เยี่ยนเวยหยางเปิดตาที่พร่ามัวขึ้น พร้อมกับความรู้สึกอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชีวิต แขนขาของเขาหนักอึ้งราวกับไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายตนเอง สิ่งแรกที่รัชทายาทแห่งต้าเยี่ยนมองเห็น คือร่างของบุรุษผมขาวผู้หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาและดวงตาสีเขียวครามคู่นั้นดูคุ้นเคยอย่างมาก ทว่าสมองที่ยังคงไม่แจ่มใสนักทำให้เขาได้แต่เหม่อมองไปรอบด้านอย่างอึ้งๆ
“ที่นี่ที่ไหน ?” เสียงแหบแห้งจากลำคอที่ไม่ได้เอ่ยคำใดมานานกว่าสิบปี ทำให้เจ้าตัวตกใจ
“ครึ่งปีนี้งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งสุราด้วย” เสียงทุ้มออกคำสั่งอย่างง่ายๆ ดึงความสนใจให้เยี่ยนเวยหยางหันมามองร่างชายแปลกหน้าอีกครั้ง ก่อนจะตกตะลึงไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นี้…..
ใบหน้านี้เขาเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน นี่คือชายที่อยู่บนภาพวาดในห้องบูชาเทพของราชวงศ์แคว้นเยี่ยน เหล่าราชวงศ์แคว้นเยี่ยนทุกคนถูกกำชับ ให้นับถือเขาเป็นเจ้าชีวิตมาตลอดสามร้อยปี… !!
“นายหญิง”
“เรียบร้อยแล้วหรือ…” สตรีอ่อนเยาว์วัยประมาณ 16-17 ปีผู้หนึ่ง เดินเข้ามาใกล้ ในขณะที่เยี่ยนเวยหยางยังคงไม่หลุดจากภวังค์ มือบางก็แตะลงบนข้อมือของเขาเพื่อตรวจดูชีพจร
“ชีพจรของเขาไม่ต่างจากยามนอนหลับแม้แต่น้อย …. เวทย์คำสาปนี้คงไม่อาจตรวจวัดได้จากการคลำชีพจรจริงๆ โชคดีที่มีเจ้า ” เสียงใสเอ่ยชื่นชม
“เวทย์อักษรคำสาป มีเพียงผู้ที่เคยศึกษาอักษรเวทย์จึงจะสามารถตรวจจับได้ นายหญิงบรรลุมหายุทธ์เมื่อใดย่อมทำได้ไม่ต่างกัน” เจ้าของเสียงเคร่งขรึมนั้นยังคงถ่อมตัวเช่นเคย ทำให้หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยปากขอความรู้ต่อไป
“ร่างกายเขายังอ่อนแรงอย่างมาก กล้ามเนื้อลีบฝ่อไปเกือบหมด ควรทำเช่นไร”
“จากนี้ทานยาบำรุงทั่วไป ประมาณครึ่งปีก็จะกลับมาแข็งแรงดังเดิมขอรับ”
“อืมม… อาการเช่นนี้หากใช้โอสถคืนพลังดีหรือไม่ ”
“พอใช้ได้ขอรับ ทว่าหากเป็นโอสถทวนปราณจะเหมาะสมกว่า”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังปรึกษาหารือกึ่งๆ ขอคำชี้แนะนั้น เยี่ยนเวยหยางพลันสำนึกตัวได้ว่า ควรต้องทำอะไรบางอย่างกับเทพเคารพตรงหน้าท่านนี้ รัชทายาทแคว้นเยี่ยนเริ่มตะเกียกตะกายพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับไม่อาจฝืนสังขารที่อ่อนล้าได้ สุดท้ายก็เสียหลักจนแทบร่วงลงจากเตียง โชคดีที่หญิงสาวพยุงเอาไว้ทัน
“เพล้ง !!” เสียงถ้วยใบหนึ่งที่โต๊ะข้างเตียงร่วงลงกับพื้น ทำให้สองแม่ลูกที่เฝ้าอยู่ด้านนอกมานาน พากันพุ่งพรวดเข้ามาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะตกตะลึงไปเมื่อพบเห็นร่างชายแปลกหน้าผมสีขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ในห้องของเยี่ยนเวยหยางด้วย รวมถึงกลุ่มของโม่เจี้ยนที่เพิ่งเดินตามเข้าผ่านมามีเพียงหู่อู่ และเสี่ยวจือจือเท่านั้นที่เคยเห็นร่างมนุษย์ของเทพอสูรจิ้งจอกเก้าหาง
ดวงตาสีเขียวครามของลวี่ซานถงหรี่ลง ก่อนจะปรากฏชุดคลุมสีแดงปกปิดทั้งร่างและหูจิ้งจอกสองข้างของเขาไว้จากสายตาของคนทั้งห้องในพริบตา วินาทีต่อมาเยี่ยนสี่ฉวนจึงพบว่า ร่างของบิดาที่นอนหลับมานานกว่าสิบปีนั้นได้ตื่นขึ้นแล้ว
“ท่านพ่อ !!.” เสียงของเขาทำให้สายตาทุกคู่ในห้องย้ายจากร่างชายแปลกหน้ามายังบิดาของเขา ร่างบุรุษผอมบางเพิ่งถูกมู่เชียนจัดให้นั่งอิงหมอนอยู่บนเตียงอย่างเรียบร้อย
“เวยหยาง ท่านฟื้นแล้ว .!!” ถงเหมยลี่ตรงเข้ามาฟุบร่างลงข้างเตียงของคู่ชีวิต กุมมือของเขาเอาไว้ น้ำตานองหน้าด้วยความยินดี ในขณะที่ฉวนสี่เองก็เดินเข้ามาหาบิดาของตนด้วยท่าทางอึ้งงัน
แม้จะรู้ว่านางพิเศษ…. แม้จะรู้ว่านางเก่งกาจ ทว่าเยี่ยนสี่ฉวนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าตนเชิญศิษย์น้องมู่มาเพราะความจำเป็นบังคับ มิได้มีความคาดหวังเลยว่านางจะสามารถรักษาบิดาของตนได้จริง เยี่ยนสี่ฉวนคุกเข่าลงข้างกายบิดา ก่อนที่ความยินดีจะท่วมท้นจนกลั่นเป็นน้ำตานั้น ผู้เป็นลูกกลับเพิ่งสังเกตุว่าบิดาของเขามิได้มีทีท่าใส่ใจตนและมารดาแม้แต่น้อย ดวงตาเขายังคงเบิกกว้างยามมองไปที่ชายในชุดคลุมสีแดงราวไม่อยากเชื่อสายตา
“ท่านเทพโอสถ..!!” เสียงแหบแห้งดังออกมาจากปากองค์รัชทายาท แผ่วเบาราวกับไม่ได้ตั้งใจทว่ายังคงกระแทกใจทุกคนในที่นั้นจนเกิดความเงียบงันไปทั้งห้อง
‘เทพโอสถ’ คำนี้ส่งผลต่อเหล่าคนที่อยู่ในห้องทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งมู่เชียน หญิงสาวหันมองเทพอสูรลำดับสามของตนด้วยสีหน้าแปลกใจ แน่นอนว่าลวี่ซานถงมิได้เอ่ยคำใด ท่าทีที่ไม่ปฏิเสธนี้ทำให้คนทั้งหลายมั่นใจได้แล้วว่า ชายชุดคลุมสีแดงตรงหน้าคือเทพโอสถ บุคคลในตำนานผู้เลื่องชื่อ
คำเล่าลือที่เคยได้ยิน เทพโอสถมักจะปรากฏตัวในชุดคลุมสีแดง รักษาคนตายให้ฟื้น ทุกโรคล้วนสามารถเยียวยาได้ ขอเพียงให้ค่าตอบแทนที่พอใจก็ไม่มีโรคใดที่เกินความสามารถของเขา
นอกจากนี้ ใต้หล้าล้วนรู้ดีว่าสำหรับเชื้อราชวงศ์เยี่ยนแล้ว ครั้งหนึ่งเคยรับบุญคุณจากเทพโอสถจึงให้สัตย์สาบานนับถือเขาเป็นดั่งเทพเจ้า สายเลือดตระกูลเยี่ยนทุกคนยินยอมเป็นทาสรับใช้ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตาม
ทว่าวันเวลาผ่านมาหลายร้อยปี จนกระทั่งเทพโอสถผู้นั้นหายสาบสูญไปก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาได้กลับมาทวงสัญญาหรือรับค่าตอบแทนใดๆจากราชนิกูลแคว้นเยี่ยนเลยแม้แต่ครั้ง ราชวงศ์เยี่ยนจึงทำได้เพียงวาดภาพของผู้มีพระคุณวางไว้บนแท่นบูชา กำชับแก่คนรุ่นหลังว่า ไม่ว่าผ่านไปนานเพียงใดจะต้องยึดตามคำสัตย์ที่ให้ไว้ตราบกระทั่งลมหายใจของสายเลือดคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์เยี่ยนสิ้นสุดลง ยามนี้ได้เห็นบุคคลในตำนานปรากฏขึ้นตรงหน้า ผู้ที่ตกตะลึงที่สุดย่อมต้องเป็นเยี่ยนเวยหยางและเยี่ยนสี่ฉวนอย่างแน่นอน
‘เสี่ยวจิ้ง….’ มู่เชียนเอ่ยเรียกในใจ มังกรน้อยก็ปรากฏตัวออกมาทันที ‘พี่สามของเจ้าคือเทพโอสถ เหตุใดไม่เคยบอกข้า ?’ มู่เชียนเอ่ยอย่างงุนงง
‘ต้องบอกด้วยหรือ ?’ เสียงเอ่ยใสซื่อนั้นราวกับไม่รู้ว่าตนผิดพลาดที่ใด ทว่าดวงตาที่เต็มไปด้วยความสาสมใจทำให้มู่เชียนรู้ว่าเขาเจตนาแกล้งนางอย่างแน่นอน
เทพโอสถ บุคคลในตำนานที่เคยแต่ได้ยินชื่อมาตลอด ทั้งยังเป็นผู้เขียนคัมภีร์หมื่นธาตุพิษ ถึงกับเป็นคนใกล้ตัวเพียงนี้ !!
หลังผ่านความตกตะลึงทั้งหลายแล้ว รัชทายาทแคว้นเยี่ยนได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากพระชายา ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาออกคำสั่งให้ถงเชาพ่อตาของเขานำสมาชิกระดับผู้นำของเผ่าทั้งหมดเข้าพบเทพโอสถทันที
นับแต่รู้ว่าจะมีการรักษาองค์รัชทายาท คนเหล่านี้ต่างก็เฝ้ารออยู่ในเรือนของเจ้าเมืองอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำสั่งเรียกหาก็สามารถมาตามพระบัญชาทันที เมื่อได้เห็นเยี่ยนเวยหยางหายดี พวกเขาต่างก็มีสีหน้าปลาบปลื้มยินดีกันทั้งสิ้น คนหลายสิบคนเริ่มต้นกล่าวแสดงความยินดี พร้อมชื่นชมพระบารมีขององค์รัชทายาทที่ช่วยให้พ้นภัยร้ายมาได้ ยามนั้นไม่มีใครสังเกตว่าชุยพ่านและสาวใช้ค่อยๆย่องออกจากเรือนหลังน้อยไปด้วยกิริยาลับล่อๆ
“น้ำใจของพวกท่านและเผ่าเยี่ยนถูที่ช่วยเหลือ ข้าย่อมไม่ลืม ทว่าสาเหตุที่ข้าเรียกพวกท่านมานั้น กลับเป็นเรื่องอื่น”
เหล่าผู้นำเผ่าเยี่ยนถูทุกคน คิดว่าเยี่ยนเวยหยางจะเอ่ยถึงการกลับแคว้นเพื่อทวงตำแหน่งรัชทายาทคืน ต่างก็เกร็งตัวรอรับคำสั่งที่อาจจะจะนำพาเผ่าเยี่ยนถูเข้าสู่สงคราม แม้รัชทายาทจะทรงเป็นเขยขวัญของหัวหน้าเผ่า ทว่าการจะให้กองกำลังของพวกเขาต้องสละชีพเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้นั้น พวกเขายังรู้สึกไม่เห็นด้วย
“เผ่าเยี่ยนถูก่อตั้งขึ้นครั้งแรกด้วยจุดประสงค์ใด พวกท่านจำได้หรือไม่ ?” เยี่ยนเวยหยางเอ่ย… คำถามนี้ตรงใจพวกเขาพอดี ชายคนหนึ่ง ที่ดูแล้วมีระดับสูงไม่เบาจึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คำสั่งสอนของบรรพบุรุษพวกเราย่อมไม่กล้าหลงลืม…. เผ่าเยี่ยนถูถูกก่อตั้งขึ้นโดยอดีตราชาแคว้นเยี่ยน เพื่อเป็นตัวแทนฝ่าบาทคอยติดตามรับใช้ผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง”
“ถูกต้อง…” เยี่ยนเวยหยางพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะส่งสัญญาณให้บุตรชายประคองร่างของเขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าชายชุดคลุมแดง
“บ่าวเยี่ยนเวยหยาง และชาวเผ่าเยี่ยนถูทั้งหมด ขอคารวะท่านเทพโอสถ”
เทพโอสถหรือ….. ชาวเผ่าเยี่ยนถูทั้งหมดต่างตะลึงค้าง ยามมองร่างชายในชุดคลุมสีแดงผู้นั้น ก่อนที่จะค่อยๆเริ่มซึมซับความเป็นจริงเข้าสู่สมอง
วันนี้หากมีคนผู้หนึ่งโผล่มาบอกว่าตนเป็นเทพโอสถ ขอให้พวกเขาทำตามสัญญา พวกเขาย่อมต้องสงสัยและหาหนทางมาพิสูจน์ ทว่าการรักษาองค์รัชทายาทที่หลับใหลมาสิบกว่าปี จนฟื้นขึ้นมาในเวลาไม่กี่ชั่วยาม …นี่ยังไม่ใช่หลักฐานที่ดีที่สุดหรอกหรือ
คนสิบกว่าค่อยๆ ย่อร่างคุกเข่าลงกับพื้นเริ่มต้นอย่างลังเล สุดท้ายก็กลายเป็นความศิโรราบ สำหรับเผ่าเยี่ยนถูแล้ว เทพโอสถเปรียบดังเจ้าเหนือหัว พวกเขาต้องให้ความเคารพอย่างไม่มีเงื่อนไข
“เผ่าเยี่ยนถูน้อมพบนายท่าน” เสียงประสานรับกันเป็นทอดๆ ไปจนถึงคนสุดท้าย
“ไม่จำเป็น” เสียงทุ้มเอ่ยจากปาก ทรงอำนาจจนเยี่ยนเวยหยางและทุกคนในที่นั้นยิ่งรู้สึกชื่นชม
“ท่านเทพโอสถ ท่านคือผู้มีพระคุณของบรรพบุรุษ และวันนี้ยังช่วยชีวิตข้าไว้อีกด้วย ชีวิตนี้พวกเราขอติดตามรับใช้ แม้ตายไม่มีวันทรยศ”
“ขอติดตามรับใช้ แม้ตายไม่มีวันทรยศ !” เสียงเอ่ยให้สัตย์ปฏิญาณพร้อมเพรียงกันนี้ ทำให้มู่เชียนที่ยืนอยู่ด้านข้างรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
“ข้าไม่ต้องการบ่าว” ลวี่ซานถงยังคงเอ่ยยืนกรานด้วยน้ำเสียงเฉยเมย ทว่าจู่ๆมังกรสีแดงตัวน้อยก็ปรากฏขึ้นบนศีรษะของเขา เอ่ยเตือนขึ้นเบาๆว่า
“พี่สาม ท่านไม่ต้องการ แต่มู่เชียนต้องการนะ” เสี่ยวจิ้งพยักเพยิดหน้าไปทางเด็กสาวที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างอย่างสงบ ที่นายของพวกเขาต้องคอยหนีหัวซุกหัวซุนอยู่นี่มิใช่เพราะไม่มีกองกำลังที่จะปกป้องตนเองหรอกหรือ
ลวี่ซานถงเหลือบมองนายสาวที่จ้องมองคนเหล่านั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย หากนางต้องการคนเขาก็ควรหามาให้ ดวงตาสีเขียวครามพิจารณากลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนัก
‘ยังอ่อนแอเกินไป จัดโอสถให้กินสักหน่อยก็น่าจะพอพัฒนาได้เร็วขึ้น’
เทพอสูรจิ้งจอกคิด ก่อนถอยมายืนด้านหลังหญิงสาว ประสานมือโค้ง แล้วเอ่ยถามเสียงสุภาพ “นายหญิงต้องการใช้คนเหล่านี้หรือไม่ ?”
สำหรับมู่เชียนท่าทางเช่นนี้เป็นปกติวิสัย เขามักปฏิบัติกับนางด้วยความสุภาพและนอบน้อมจนนางเริ่มเคยชินแล้ว ทว่ากับผู้อื่นที่ไม่เคยเห็นนั้น การที่เทพโอสถผู้ยิ่งใหญ่คารวะหญิงสาวผู้หนึ่งเป็นนาย นี่น่าตกใจยิ่งกว่าการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเขาเสียอีก
“แม่นางมู่.. ท่านเทพโอสถ เหตุใดจึงเรียกท่านเป็นนาย ?” เยี่ยนเวยหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ขณะที่เยี่ยนสี่ฉวนยังงุนงงอย่างมาก มู่เชียนรู้จักเทพโอสถ เหตุใดนางไม่บอกเขา
สำหรับเรื่องนี้ มู่เชียนก็ไม่รู้จะเอ่ยเช่นไร จะให้เล่าว่านางเป็นธิดาเทพยุทธ์ และเขาคือเทพอสูรในพันธะสัญญาของนางหรือก็คงไม่ได้ เพราะมีความลับมากมายจึงได้แต่เอ่ยความจริงไปบางส่วน
“ข้าพบเขาในก้อนหิน และก็เลยช่วยเขาออกมาเจ้าค่ะ….”
อ้อ…. บุญคุณช่วยชีวิต ทุกคนพลันมีสีหน้าเข้าใจขึ้นมา จากนั้นก็ลอบคิดว่าสตรีนางนี้โชคดียิ่ง ทำความดีครั้งเดียวกลับได้เป็นถึงนายหญิงของเทพโอสถ
ในเมื่อเป็นนายของนายท่านย่อมเป็นเจ้าชีวิตของพวกเขาเช่นกัน ขอเพียงนางรับพวกเขาไว้ เทพโอสถย่อมไม่อาจปฏิเสธอีก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของบรรพบุรุษ คนทั้งหลายในห้องจึงเบนเป้าหมายมาหานางทันที
“คำนับนายหญิง” เยี่ยนเวยหยางนำพวกพรรคพวกของตนคุกเข่าลง ก่อนจะส่งสายตาให้บุตรชายที่ยังงุนงงอยู่คุกเข่าลงเช่นกัน ทว่าขณะที่เยี่ยนสี่ฉวนกำลังจะคุกเข่าลงนั้น มู่เชียนก็เข้ามาห้ามไว้เสียก่อน
“ศิษย์พี่ฉวน ท่านอย่าทำเช่นนี้…” มือบางยึดร่างที่ย่อลงครึ่งหนึ่งของเขาขึ้น ก่อนจะดึงเขามายืนข้างๆอย่างเท่าเทียม
“ไม่ว่าความจริงท่านจะเป็นใคร หรือข้าจะเป็นใคร… พวกเราก็คือศิษย์พี่ศิษย์น้องกันตลอดไป” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะเอียงหน้าไปกระซิบเบาๆให้ได้ยินเพียงสองคนว่า “ขอโทษด้วย ความจริงข้าก็เพิ่งรู้เมื่อครู่ว่าเขาคือเทพโอสถ”
เห็นศิษย์น้องส่งยิ้มแห้งๆให้ เยี่ยนสี่ฉวนก็หลุดขำออกมา นางรู้ดีว่าเขาตามหาเทพโอสถด้วยความร้อนใจมาตลอดห้าปี ย่อมไม่มีทางคิดปิดบังเขาแน่นอน ทั้งนางยังรับปากเดินทางไกลมาช่วยเขาทันทีที่เอ่ยปากขอ เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกแล้วว่านางให้ความสำคัญกับศิษย์พี่เช่นเขามากมายเพียงใด หากเขายังกล้าไม่เชื่อคำพูดนางอีก ก็คงผิดต่อความจริงใจของนางแล้ว
“ขอบคุณศิษย์น้อง” ดวงตาทั้งคู่สบกันอย่างรู้ใจ มิตรภาพของพวกเขาเริ่มต้นในวันที่ทั้งสองเป็นเพียงคนธรรมดา เช่นนั้นก็จะไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใดมาแบ่งแยกพวกเขาออกจากกันได้