คุณมนตรีและตระกูลอุตสาหะขายหุ้น LTB ไปที่ช่วงราคา 50 – 64 บาท ตอนนี้ราคามันอยู่ที่ 55 บาท ถ้าคุณมนตรีและครอบครัวซื้อกลับดูเหมือนจะเท่าทุน แต่จริงๆ แล้วไม่มีทาง
แต่เดิมคุณมนตรีและครอบครัวมีหุ้น LTB อยู่ถึง 37% ซึ่งหมายถึงจำนวนหุ้นเป็นหลายพันล้านหุ้น ถ้าซื้อกลับราคามันไม่ได้อยู่ที่แค่ 55 บาทแน่ มันอาจจะพุ่งไปถึง 70 – 80 บาท ซึ่งคุณมนตรีจะขาดทุนยับ และก็อาจมีเงินซื้อได้น้อยกว่าเดิมด้วย
ตามแผนของผมต้องการให้คุณมนตรีและครอบครัวขายหุ้นทั้งหมดเพื่อทุบหุ้นลงมาก่อนในช่วงราคาแถว 60 บาท เมื่อมันถูกกว่าเดิมอาจประมาณสัก 40 กว่าบาท ค่อยซื้อคืน ทำให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นมีมากพอเพื่อซื้อหุ้นคืนและได้จำนวนเยอะกว่าเดิมด้วยเพราะหุ้นมันราคาถูกลง
แต่วรเดชกำลังทำให้หุ้นมันขึ้นไปสูงกว่าที่คุณมนตรีขาย
พูดง่ายๆ คุณมนตรีและครอบครัวตอนนี้ไม่มีหุ้น LTB เลย ธนาคารที่ครอบครัวแกสร้างมากับมือหลุดกระเด็นไปทันที!
ถึงจะกลับไปซื้อคืนพวกแกก็ต้องขาดทุนยับและได้หุ้นจำนวนน้อยกว่าเดิมเพราะซื้อแพงขึ้น
ผมหน้าซีดเผือด วรเดชย้อนแผนผมได้แสบ
เห็นคุณมนตรีหอบหายใจแรงขึ้น หน้าซีดเหลืองเล็กน้อย เอามือกุมหัวใจ
คุณมีอายุประมาณหกสิบแล้ว อายุก็ถือว่าเข้าวัยเกษียณเป็นธรรมดาย่อมจะมีโรคประจำตัว
ธีรโรจน์ตาค้าง ผมรีบบอก
“มียาดมไหม? ยาดม!”
มาร์คหลานธีรโรจน์ตกใจรีบหยิบยาดมขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง มาร์ครีบเอายาดมจ่อที่ปลายจมูกของคุณมนตรี ผ่านไปสักพัก จนคุณมนตรีค่อยๆ หายใจสม่ำเสมอขึ้น แกเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรง
“น้ำ..”
มาร์ครีบวิ่งออกไป สักพักก็เอาน้ำมาให้คุณมนตรีดื่มทันที คุณมนตรีตั้งสติได้สักพักก็หยิบยาขึ้นมาทาน
ธีรโรจน์ถาม “คุณมนตรีเป็นอะไรไหม?”
คุณมนตรีส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
ธีรโรจน์จ้องตาผมเขม็ง
“แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อ”
เห็นคุณมนตรีหยิบโทรศัพท์คุย สีหน้าแกเคร่งเครียด คุณมนตรีวางสายไป
“ลูกฉันโทรมาถามว่าจะให้รีบกลับไปซื้อหุ้น LTB คืนเลยไหมก่อนที่มันจะขึ้นสูงไปกว่านี้”
ผมดูราคาหุ้น LTB ในโทรศัพท์ มันขึ้นไป 58 บาทละ ซึ่งถือว่าเร็วมาก ผมต้องรีบตัดสินใจแล้วว่าจะคุณมนตรีซื้อคืนหรือเปล่า
ใจผมเต้นตึกตัก ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ ก่อนที่จะช้าไป
ผมครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด ถ้าผมให้คุณมนตรีและครอบครัวเข้าไปซื้อหุ้น LTB ตอนนี้นะ จะทำให้ราคามันพุ่งขึ้นสูง ยิ่งทำให้วรเดชได้ใจ แถมคุณมนตรีเพิ่งขายหุ้นออกไป เข้าไปซื้อหุ้นใหม่ทำเหมือนเด็กเล่นขายของ จะทำให้ชื่อเสียงแกพังพินาศ
ผมพูดเสียงเข้ม“ไม่ต้องเข้าไปซื้อครับ!”
ธีรโรจน์ถาม “แบบนี้คุณมนตรีก็เสียกิจการไปน่ะสิ”
“ใช่ครับ แต่ตระกูลคุณมนตรีก่อตั้งธนาคารรักเมืองไทยมา ถึงพวกคุณจะขายหุ้นไปหมดตอน 50 – 60 บาทก็ยังกำไรใช่ไหมครับ”
คุณมนตรีพยักหน้า “ใช่ ต้นทุนของพวกฉันไม่ถึงห้าบาทด้วยซ้ำ”
“ดังนั้นคุณเก็บเงินสดไว้ครับ เราต้องมีโอกาสเอาคืนแน่”
คุณมนตรีส่ายหน้า“ฉันสู้วรเดชไม่ได้ ถูกมันยึดธนาคารไป อายุฉันก็เท่านี้แล้วจะมีโอกาสสักเท่าไร”
ขณะผมจะปลอบ มาร์คพลันเอ่ยขึ้น
“อย่าเพิ่งท้อเลยคุณลุง”
คุณมนตรีหันมามองมาร์ค แกย่อมไม่รู้จักมาร์คเป็นใคร มาร์คจึงแนะนำตัว
“ผมมาร์คหลานลุงธีรโรจน์”
คุณมนตรีมองหน้ามาร์ค
มาร์คพูดต่อ “ตามข่าวที่ผมได้มา รัฐบาลจะปล่อยกู้ให้ธนาคารรักเมืองไทย 1 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลตั้งเงื่อนไขว่าจะทยอยให้กู้เป็นเวลาสี่ปี ปีละ 2.5 หมื่นล้าน ไม่ใช่เงินกู้ก้อนเดียว 1 แสนล้าน”
คุณมนตรีถาม“เธอหมายความว่า?”
มาร์คพูดต่อ “ก็หมายความว่าคุณวรเดชเขาได้เงินกู้แค่ส่วนเดียว ถ้ากิจการธนาคารเขาไม่ดีขึ้น รัฐบาลอาจไม่ปล่อยกู้ให้เขาเพิ่มก็ได้เพราะประชาชนอาจจะด่าว่ารัฐบาลให้เงินเอกชนมั่วซั่ว เอาเงินภาษีไปผลาญเล่น”
ผมหันไปมองมาร์คอย่างทึ่ง มิน่าทำไมคนอย่างมาร์คถึงได้มาดูแลการเงินให้ธีรโรจน์ ที่แท้มีฝีมือการวิเคราะห์ไม่น้อย ผมอดถามไม่ได้
“พี่มาร์ครู้เรื่องวรเดชด้วยเหรอ?”
มาร์คยิ้ม “ถามจากลุงโรจน์มา ก็ลุงจะกู้เงินเป็นหมื่นๆ ล้าน แต่ธนาคารรักเมืองไทยไม่อนุมัติให้สักโครงการ ผมก็ต้องสงสัยสิ”
มาร์คหันไปพูดกับคุณมนตรี “ลุงมนตรีหายใจเข้าลึกๆ ใจเย็นๆ ผ่อนคลายๆ”
คุณมนตรีพยายามทำตามมาร์คว่า มาร์คเข้าไปนวดไหล่ให้คุณมนตรี สีหน้าที่ซีดเผือดของคุณมนตรีค่อยๆ มีสีเลือดมากขึ้น ผมอดทึ่งกับคนแบบมาร์คไม่ได้
ส่วนธีรโรจน์มองผมด้วยสายตาไม่พอใจ เขากระชากเสียง
“ฉันนึกว่าแกจะแน่ ที่แท้ก็ยังห่างไกลวรเดช”
ผมก้มหน้ารับความผิด..ยกนี้ผมแพ้แล้วจริงๆ
จะเอาให้ชนะคนอย่างวรเดช มันไม่ง่ายเลย..
ขณะที่หุ้น LTB ขึ้นไปถึง 60 บาท พวกผมก็เลิกประชุมกัน คุณมนตรีสุขภาพย่ำแย่ แกไม่อาจทนรับความเครียดไหวขอตัวกลับไปก่อน ส่วนธีรโรจน์ก็เก็บตัวเงียบในห้องทำงาน
เวลาประมาณหกโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาเลิกงานมาถึง ผมเคลียร์งานส่วนของตัวเองเรียบร้อยก็เดินไปที่ลิฟต์กลับบ้าน แต่ดันพบเห็นมาร์คยืนอยู่คนเดียว
“อ้าว พล็อต เพิ่งเลิกงานเหรอ?” มาร์คถาม
“ใช่พี่ วันนี้งานเยอะ” ผมบอกเสียงเครียดๆ
มาร์คเอามือมาจับไหล่ผม
“อย่าเครียดไปเลย วันนี้สู้เขาไม่ได้พรุ่งนี้ก็ต้องสู้ได้”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย มาร์คยิ้ม
“อายุแค่นี้ทำหน้าเครียดอย่างกับตาแก่ เดี๋ยวไม่หล่อนะ”
“ผมหล่อสู้พี่ไม่ได้หรอก” ผมตอบอวยแกไป
“ไม่หรอก เราอายุยังน้อยผิวยังเต่งตึงอยู่เลย ดูพี่สิริ้วรอยเริ่มถามหาละ”
ผมหัวเราะเหอะหะ ไปตามเรื่อง ระหว่างคุยกันลิฟต์ก็มา ผมกดลิฟต์ไปชั้น 8 ซึ่งผมจอดรถอยู่ ระหว่างอยู่ในลิฟต์มาร์คถามผม
“มีแฟนหรือยังเนี่ย?”
“ยังไม่มีเลยพี่”
“จริงดิ หน้าตาดีแบบนี้ไม่มีแฟนได้ไง?”
“เคยมีพี่แต่เลิกไปแล้ว” ผมตอบ
“ทำไมล่ะ?” มาร์คถาม
“พอผมหมดประโยชน์ เขาก็ทิ้ง” ผมตอบแบบไม่อาย พอนึกถึงหลินมันทำให้ผมแค้นมากกว่ารัก
มาร์คพยักหน้า “เหมือนพี่ตอนเรียนมหาลัย โดนสาวทิ้งเพราะหมดประโยชน์”
“พี่ก็โดนเหรอ?”
“ใช่ หลังจากนั้นพี่ก็ไปคบผู้ชาย ก็ยังโดนผู้ชายทิ้งอีก” มาร์คทำหน้าเศร้า
เฮ่ย พี่มาร์คแม่ง คือมึงจะตรงไปไหม!
ผมไม่รู้จะตอบยังไง มาร์คยังพูดต่อ
“หลังจากนั้นพี่ก็เลยคบมั่วเลย เดี๋ยวคบผู้หญิงบ้าง ชายบ้างแล้วแต่ฤดู..”
โหย พูดยังกะเป็นสัตว์ มีฤดูผสมพันธุ์ด้วยเหรอวะ
มาร์คหันหน้ามามองผมพร้อมยักคิ้ว
“ไปกินข้าวกันเปล่า พล็อต”
ฮะ เฮ่ย พูดแบบนี้ไม่เอาเว่ย ผมไม่ใช่เกย์นะ!
กริ๊ง เสียงลิฟต์ลงมาถึงชั้น 8 พอดี พอประตูลิฟต์เปิดผมรีบบอกลามาร์ค ได้ยินเสียงมาร์คพูด
“กลับดีๆ นะพล็อต ช่วงนี้ม็อบยิ่งแรงๆ ปิดถนนไปทั่ว”
ตอนนี้เศรษฐกิจตกต่ำ มีม็อบประท้วงรัฐบาลไปทั่ว ตอนผมทำงานกับวรเดชใหม่ๆ วรเดชเคยคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจจะยุบสภาด้วยซ้ำ วรเดชแนะนำว่าหากเป็นแบบนั้นจริงก็ถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นยามวิกฤติ
ซื้อหุ้นในยามวิกฤติ??!!
ผมเหมือนฉุกใจคิดขึ้นได้
ผมวิ่งกลับไปที่ลิฟต์บอกมาร์ค
“พี่มาร์ค ผมจะขึ้นไปหาคุณธีรโรจน์”
พี่มาร์คทำหน้าผิดหวัง
“โห่”
“โห่อะไรพี่?” ผมงง
“นึกว่ากลับมาหาพี่ซะอีก” มาร์คพูดเสียงเศร้า
เอิ่ม…ตามาร์ค คิดแต่เรื่องถั่วดำอยู่ได้!
สรุปคือผมขึ้นลิฟต์กลับไปหาธีรโรจน์ใหม่ โดยมีตาพี่มาร์คขึ้นมาด้วย ผมเคาะประตูห้องทำงานธีรโรจน์ซึ่งเขายังคงอยู่ในห้องทำงาน
“ผมพล็อตกับพี่มาร์ค ขอเข้าไปได้ไหมครับ?” ผมถาม
“เข้ามา” ธีรโรจน์ตอบ
ผมเดินเข้าไปด้วยสีหน้ามั่นใจ ธีรโรจน์ถาม
“มีอะไร?”
“ผมมีวิธีชนะวรเดชแล้ว!”
ธีรโรจน์แค่นเสียง “วันนี้แกทำให้คุณมนตรีเขาเสียธนาคารไป ยังกล้าพูดว่าจะชนะวรเดชอีก?”
ผมพยักหน้า “ผมยอมรับว่าพลาด สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหารสิครับ อย่าว่าแต่คุณมนตรีก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร”
ธีรโรจน์ถาม“งั้นแกมีแผนอะไรอีก ครั้งนี้ถ้าพลาดฉันไม่เลี้ยงแกไว้แน่”
มาร์คพูดขัด “ลุงก็ขู่จัง คนจะเสนอแผน โดนขู่แบบนี้ไอเดียก็หายหมดสิ”
ธีรโรจน์แค่นเสียงดังเฮอะ มาร์คหันมามองหน้าขยิบตาให้ผม
อึ๋ย สยองแบบมองไม่ถูก….
ผมบอก
“ตอนนี้มีม็อบชุมนุมหลายจุดเพื่อไล่รัฐบาลใช่ไหมครับ?”
ธีรโรจน์พยักหน้า ผมพูดต่อ
“เราต้องใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส รัฐบาลจะอนุมัติเงินกู้วรเดชหนึ่งแสนล้าน แต่ถ้ามันไม่ได้เงินกู้เลยล่ะ!”
ธีรโรจน์สีหน้าสงสัย
“ยังไง?”
“ใช้ม็อบไงครับ! เราอาจใช้ม็อบกดดันรัฐบาลไม่ให้อนุมัติเงินกู้ให้วรเดชได้ อย่าลืมสิครับ กิจการธนาคารรัฐบาลไม่อยากให้ล้มก็จริง แต่อีกด้านยิ่งรัฐบาลเอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้มธนาคารยิ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจพวกเจ้าสัว หากเราใช้กระแสอุ้มคนรวย ทิ้งคนจน ทำให้ม็อบโกรธแค้น รัฐบาลจะไม่กล้าอนุมัติเงินกู้ให้!”
ธีรโรจน์ตาลุกวาว ผมรีบอธิบายแผนของผมออกไป
หลายคนไม่ชอบการเมือง วุ่นวายน่าปวดหัว ผมก็พอเข้าใจอยู่ แต่ในฐานะที่ผมเล่นหุ้นมาหลายเดือน มันทำให้ผมเข้าใจ
หุ้นกับการเมืองไม่มีวันแยกกันได้..
แผนของผมไม่ใช่แค่จะโค่นวรเดชเท่านั้น ยังจะทำให้ผมรวยด้วย!!
จบตอนที่ 46 แผนของพล็อตคืออะไร จะทำให้พล็อตรวยได้ยังไง ตอนหน้าจะยิ่งเข้มข้นยิ่งขึ้น!!