ผ้าไหมลอยขึ้นจากแท่นบูชาโดยไม่มีลม
ดาวสามดวงแรกแขวนอยู่เหนือผืนผ้า จากนั้นแสงเล็กนับร้อยผุดตามบางดวงสว่าง บางดวงมืดสนิท และบางดวงมีเส้นแดงพาดเหมือนถูกตัดออกจากท้องฟ้าเส้นเงินเชื่อมพวกมันทีละช่วง จนศาลบรรพชนแคบ ๆ ดูคล้ายเปิดไปสู่ราตรีอีกผืน
เยี่ยซิงเหอยืนอยู่ข้างประตู มือไม่แตะกระบี่รากฐานทองคำยังสงบ แผนที่เปิดโดยไม่ยืมพลังจากเขาแม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าโม่กลับมีสีหน้าเคร่งกว่าตอนพบค่ายกลโลหิต“ปิดประตูศาล”
“ปิดแล้ว”
“หน้าต่างด้วย”
เยี่ยซิงเหอใช้แผ่นไม้บังช่องทั้งหมดแสงดาวยังลอดตามรอยแตกลงพื้นข้างนอก ชายชราจึงโปรยขี้เถ้าเป็นม่านแต่ขี้เถ้าทุกเม็ดซึ่งแตะแสงกลับเรียงตัวเป็นอักขระใหม่
ผ้าไหมกำลังใช้ทุกสิ่งรอบตัวสร้างแผนที่ให้สมบูรณ์
“มันเคยเปิดเช่นนี้หรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
“ไม่ต่อหน้าข้า”
“แต่ท่านรู้ว่าต้องกลัวอะไร”
“แผนที่บางชนิดไม่ได้เพียงบอกทางมันบอกปลายทางด้วยว่ามีคนกำลังมองหา”
ผู้เฒ่าโม่ยกไม้เท้าจะกดมุมผ้า เยี่ยซิงเหอขวางแขน “รอก่อน”
“ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะไป”
“ข้ายังไม่ได้กล่าวว่าจะไป”
“สายตาเจ้ากล่าวแทนแล้ว”
เหนือผ้า เส้นดาวสายหนึ่งสว่างจากจุดซึ่งเป็นโม่เหอมันเลื้อยขึ้นเหนือภูเขา ผ่านวงหมอกสีเทา แล้วขาดหายกลางอากาศไม่มีเส้นต่อบนพื้นดิน
เยี่ยซิงเหอมองตำแหน่งทุกช่วงอย่างตั้งใจ“นี่คือทางที่ข้าถูกส่งมา?”
“อาจเป็นทางกลับ หรือทางลวงให้ผู้ถือเปิดประตูผิดบาน”
“ท่านรู้หรือไม่”
“รู้บางส่วน”
“เช่นนั้นบอกก่อนปิด”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาใช้ไม้เท้าแตะพื้นแทนแรงสั่นจากด้านล่างยังมีเป็นระยะ ค่ายกลเก่าแม้ถูกปิดแต่เส้นโลหิตภายนอกยังคงไหลรอบหมู่บ้าน หากแสงจากผ้าเชื่อมกับมันศัตรูจะได้พิกัดโดยไม่ต้องขุดต่อ
ชายชรากล่าว “เจ้ามีเวลาสิบลมหายใจ”
“ยี่สิบ”
“สิบสอง”
“สิบห้า”
“เจ้าต่อราคาเรื่องความตายเก่งขึ้นทุกวัน”
“เรียนจากท่าน”
ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ “สิบห้าแล้วข้าจะปิดไม่ว่าเจ้าเห็นครบหรือไม่”
ลมหายใจแรก เยี่ยซิงเหอจำตำแหน่งโม่เหอ ไม่ใช่ชื่อบนแผนที่แต่เป็นกลุ่มดาวเจ็ดดวงซึ่งหกดวงมืด หนึ่งดวงสว่างสีทองจุดนั้นอยู่ตรงชายขอบของผืนผ้า แสดงว่าแผนที่มิได้ถือดินแดนมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
ลมหายใจที่สอง เส้นทางพุ่งไปทิศเหนือสามช่วงก่อนเบนขึ้นเหนือระนาบ รอยเบนทำเป็นสัญลักษณ์คล้ายประตูซ้อนเก้าชั้น
ลมหายใจที่สาม แผนที่เปลี่ยนเอง กลุ่มดาวทั้งหมดหมุนโม่เหอเคลื่อนจากขอบล่างไปด้านหลัง ราวกับผู้มองพลิกผืนฟ้าอีกด้านหนึ่ง
ลมหายใจที่สี่ ตราวิหารโชคชะตาปรากฏตรงจุดตัดเส้นตาชั่งครึ่งหนึ่งเป็นทาง อีกครึ่งหนึ่งเป็นคำเตือน
ลมหายใจที่ห้า แสงแดงใต้พื้นศาลตอบรับ
อักขระค่ายกลโลหิตเลื้อยขึ้นตามรอยไม้ พยายามแตะดาวเหนือผ้าผู้เฒ่าโม่เคาะไม้เท้าหนึ่งครั้ง ตราสีหม่นกดมันกลับ แต่รอยแผลบนฝ่ามือชายชราเปิดเลือดซึมผ่านผ้าพัน
“มันรู้แล้วว่าแผนที่เปิด” เขากล่าว
“ข้ายังเหลือสิบลมหายใจ”
“หากเจ้านับได้ถึงสิบ”
ลมหายใจที่หก ดาวสีดำดวงหนึ่งกลืนเส้นทาง สายเงินจึงแตกเป็นสามทางแรกจบที่ตราดวงตาปิด ทางที่สองจบที่วงโซ่ ทางที่สามไม่มีปลาย
เยี่ยซิงเหอเลือกจำทางที่สามเพราะสองทางแรกมีเครื่องหมายของการควบคุมชัดเจน แต่มิได้สรุปว่ามันปลอดภัยความไม่มีตราอาจเป็นกับดักอีกชนิด
ลมหายใจที่เจ็ด ผ้าไหมพับมุมหนึ่งเองเผยชั้นลายซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลัง มีจุดห้าจุดเรียงเป็นพิกัด ไม่ใช่อักษรแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างดาว
ลมหายใจที่แปด เสียงกระดิ่งร่องเกลือดังนอกศาล
มิใช่เสียงปลอม คราวนี้ดังจากทิศตะวันออกสามใบติดต่อกันค่ายกลกำลังแตะแนวบ้านอีกครั้ง ชาวบ้านตะโกนส่งสัญญาณเด็กและคนเจ็บเริ่มย้ายไปมุมปลอดภัยตามแผน
เยี่ยซิงเหอไม่หันไป เขารู้ว่าทุกคนกำลังทำส่วนของตนหากเขาออกตอนนี้ แผนที่จะปิดและอาจไม่เปิดอีก แต่ถ้าค่ายกลผ่านร่องเขาต้องทิ้งคำตอบทันที
ลมหายใจที่เก้า ผู้เฒ่าโม่กดไม้เท้าลึกลงพื้นแสงแดงหยุดชั่วคราว “จำให้เร็ว”
“ท่านกำลังช่วยข้าดู?”
“ข้ากำลังซื้อเวลาให้เจ้าตัดสินใจว่าจะไม่ไป”
ลมหายใจที่สิบ พิกัดห้าจุดหมุนเข้าหากัน กลายเป็นรูปประตูครึ่งล่างฝังในความมืด ครึ่งบนพ้นขอบแผนที่
ลมหายใจที่สิบเอ็ด กระบี่เงาดาราในฝักส่งเสียงกังวานมันตอบแสงจากประตู รอยดำบนคมซึ่งมองไม่เห็นใต้ฝักร้อนขึ้นจนไม้เกิดควันหากชักกระบี่ แผนที่อาจรับมันเป็นกุญแจอีกชิ้น แต่แรงสะท้อนจากตอนก่อนยังค้างอยู่
เยี่ยซิงเหอวางมือบนฝัก มิได้ชักเขาใช้สัมผัสจากโลหะจดจำจังหวะซึ่งประตูส่งกลับ—สั้นสอง ยาวหนึ่ง สั้นสอง
ลมหายใจที่สิบสอง จุดโม่เหอบนแผนที่ดับ
ความมืดลามไปตามเส้นทาง หากจุดต้นหายเขาจะไม่รู้ว่าพิกัดทั้งหมดเริ่มวัดจากที่ใด เยี่ยซิงเหอหยิบถ่านจากแท่นขีดรูปดาวเจ็ดดวงลงพื้นตามความจำ มือสั่นเพราะบาดแผล ไม่ใช่เพราะปราณ
ผู้เฒ่าโม่เห็นรูปนั้นแล้วกล่าว “ดวงที่สามผิดตำแหน่ง”
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า “ท่านจำทาง”
ชายชรารู้ตัวว่าหลุดคำ เขาเงียบแต่ใช้ปลายไม้เท้าขยับถ่านดวงที่สามไปทางตะวันตกหนึ่งข้อนิ้ว
ความลับชิ้นแรกหลุดออกมา—ผู้เฒ่าโม่มิได้เพียงเคยเห็นตราเขาเคยรู้พิกัดของประตู
ลมหายใจที่สิบสาม แสงแดงใต้พื้นทะลุตราสีหม่นเส้นหนึ่งพุ่งใส่ผ้าไหม ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝ่ามือบาดเจ็บจับไว้ตรง ๆ ผ้าพันแผลไหม้กลิ่นเลือดลอยขึ้น แต่เขาไม่ปล่อย
“ปิดเดี๋ยวนี้” ชายชรากล่าว
“อีกสองลมหายใจ”
“เส้นนี้จะตามถึงเรือนกลาง”
เยี่ยซิงเหอมองแผนที่ แล้วมองเงาคนซึ่งวิ่งอยู่นอกช่องประตูเขาเคยเลือกทำลายภาพเพื่อหมู่บ้านแล้ว ทางเลือกเดิมกลับมาในรูปร่างใหม่หากเขายื้อเพื่อพิกัดสมบูรณ์ ศัตรูอาจได้เส้นเลือดของชาวบ้าน
เขายกมือจะพับผ้า
แต่ผู้เฒ่าโม่กล่าว “จำจุดสุดท้าย ข้าจะรับหนึ่งลมหายใจ”
“มือท่าน—”
“ข้าเคยปิดประตูนี้มาแล้วครั้งหนึ่งแรงเพียงเท่านี้ยังไม่ทำให้ข้าตาย”
คำสารภาพชัดกว่าทุกสิ่งก่อนหน้า
ลมหายใจที่สิบสี่ เยี่ยซิงเหอมองปลายทางเส้นที่ไร้ตราทะลุวงดาวสามชั้น ด้านข้างมีอักขระเล็กซึ่งผ้าไหมแปลเป็นความรู้สึกไม่ใช่ถ้อยคำ—ขึ้น มิใช่ไปเหนือ; ข้าม มิใช่เดินไกล
สถานที่นั้นไม่ได้อยู่บนแผ่นดินเดียวกับโม่เหอ
ลมหายใจที่สิบห้า จุดทั้งห้ารวมเป็นพิกัดสมบูรณ์ประตูบนแผนที่เปิดเพียงเส้นบาง ด้านหลังไม่มีภูเขา เมือง หรือทะเลมีเพียงท้องฟ้าอีกชั้นซึ่งดาวเรียงกลับทิศ
เยี่ยซิงเหอจดจำภาพสุดท้าย
แล้วคว้าผ้าไหมพับทันที
มันไม่ยอมพับ แสงดาวตรึงมุมทั้งสี่ไว้ผู้เฒ่าโม่ถอนมือจากเส้นแดง เลือดบนฝ่ามือหยดลงพื้น เขาหมุนไม้เท้าใช้ปลายแตกเกี่ยวมุมผืนผ้าแล้วกล่าวถ้อยคำสั้นซึ่งเยี่ยซิงเหอฟังไม่เข้าใจ
ดาวหนึ่งดวงดับ
ผืนผ้าลดต่ำลง แต่แผนที่ยังไม่ปิด
“คำอะไร” เยี่ยซิงเหอถามขณะกดอีกมุม
“ชื่อทิศซึ่งไม่มีในโลกมนุษย์”
“ท่านเคยไปที่นั่น”
“ข้าเคยยืนตรงธรณี”
“ด้านใด”
ผู้เฒ่าโม่สบตาเขา “ด้านที่ส่งเจ้ามา”
นี่คือราคาซึ่งชายชราต้องจ่ายเพื่อปิดแผนที่ หากไม่เผยเขาไม่อาจใช้คำและพิกัดตรงกันช่วยหยุดมันความลับซึ่งรักษามาสิบแปดปีเปิดเพิ่มอีกชั้น—ผู้เฒ่าโม่ไม่ได้รออยู่ที่โม่เหอโดยบังเอิญเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามแดนมนุษย์ในคืนที่รับทารก
เยี่ยซิงเหออยากถามอีกนับสิบ แต่เส้นแดงใต้พื้นแตกแขนงแล้วกระดิ่งด้านนอกดังจากทิศใต้เพิ่ม แสดงว่าศัตรูใช้อีกวงบีบเข้ามา
“บอกวิธีปิด” เขากล่าว
“พิกัดต้องถูกทำให้ไม่สมบูรณ์”
“ทำลายผ้า?”
“ไม่ได้ หากตรารหัสแตก ประตูอาจเปิดโดยไม่มีผู้ควบคุม”
“เช่นนั้นลบจุดหนึ่ง”
“มันจะกลับมาเมื่อเงื่อนไขครบ”
เยี่ยซิงเหอมองแผนที่เปลี่ยน ดาวทุกดวงกำลังหาตำแหน่งของตนแม้ถูกกด มันยังจัดเรียงใหม่ เขานึกถึงค่ายกลใต้หมู่บ้านซึ่งใช้แสง เงาและเสียงเป็นข้อมูล ทุกแผนที่ต้องมีผู้สังเกตเป็นส่วนหนึ่ง
“มิใช่ลบจุด” เขากล่าว “เปลี่ยนจุดตั้งต้น”
ผู้เฒ่าโม่เข้าใจทันที “ถ้าทำผิด เส้นทางจะชี้เข้าค่ายกลโลหิต”
“ถ้าไม่ทำ มันกำลังชี้อยู่แล้ว”
เยี่ยซิงเหอไม่ใช้รากฐานเขาย้ายกองถ่านรูปโม่เหอบนพื้นหนึ่งช่วง ผู้เฒ่าโม่ใช้ขี้เถ้าปิดดาวทองบนผ้าแผนที่จึงคิดว่าผู้ถืออยู่คนละตำแหน่ง เส้นทางทั้งผืนเบนไปทางตะวันตก
เส้นแดงของศัตรูพุ่งตามพิกัดเท็จ มันออกจากใต้ศาลวิ่งไปยังบ้านร้างซึ่งไม่มีคน
เสียงระเบิดดังห่างออกไป หลังคาบ้านร้างยุบแต่กระดิ่งรอบเรือนกลางหยุดดัง
ชาวบ้านปลอดภัยชั่วคราว แลกกับที่กำบังอีกหนึ่งหลัง
แผนที่บนผ้าไหมสั่นรุนแรง มันรับรู้ความคลาดเคลื่อนดาวทุกดวงกระจายแล้วเริ่มเรียงใหม่ ผู้เฒ่าโม่ฉวยช่วงนั้นพับมุมแรกเยี่ยซิงเหอพับมุมตรงข้าม ทั้งสองทำพร้อมกันทีละคู่
เมื่อเหลือขนาดเท่าฝ่ามือ ตราวิหารโชคชะตาปรากฏอีกครั้งดวงตาบนยอดเปิดมองเยี่ยซิงเหอ
เสียงกระซิบดังในความคิด
ผู้ถือ...ทาง...กลับ...
เขาไม่ตอบ ไม่ปล่อยปราณ และไม่ยอมให้ความอยากรู้กำหนดมือผ้าไหมจึงไม่อาจยื้อเงื่อนไขไว้ได้ ลายดาวดับลงทีละจุด
ผู้เฒ่าโม่กดมุมสุดท้าย
ผืนผ้าปิด
ศาลกลับมามืด มีเพียงแสงกลางวันลอดรอยไม้กลิ่นควันจากบ้านร้างเข้ามาแทนกลิ่นดาราเยี่ยซิงเหอเก็บพิกัดถ่านบนพื้นด้วยสายตาอีกครั้งก่อนใช้เท้าลบไม่ให้ผู้ใดซึ่งเข้ามาภายหลังเห็น
“ประตูนั้นเรียกว่าอะไร” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่พันมือใหม่ด้วยผ้าชิ้นสุดท้ายในถุง“ผู้คนต่างฝั่งเรียกไม่เหมือนกัน”
“ชื่อที่ท่านใช้”
ชายชรานิ่งครู่หนึ่ง “ประตูสวรรค์”
“วิหารโชคชะตาอยู่หลังประตู?”
“ตราของมันอยู่ตามทาง แต่แผนที่ไม่ได้บอกว่าตัววิหารอยู่ตรงใด”
“ชายผู้ส่งข้าอยู่หลังนั้น?”
“ในอดีต เขายืนฝั่งนั้น ส่วนวันนี้ข้าไม่รู้”
เยี่ยซิงเหอรับคำตอบโดยไม่บังคับให้มันกลายเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้เขาเปิดประตูศาล อาเหวินยืนรอพร้อมใบหน้าเปื้อนเขม่าบ้านร้างฝั่งตะวันตกพังครึ่งหลัง แต่ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บ
“แสงเมื่อครู่คืออะไร” อาเหวินถาม
“แผนที่”
“พาเราออกจากหุบเขาได้หรือไม่”
เยี่ยซิงเหอมองชาวบ้านซึ่งกำลังดับไฟเส้นทางบนผ้าอาจพาเขาไปหาคำตอบ แต่ไม่พาคนเหล่านี้หนีค่ายกลบนภูเขาและการเปิดมันอีกครั้งอาจเรียกศัตรูมาถึงเร็วขึ้น
“ยังไม่ได้” เขาตอบ “แต่ทำให้รู้ว่าศัตรูตามสิ่งใด”
ผู้ใหญ่บ้านเดินมารายงานว่าร่องเกลือฝั่งใต้เสียหนึ่งช่วงต้องใช้เกลือที่เหลือเกือบหมดซ่อมก่อนค่ำเยี่ยซิงเหอจัดคนย้ายหินจากบ้านร้างแทนขุดใหม่ เพื่อลดแรงและเก็บฟืนผู้เฒ่าโม่ไม่เข้าไปสั่ง เพียงนั่งข้างกำแพงรักษาแผล
ระหว่างทำงาน เยี่ยซิงเหอทบทวนเส้นทางในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่ากลุ่มดาวเจ็ด จุดเบนเก้าชั้น ตราตาชั่ง ทางไร้ปลาย และพิกัดห้าจุดเขาไม่ขีดลงกระดาษ เพราะสิ่งที่เขียนอาจถูกขโมย ความจำจึงเป็นที่เก็บเดียว
ทุกครั้งที่นึกถึงจุดสุดท้าย รากฐานทองคำตอบเพียงเบา ๆมิได้เปิดพลัง แสดงว่าพิกัดเชื่อมกับสิ่งในร่างเขาแต่ยังไม่มีสิ่งใดอนุญาตให้ใช้มันเป็นประตู
ยามเย็น ผู้เฒ่าโม่มาพบเขาบนกำแพงหมู่บ้าน
“เจ้าจำครบหรือไม่” ชายชราถาม
“ครบ”
“ข้าควรทำให้เจ้าลืม”
เยี่ยซิงเหอหันมอง
“แต่ข้าจะไม่ทำ” ผู้เฒ่าโม่กล่าวต่อ“การปิดบังเจ้านานเกินไปทำให้ศัตรูได้เปรียบเช่นกัน”
“เหตุใดวันนี้ยอมรับ”
“เพราะเจ้าปิดผ้าเองทั้งที่คำตอบอยู่ตรงหน้า หากเจ้าทำไม่ได้ข้าจะทำลายพิกัดแม้ต้องทำลายความเชื่อใจที่เหลือ”
เยี่ยซิงเหอไม่ได้ขอบคุณ “ข้ายังจะไปเมื่อถึงเวลา”
“ข้ารู้”
“และท่านต้องบอกว่าควรเตรียมอะไร”
“เมื่อหมู่บ้านรอดจากคืนนี้ก่อน”
เงื่อนไขนั้นยุติธรรมกว่าคำว่าไม่ถึงเวลาอย่างเลื่อนลอยเยี่ยซิงเหอจึงพยักหน้า
ทั้งสองมองท้องฟ้าค่ำเหนือโม่เหอ ดาวจริงเริ่มปรากฏทีละดวงเขาเทียบกับแผนที่ในความจำ แต่ไม่พบกลุ่มดาวเจ็ดดวงในตำแหน่งเดียวกันแม้หมุนทิศกลับหรือมองผ่านเงาน้ำก็ไม่ตรง
เยี่ยซิงเหอหยิบกิ่งไม้ขีดวงดาวลงบนหิมะ ผู้เฒ่าโม่ไม่ได้ห้ามเพียงใช้เท้าลบทุกครั้งที่เขาขีดเสร็จหนึ่งชุด เพื่อไม่ให้รอยค้างถึงรุ่งเช้า
“ถ้าวัดจากทิศเหนือของโม่เหอ จุดที่ห้าอยู่เหนือศีรษะ”เยี่ยซิงเหอกล่าว
“เหนือศีรษะยังเป็นทิศในโลกนี้”
“เช่นนั้นต้องวัดจากอะไร”
“จากชั้นฟ้า มิใช่พื้นดิน”
คำตอบทำให้เขาเปลี่ยนวงดาวจากแผ่นราบเป็นชั้นซ้อนจุดแรกกับจุดห้าไม่ได้ห่างกันบนพื้น แต่ห่างกันด้วยขอบเขตซึ่งมองไม่เห็นประตูเก้าชั้นบนแผนที่จึงไม่ใช่เก้าบานเรียงตามทางหากเป็นเก้าระดับซึ่งผู้เดินต้องข้าม
“ผู้มีรากฐานผ่านได้หรือไม่” เขาถาม
ผู้เฒ่าโม่ตอบทันที “ไม่ได้”
“แล้วระดับใด”
“ต่อให้พลังพอ หากไม่มีตรารหัสก็ถูกทางฉีก ต่อให้มีตราหากไม่มีผู้เปิดก็หลงระหว่างชั้น และต่อให้ทั้งสองอย่างครบเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าปลายทางกำลังรอฆ่าหรือช่วย”
นี่ไม่ใช่ประตูซึ่งแรงมากพอแล้วฝ่าได้เงื่อนไขหลายชั้นทำให้รากฐานทองคำของเขาเป็นเพียงจุดเริ่ม มิใช่กุญแจลัด
เยี่ยซิงเหอลบรูปสุดท้าย “ข้ายังขาดทุกอย่าง”
“เจ้ามีอย่างหนึ่ง”
“ความดื้อ?”
“เหตุผลที่จะกลับมาจากปลายทาง” ผู้เฒ่าโม่มองเรือนกลาง“คนซึ่งมีแต่เหตุผลจะไป มักกลายเป็นส่วนหนึ่งของประตู”
เยี่ยซิงเหอจำถ้อยคำนั้นไว้ เสียงเด็กไอจากเรือนกลางลอยมากับลมตามด้วยเสียงคนแบ่งน้ำต้ม ชีวิตเล็ก ๆเหล่านี้ทำให้พิกัดไม่อาจกลายเป็นคำสั่งให้เขาออกเดินทันที
เขายังต้องปิดทางใต้ดิน ซ่อมแนวเกลือและทำให้คนในหมู่บ้านไม่อดตายก่อน ศัตรูบนภูเขาก็ยังเฝ้าอยู่การรู้ว่าประตูสวรรค์อยู่ไกลเพียงใดไม่ได้ทำให้ภัยตรงหน้าหายไป
ผ้าไหมตรงอกสั่นครั้งหนึ่งแล้วสงบราวกับยืนยันว่าแผนที่จะไม่เปิดซ้ำเพียงเพราะเขาท่องพิกัด
เหนือแนวสน มีเงานกสีดำบินผ่านดาวจริงหนึ่งดวงมันวนรอบโม่เหอแล้วหายไปทางทิศใต้ ผู้เฒ่าโม่มองตามแต่ไม่กล่าวอะไรทั้งสองรู้ว่าศัตรูยังนับจำนวนไฟและเฝ้ารอให้แนวป้องกันอ่อนลง
เยี่ยซิงเหอหันกลับเข้าหมู่บ้านเขาเก็บเส้นทางนอกโลกไว้ในความจำแต่ก้าวแรกของคืนนี้ยังเป็นการเดินไปตรวจประตูบ้านทีละหลัง
พิกัดมิได้ชี้ไปเหนือภูเขา มิได้ชี้ไปเมืองใดในแดนมนุษย์และไม่อาจไปถึงด้วยการเดินทางไกลเพียงอย่างเดียว
เส้นทางบนผ้าไหมยกออกจากแผ่นดิน ผ่านประตูเก้าชั้นแล้วจบใต้ฟ้าอีกผืนหนึ่ง
พิกัดประตูสวรรค์ชี้ออกไปนอกแดนมนุษย์