88 1-2
ตอนที่161 คุ้มค่าแล้ว
“คุณหนูเซียแม้นในอดีตเราเคยมีเรื่องผิดใจกันอยู่บ้าง แต่หวังว่าจะไม่นำมาเก็บงำมาใส่ใจ”
เย่หลีเทียนกล่าวกับเซียถงโดยใช้น้ำเสียงที่เบามากเจียนจะกระซิบในตอนที่เขานำโอสถมาส่งคืนในมือของนาง
เห็นอีกฝ่ายกำลังเดินลาจากกลับไปยืนตำแหน่งเดิมรอยยิ้มเย้ยหยั่นยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นบนใบหน้า จงใจกล่าวเสียงดังไล่หลังตอบกลับไปว่า
“อัครมหาเสนาบดีเย่เรื่องผิดใจในอดีตทั้งหมดทั้งมวล ข้าคนนี้ย่อมไม่นำพามาใส่ใจ และในวันนี้เองท่านก็ตัดสินอย่างเป็นธรรมยิ่งแล้วส่งผลให้สามารถสะสางปัญหาคาใจระหว่างข้ากับองค์รัชทายาทได้ในท้ายที่สุดในนามสาวน้อยคนหนึ่ง รู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง”
ทันทีที่สิ้นเสียงจางหายนางก็เหลือบหางตาแลมอง พลางเห็นไป๋หลี่เย่ที่ยืนอยู่ด้านข้างปั้นหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดเกินพรรณนาสายตาคู่นั้นของเขาเคลื่อนมองไปยังทิศทางที่เย่หลีเทียนเดินจากไปยืนท่ามกลางฝูงชนอย่างไม่เข้าใจนักซึ่งประโยคเมื่อครู่ที่เซียถงเอ่ยกล่าวออกไป ใครฟังก็ย่อมทราบ มันมีไว้สำหรับไป๋หลี่เย่โดยเฉพาะและสิ่งที่นางปรารถนาคือการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไป๋หลี่เย่กับเย่หลีเทียนสั่นคลอน
สีหน้าการแสดงออกของเย่หลีเทียนผันแปรไปหนึ่งส่วนมีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจถึงเจตนายั่วยุของเซียถง? ทันทีทันใดคล้ายบังเกิดไอหมอกขึ้นในแววตาดูหม่นประกายเล็กน้อย เขากล่าวตอบนางกลับไปอย่างใจเย็นว่า
“ข้าเพียงตัดสินตามความจริงมิได้เจตนาช่วยเหลือใครเป็นพิเศษ คุณหนูเซียไม่จำต้องขอบคุณ”
หลังจากนั้นเขาก็ปิดปากเงียบเฝ้ามองอยู่ท่ามกลางฝูงชนปล่อยให้ไป๋หลี่เย่และเซียถงจัดการสะสางปัญหากันต่อ
ไป๋หลี่หานลอบสังเกตการณ์อยู่ตรงฝูงชนชั้นนอกสองมือไพล่หลังพร้อมสายตาเหลียวแหลมที่หรี่แคบเฝ้าจับจ้องทุกอากัปกิริยาการเคลื่อนไหวของเย่หลีเทียนไม่มีคลายอ่อนยิ่งได้ฟังคำกล่าวเหล่านั้นของเย่หลีเทียนเขาก็อดใจลอบยิ้มเย้ยเยาะบนมุมปากของตนมิได้
“องค์รัชทายาทในเมื่อข้าเป็นฝ่ายชนะ เช่นนั้นก็คงถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันก่อนหน้าเรื่องราวต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการดูแลโดยสมบูรณ์”
เซียถงใบหน้าเย็นชาค้างแข็งขึ้นกะทันหันเสมือนเครื่องทำน้ำแข็งเคลื่อนที่ไอเย็นยะเยือกไร้ขอบเขตพลันแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของนางในทันใด ในรัศมีสิบก้าวเสมือนถูกแช่แข็งทั้งเป็นในพริบตา
ฝูงชนที่ยืนรุมล้อมอยู่โดยรอบตัวนางรีบถอยห่างออกไปทันควันส่งสายตามองเซียถงเจือแววสยดสยองอยู่เต็มทั่วใบหน้าภาพฉากดังกล่าวยิ่งทำให้ไป๋หลี่เย่รู้สึกหวาดกลัวขึ้นเป็นทวี พึงตระหนักดีในยามนี้เขาเป็นฝ่ายพลาดท่าแก่นางแล้ว และหากถึงขั้นต้องปะทะต่อสู้กันจริงๆเขาเองก็หาใช่คู่มือของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย พอคิดได้ดังนั้นเขารีบยกเท้าก้าวสับฝ่าฝูงชนเตรียมหนีออกไปทันที
“องค์รัชทายาทจะไปไหนรึ?”
ประกายเงาพิสดารสีครามกระตุกวูบร่างของเซียถงหยุดลงต่อหน้าไป๋หลี่เย่ในเสี้ยวพริบตา ดวงตาฉายแววเย็นสะท้านชวนขนหัวลุกราวกับกำลังจะสื่อว่า คิดจะหนีตอนนี้มันไม่สายเกินไปหน่อยรึ?
“เซียถง!จะ-เจ้า..เจ้า..เจ้าคิดจะทำอะไรกับองค์รัชทายาทผู้นี้!? ข้าคือองค์รัชทายาทแห่งจักรวรรดิตงหลี่!หากเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายเล็บ เสด็จพ่อของข้าจะไม่มีทางละเว้นเจ้า!!”
ไป๋หลี่เย่แสร้งทำตัวสงบนิ่งไม่ไหวหวั่นทว่าสีหน้าของเขาในขณะนี้กลับปราศจากเลือดหล่อเลี้ยง ซีดเซียวจนขาวเผือดไปหมดแล้ว
“ข้าต้องการให้เจ้ายอมรับความพ่ายแพ้แก่โดยดีพร้อมไปขอโทษและชดใช้ทุกสิ่งอย่างที่ทำกับสาวใช้ของข้าคืน”
เซียถงเปล่งเสียงสะกดทีละคำอย่างเย็นชาแต่ก่อนที่จะกล่าวจบดี พลันได้ยินเสียงระเบิดพลังขุมใหญ่ไป๋หลี่เย่รีดเร้นพลังทั้งหมดที่มีเร่งหมุนตัวกลับและวิ่งฝ่าฝูงชนหนีตายออกไปด้วยความเร็วสูงสุดซึ่งนางเองก็คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ มุมปากกระตุกยิ้มเยาะสบประมาททีหนึ่งและพุ่งเข้าใส่ไป๋หลี่เย่ไล่ล่าติดตามไปทันที
“ปรมาจารย์เสวี่ย!ช่วยด้วย!”
หันไปมองหญิงสาวที่วิ่งไล่ตามมาติดๆไป๋หลี่เย่ร้องอุทานเสียงหลงด้วยความเสียขวัญสุดขีด
เสี้ยวพริบตาต่อมาประกายเงาพิสดารสีม่วงไสวพวยพุ่งออกมาจากมุมหนึ่งในมือถือกระบี่เล่มยาวเข้าจู่โจมใส่เซียถงโดยตรง
ปฏิกิริยาของเซียถงเองก็ไวใช่ย่อยเร่งยกมือขวาร่ายตั้งรับ ทันใดนั้น กระบี่ทัณฑ์ฟ้าก็ปรากฏกายขึ้นในมือแนวปราการป้องกันนวางกระบี่เป็นแนวนอนเข้าปะทะชนกับคมกระบี่ของปรมาจารย์เสวี่ยที่ฟันฉับลงมาเสียงโลหะประสานงาเสียงดัง‘เกร๊ง’
“ปรมาจารย์เสวี่ยจัดการมัน!”
ปรมาจารย์เสวี่ยตรงเข้าขัดขวางปิดกั้นเส้นทางเบื้องหน้าไป๋หลี่เย่โดยไว
“ท่านยอดฝีมือ โปรดหลีกทางมิฉะนั้นแล้วก็อย่าตำหนิว่าข้าไร้เมตตา!”
ปรมาจารย์เสวี่ยส่ายหัว
เมื่อได้เห็นทีท่าอันแน่วแน่ของอีกฝ่ายเซียถงพึงตระหนักได้ทันใดว่า คงไม่มีประโยชน์อันใดอีกแล้วที่ต้องพูดมากกว่านี้เช่นนั้นนางจึงค่อยๆ กรอกเทกระแสพลังลมปราณขุมใหญ่ลงไปยังตัวกระบี่ทัณฑ์ฟ้ารัศมีความกระหายเลือดสีแดงฉานพลันเบ่งบานขึ้นจากส่วนลึกที่สุดในดวงตา
พบเห็นสีหน้าอันดุร้ายของหญิงสาวเบื้องหน้าควบคู่ไปกับขุมพลังสุดแกร่งกล้าแห่งขอบเขตเสาหลักฟ้าที่โหมทะลักข้นคลั่กออกมาไม่หยุดหย่อนจากร่างอรชรเพรียวบางสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งแก่ตัวปรมาจารย์เสวี่ยใจหนึ่งรู้สึกสะเทือนขวัญแปลกๆ โดยเฉพาะกับสายตาคู่เย็นเยียบของนางที่ราวกับว่าจะเอาให้ตายกันไปข้าง
พินิจได้ดังนั้นถึงกับกระชับจับกระบี่ในมือแน่นหนายิ่งขึ้นไปอีก และในที่สุดก็เป็นฝ่ายของปรมาจารย์เสวี่ยเสียเอง ที่จู่ๆริเริ่มกล่าวเกลี้ยกล่อมเซียถงขึ้นว่า
“นี่เจ้าแน่ใจแล้วรึ?คิดจะสู้ตายเพียงเพื่อสาวรับใช้แค่คนเดียว?”
“คุ้มค่ายิ่งแล้ว!”
เซียถงก่นเสียงเย็นคำรามลั่นเป็นคำตอบปลายเท้าดีดเด้งถีบตัวขึ้นจากพื้นทะยานสู่ฟ้า ตวัดคมกระบี่ฝ่าห้วงอากาศฟันฟาดลงมาคลื่นกระบี่ประกายเยียบเย็นสะบั้นผ่าลงมาเป็นจันทร์เสี้ยวหวังพิฆาตปรมาจารย์เสวี่ยให้ตายในอึดใจ
ปรมาจารย์เสวี่ยตื่นตัวขึ้นฉับพลันฟันคมคลั่นกระบี่สวนกลับไปโดยไว สองรัศมีคมเขี้ยวกระบี่ปะทะชนกลางอากาศกลิ่นอายสุดน่าสะพรึงขวัญเข้าปกคลุมร่างกายาของทั้งสองพลังวิญญาณฟ้าดินสารทิศไหลเกลียวโคจรหมุนติ๋วโดยมีทั้งสองเป็นจุดศูนย์กลางความโกลาหลทั้งหมด
ชั่วขณะที่สองกระบี่เข้าประหัตประหารเซียถงพลันรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่ค้นพบว่า พลังความแข็งแกร่งของปรมาจารย์เสวี่ยในยามนี้มิได้สูงเท่าก่อนหน้าที่เคยพบเจอ แต่ราวกับว่าขีดจำกัดของอีกฝ่ายในตอนนี้หยุดอยู่แค่เพียงขอบเขตเสาหลักฟ้าชั้นสูงเท่านั้นดูเหมือนว่าอีกฝ่ายน่าจะได้รับบาดเจ็บมาจากที่ไหนสักแห่งก่อนที่จะมาสู้ศึกสัประยุทธ์กับนาง เพราะขุมพลังความแกร่งกล้าของอีกฝ่ายคล้ายถูกลดทอนลงไปมาก...
อึดใจต่อมา นางอดนึกถึงมิได้เกี่ยวกับศึกสัประยุทธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนระหว่างปรมาจารย์เสวี่ยและหยุนซีถึงไม่ทราบว่าผลแพ้ชนะจะเป็นอย่างไร แต่จากเหตุการณ์นั้นน่าจะส่งผลกระทบจวบจนวันนี้มิใช่น้อย
เซียถงกวาดสายตามองย้อนกลับไปทางฝั่งฝูงชนโดยไวท่ามกลางสายตาที่เร่าร้อนและสุ้มเสียงอุทานลือลั่นหลายหลากทันใดนั้นพลันสังเกตเห็นดวงตาสีดอกท้อคู่สวยอยู่ ณ มุมหนึ่งจากรอบนอกฝูงชนระยะไกลอีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกลมอบให้แก่นางตรงนี้ภายในใจรู้สึกเร่าร้อนขึ้นทันควัน เซียถงพยักหน้าตอบหยุนซีกระชับกระบี่ทัณฑ์ฟ้าให้แน่นขึ้นและกระหน่ำฟาดฟันอัดใส่ปรมาจารย์เสวี่ยอีกคราอย่างหนักหน่วง
เฝ้ามองฉากการต่อสู้ระหว่างเซียถงและปรมาจารย์เสวี่ยผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกใจเต้นสั่รระรัวไม่เป็นจังหวะบางคนลืมตาโพล่งด้วยความตกตะลึงยิ่งยวด ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าผู้บำเพ็ญตบะขอบเขตเสาหลักฟ้าจะมีทุนรอนมากเพียงพอที่จะต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ม่วงได้ถึงขนาดนี้!ซึ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำเอาพวกเขาไม่สามารถละสายตาออกมาได้เลยสักนิด
โดยเฉพาะกับไป๋หลี่เย่ที่ในเวลานี้ตกตะลึงสุดขีดทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่งเซียถงสามารถรับมือยอดฝีมือแห่งขอบเขตราชันย์ม่วงได้อย่างไรกัน? นี่มัน...เป็นไปได้ยังไง?!เขาถึงกับยกมือขึ้นมขยี้ตาอย่างแรงหลายที ทว่ากลับต้องผิดหวัง เพราะภาพเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นความจริงหาใช่ความฝัน
ไป๋หลี่หานและเย่หลีเทียนหรือแม้กระทั่งคณอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมมองผ่านอ่านสถานการณ์ออกโดยธรรมชาติเซียถงที่มีระดับพลังอยู่เพียงขอบเขตเสาหลักฟ้าชั้นกลาง แต่กลับสามารถสัประยุทธ์กับปรมาจารย์เสวี่ยผู้เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ม่วงได้อย่างสูสีทั้งหมดมันเป็นเพราะสภาพร่างกายของปรมาจารย์เสวี่ยที่ไม่สมบูรณ์เป็นทุนเดิมส่วนอีกครึ่งหนึ่งมาจากกระบี่ที่นางถืออยู่
ถึงแม้ระดับพลังลมปราณของเซียถงจะไม่ได้สูงเทียบเทียมปรมาจารย์เสวี่ยทว่ากระบี่ในมือของนางกลับมีศักยภาพเหนือกว่ากระบี่ของปรมาจารย์เสวี่ยหลายช่วงตัวหากวัดกันแค่ตัวกระบี่ สิ่งนี้ได้สร้างความได้เปรียบแก่นางค่อนข้างเยอะ
เย่หลีเทียนเหล่ตาพินิจมองกระบี่ในมือของเซียถงคล้ายกับว่าเขารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยเห็นจากที่ไหนสักแห่งหนหนึ่งทันใดนั้นเอง เขาก็หวนนึกไปถึงกระบี่ที่ถูกผนึกอยู่ในบ่อน้ำตกพิสุทธิ์ในถ้ำป่าสน? แต่ตอนที่เขาเห็นกระบี่เล่มนั้นมันเคยเปล่งประกายเป็นสีเขียวแตกต่างจากกระบี่เล่มที่นางถืออยู่ซึ่งเป็นสีแดงดังนั้นเขาจึงส่ายหัวปฏิเสธความคิดนี้ทิ้งไปทันที
“ปรมาจารย์เสวี่ย!หากเจ้าฆ่านางทิ้งได้ ข้าจะตกรางวัลให้เจ้าเป็นเงินหนึ่งแสนเหรียญทอง!”
คล้อยหลังที่ตื่นจากภวังค์ความตะลึงงันไป๋หลี่เย่ก็คล้ายจะสังเกตเห็นถึงความลับที่เซียถงสามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้แล้วเช่นกันเขาจับจ้องกระบี่ทัณฑ์ฟ้าในมือของเซียถงตาเป็นมัน ภายในใจบังเกิดความโลภขึ้นทันใดพร้อมเปล่งเสียงดังตะโกนลั่นหวังปลุกกระตุ้นให้ปรมาจารย์เสวี่ยมีแรงจูงใจในการสังหารนางทิ้งเพิ่มมากขึ้น
เพราะหากเซียถงตายไปกระบี่เล่มนั้นจะตกมาเป็นของเขาทันที!