหวังที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้เลย

    ​

    ​“ช่างเถอะฮวนเอ๋อร์ ไว้ค่อยหาวิธีอื่นในภายหลังแล้วกัน อีกไม่นานสำนักศึกษาหลวงของจักรวรรดิต้าเซี่ยก็จะเปิดรับสมัครศิษย์แล้ว

    ​

    ​ถึงตอนนั้น พวกเราไปที่นั่นก็เหมือนกัน!

    ​

    ​ด้วยบารมีของท่านปู่เจ้า คงไม่มีใครกล้าไม่ให้เกียรติท่าน

    ​

    ​เจ้าสามารถกลับมาฝึกยุทธ์ได้อีกครั้งก็นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว อย่าได้ท้อแท้ไปเลย”

    ​

    ​พูดจบ เย่เจี้ยนหนานก็ตบไหล่เย่ฮวนเบา ๆ แล้วหันหลังเดินจากไป

    ​

    ​เมื่อมองตามแผ่นหลังของท่านอาสามที่ไกลออกไป แววตาของเย่ฮวนก็ปรากฏความเด็ดเดี่ยวขึ้นมา

    ​

    ​เขาตัดสินใจในใจว่า อีกครึ่งเดือนข้างหน้า เขาจะต้องคว้าสิทธิ์เข้าสำนักศึกษาเสวียนหยางมาให้ได้

    ​

    ​ต่อให้ภายหลังจะรู้สึกอึดอัดจนต้องลาออก เขาก็ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีนี้คืนมาให้ตระกูลเย่

    ​

    ​ขณะที่เขากำลังหันหลังตั้งใจจะกลับไปพักผ่อนที่เรือน กลับพบว่ามีคนหนึ่งกำลังเบิกตากว้างจ้องมองเขาอยู่

    ​

    ​แม้ว่าใบหน้าของคนผู้นั้นจะงดงามล้ำเลิศราวกับเทพธิดา แต่ก็ทำให้เขารู้สึกขนลุกอยู่ไม่น้อย

    ​

    ​“มองอะไร ไม่เคยเห็นคนหล่อหรือไง?!”

    ​

    ​เย่ฮวนตะโกนขึ้นมาทันควัน ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งโหยง ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงจนเกือบทำให้เขาเลือดกำเดาไหล

    ​

    ​“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ จะตะโกนทำไม!

    ​

    ​หยุดเดี๋ยวนี้นะ ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าแปลก ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าฝึกยุทธ์ไม่ได้ แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงฝึกได้ขึ้นมา?

    ​

    ​ข้าได้ยินมาว่าในยุทธภพมีวิชาชิงร่างที่น่าอัศจรรย์ สามารถยึดครองร่างกายของผู้อื่นได้ เจ้าคงไม่ได้ถูกใครชิงร่างไปหรอกนะ?”

    ​

    ​จีหรูซวงพูดพลางลูบคาง แล้วเดินวนรอบตัวเย่ฮวนไปมาราวกับเป็นนักสืบหญิง

    ​

    ​เย่ฮวนได้ยินดังนั้นก็ทั้งตกใจและยินดี นึกไม่ถึงว่าตนเองจะถูก ‘พี่สะใภ้’ ผู้นี้สงสัยเป็นคนแรก

    ​

    ​แต่น่าเสียดายที่กรณีของเขาคือการตื่นขึ้นของความทรงจำและการหลอมรวมวิญญาณ

    ​

    ​อาจกล่าวได้ว่า เย่ฮวนคนก่อนก็คือเขา เขาเพียงแค่ปลุกความทรงจำจากชาติที่แล้วขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการชิงร่างโดยสิ้นเชิง

    ​

    ​ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ การชิงร่างคือการทำลายต้นกำเนิดจิตวิญญาณของผู้อื่น ซึ่งความทรงจำส่วนใหญ่จะสูญหายไป

    ​

    ​แต่การหลอมรวมวิญญาณนั้นแตกต่างออกไป สามารถสืบทอดความทรงจำทั้งหมดก่อนหน้าได้อย่างสมบูรณ์

    ​

    ​เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงหันกลับมามองจีหรูซวงด้วยสีหน้าจริงจัง

    ​

    ​“พี่สะใภ้ ผู้ที่ถูกชิงร่าง ต้นกำเนิดจิตวิญญาณจะเสียหาย และจะไม่มีความทรงจำเดิมหลงเหลืออยู่ ความรู้พื้นฐานนี้ เจ้าควรจะรู้นะ?”

    ​

    ​เมื่อได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็พยักหน้าหงึก ๆ

    ​

    ​“ใช่ ๆ ๆ ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะทดสอบเจ้าอย่างไรดี? เอาอย่างนี้ เจ้าลองบอกเรื่องที่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้มาสิ

    ​

    ​เช่น เงินลับของเจ้าซ่อนอยู่ที่ไหน หรือเรื่องตอนเด็ก ๆ ที่มีเพียงเจ้ากับท่านอาสาม หรือซิ่งเอ๋อร์ที่รู้

    ​

    ​ถ้าทำได้ ข้าถึงจะเชื่อว่าเจ้าคือเย่ฮวนตัวจริง!”

    ​

    ​เย่ฮวนตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “ต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลยหรือ?

    ​

    ​ทั้งตระกูลเย่มีเพียงเจ้าที่สงสัยข้า ข้าบอกเรื่องที่มีเพียงเราสองคนที่รู้จะไม่ดีกว่าหรือ?”

    ​

    ​“ได้สิ ได้สิ แบบนี้แหละดีที่สุด!” หญิงสาวรีบพยักหน้า

    ​

    ​ทว่า คำพูดต่อมาของเย่ฮวน กลับทำให้นางรู้สึกละอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ใบหน้าแดงซ่านไปจนถึงปลายเท้า

    ​

    ​เย่ฮวนกระซิบที่ข้างหูว่า “ที่ก้นซ้ายของเจ้ามีไฝเสน่ห์อยู่เม็ดหนึ่ง ถ้าเจ้ามองไม่เห็นก็กลับไปส่องกระจกทองเหลืองดูเถิด อยู่ตรงตำแหน่งนี้ ขนาดประมาณเมล็ดข้าวฟ่าง”

    ​

    ​พูดจบ เย่ฮวนก็ใช้นิ้วจิ้มลงไปที่บริเวณนั้นอย่างแรงหนึ่งที แล้วรีบวิ่งกลับไปยังเรือนเล็กของตนทันที ทิ้งให้หญิงสาวยืนอึ้งท่ามกลางสายลม

    ​

    ​“ข้า... ข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ เจ้าคนลามก ข้าจะฆ่าเจ้า!”

    ​

    ​ชั่วขณะต่อมา หญิงสาวพังประตูเข้าไป กดตัวเย่ฮวนลงกับพื้น แล้วระดมหมัดรัวใส่ไม่ยั้ง

    ​

    ​ห่างออกไปนับร้อยจั้ง เย่เจี้ยนหนานที่เห็นเหตุการณ์นี้ ถึงกับสบถออกมาในใจ

    ​

    ​“ไอ้หนุ่มนี่ ให้ตายเถอะ! น่ากลัวเกินไปแล้ว!”

    ​

    ​เย่ฮวนนอนแผ่อยู่บนพื้นด้วยความจนใจ

    ​

    ​“โธ่เอ๊ย นี่เจ้าเป็นคนอยากให้ข้าพิสูจน์เองนะ ถ้าข้าไม่พูดเรื่องจริงออกมา เจ้าจะเชื่อหรือ?

    ​

    ​ผู้หญิงเนี่ย มีแต่จะทำให้ข้าชักกระบี่ได้ช้าลงจริง ๆ โดนซ้อมชุดใหญ่แบบนี้ เสียดายยาระดับสองเม็ดหนึ่งชะมัด!”

    ​

    ​...

    ​

    ​ในช่วงสิบกว่าวันที่ตามมา เย่ฮวนทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการฝึกยุทธ์

    ​

    ​นอกจากนี้ เย่ฮวนยังใช้โอกาสนี้หลอมแร่เหล็กนิลที่มีหยกจินกังจนมีขนาดเท่ากับโม่บดหินได้สำเร็จ

    ​

    ​พละกำลังที่เสียไปในช่วงนั้น มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้

    ​

    ​ความพยายามไม่เคยทรยศใคร ตอนนี้วิชาหลอมกายของเขาบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งระยะปลายแล้ว

    ​

    ​หากต้องการเพิ่มระดับในระยะปลาย ความยากจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อีกทั้งยาที่เขาสะสมไว้ก็แทบจะไม่เหลือ

    ​

    ​เขาเริ่มวางแผนว่า หากจำเป็นจะต้องปรุงยาคุณภาพต่ำออกมาขายบ้าง

    ​

    ​พริบตาเดียว พรุ่งนี้ก็ถึงวันที่สำนักศึกษาเสวียนหยางจะมาเปิดรับสมัครศิษย์

    ​

    ​ขณะนี้ เย่ฮวนกำลังอยู่เพียงลำพังในเรือนเล็ก ใช้พลังจิตสลักค่ายกลวิญญาณลงบนสนับมือของตน

    ​

    ​หลังจากวิชาหลอมกายเพิ่มขึ้น ต้นกำเนิดจิตวิญญาณของเขาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้บรรลุถึงระดับรวมจิตระยะกลางแล้ว

    ​

    ​อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาต้องการสลักคือ ค่ายกลรวบรวมวิญญาณทะลวงเกราะระดับลี้ลับระยะต้น จากความทรงจำในชาติก่อน

    ​

    ​ด้วยพลังวิญญาณในปัจจุบัน การสลักยังคงมีความยากลำบากอยู่บ้าง

    ​

    ​ดังนั้น สนับสองข้างนี้ เขาจึงต้องใช้เวลาทำตลอดทั้งบ่าย

    ​

    ​ฟู่!

    ​

    ​ขณะที่เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อทำงานสำเร็จ ร่างบอบบางร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา

    ​

    ​ในช่วงสิบกว่าวันนี้ เย่ฮวนออกแต่เช้ากลับดึก ไม่แม้แต่จะทักทายนางเลยสักคำ

    ​

    ​ต้องรู้ว่าเย่ฮวนคนก่อนนั้นเหนียวหนึบราวกับตังเม คอยหาเรื่องชวนคุยและตามตื้อนางทั้งวัน

    ​

    ​พอตอนนี้จู่ ๆ อีกฝ่ายก็เย็นชากับนาง หญิงสาวจึงรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง

    ​

    ​นางยังสงสัยเป็นอย่างมากว่า เจ้าหมอนี่มัวยุ่งกับอะไรอยู่กันแน่

    ​

    ​“นี่! เจ้าเด็กบ้า หลายวันนี้เจ้าหายไปไหนมา พรุ่งนี้ก็ถึงวันรับสมัครแล้วนะ

    ​

    ​ข้าได้ยินว่าคู่หมั้นของเจ้าก็จะตามมาด้วย เจ้าจะไม่ไปดูหน่อยหรือ?

    ​

    ​อีกสามเดือนพวกเจ้าก็จะถึงพิธีบรรลุนิติภาวะแล้ว และต้องหารือเรื่องงานมงคลสมรสด้วย”

    ​

    ​เย่ฮวนเงยหน้าขึ้น แล้วปรายตามองหญิงสาว “ข้าไม่คุยกับผู้หญิงป่าเถื่อน ไสหัวไป!”

    ​

    ​จีหรูซวงได้ยินดังนั้น ก็คว้าเก้าอี้ข้างกายทำท่าจะฟาด

    ​

    ​ความจริงแล้ว หากไม่ได้อยู่ต่อหน้าเย่ฮวน นางถือเป็นกุลสตรีผู้เรียบร้อยและอ่อนหวานอย่างยิ่ง

    ​

    ​เพียงแต่พอเจออีกฝ่ายทีไร จะถูกยั่วโมโหจนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุทุกที

    ​

    ​เย่ฮวนเห็นว่ากำลังจะเสียเปรียบ จึงรีบขอขมาทันที

    ​

    ​“เจ้าอย่าเข้ามานะ! ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ข้ากลัวเจ้าแล้วก็ได้

    ​

    ​สู้ไม่ได้ก็หลบเอา ข้าจะออกไปซื้อของสำหรับใช้ในการประลองพรุ่งนี้ เจ้าหลีกทางด้วย”

    ​

    ​เมื่อได้ยินเช่นนี้ จีหรูซวงก็ชะงักไป นางวางเก้าอี้ในมือลงแล้วอุทานว่า “ท่านอาสามไม่อนุญาตให้เจ้าไปร่วมประลองไม่ใช่หรือ? ข้าแค่บอกให้เจ้าไปดูมู่หรงเสวี่ยเท่านั้น

    ​

    ​ตอนนี้ข้างนอกลือกันว่า คนตระกูลซ่างกวนเรียกตัวซ่างกวนจิ่นกลับมาจากสนามรบแล้ว

    ​

    ​นั่นก็เพื่อที่จะมาจัดการเจ้า ดูเหมือน... ดูเหมือนจะต้องการทำลายงานแต่งงานของเจ้ากับมู่หรงเสวี่ย เพื่อแทรกกลางเข้าไปด้วย

    ​

    ​ท่านอาสามแสดงเจตนาชัดเจนแล้วว่า ไม่ให้เจ้าไปเสี่ยงอันตราย!”

    ​

    ​เย่ฮวนได้ยินดังนั้นก็หรี่ตาลง นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง

    ​

    ​เขามองไปที่หญิงสาว แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “กล้าเดิมพันกับข้าอีกสักครั้งหรือไม่?

    ​

    ​เดิมพันว่าข้าจะสามารถคว้าสิทธิ์ของสำนักศึกษาเสวียนหยางนี้มาได้ไหม?

    ​

    ​ใครแพ้ ต้องยอมทำตามคำขอของอีกฝ่ายหนึ่งเรื่อง ตราบใดที่ไม่เกินเลยจนเกินไป จะต้องทำให้สำเร็จ!”

    คล้ายกับเรื่องประมุขศักดิ์สิทธิ์ จุติใหม่สะท้านโลกา ที่คุณอ่าน