บทที่ ยี่สิบสอง
ใกล้เข้ายามสามยามสี่แสงจันทร์สลัวเหลือเพียงแสงโคมริบหรี่ภายในเรือนไม้เรียบง่ายแห่งหนึ่งบรรยากาศยามค่ำอันเงียบสงบมีเพียงเสียงลมหอบเบาๆ พัดใบไม้กระทบชายคา เงาร่างสามคนปรากฏในความมืดเมื่อบานประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบร่างสูงในชุดบุรุษผ้าหยาบสีเข้มย่างเท้าเข้ามาก่อนใคร แววตาใต้หมวกคลุมศีรษะและหน้ากากนั้นยังคงคมกริบและเปี่ยมด้วยอำนาจแม้จะสวมคราบชาวบ้านธรรมดา
“รีบดับไฟก่อนเถอะ” เสียงหวานเร่งเอ่ยขึ้นเบาๆ เมื่อหญิงสาวในชุดบุรุษรีบเดินเข้ามาขนาบข้างมือเรียวเอื้อมจับแขนบุรุษเบื้องหน้าดันเขาเข้าไปแล้วเป่าเทียนในโคมส่วนหน้าบ้านดับแม้จะไม่มีใครตามมาอีกแต่หลิวชิงเซียงก็ยังคงไม่วางใจเกรงจะมีคนเห็นพวกเขา
โม่เหวินหานหยุดฝีเท้าพลันผินหน้ากลับมาสบตาหญิงตรงหน้า ดวงตาดุจห้วงน้ำลึกฉายแววอ่อนลงเพียงเล็กน้อยเขากระซิบเบา “เหนื่อยหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงส่ายหน้าเบาๆ“ไม่”
โม่เหวินหานคลี่ยิ้มบางก่อนพยักหน้าเรียกองครักษ์ให้ตามท่านหมอเผยเข้าประชุมทันทีที่บานประตูปิดลงเงาร่างทั้งสี่ทอดนั่งรอบโต๊ะไม้ต่ำ กลิ่นชาสมุนไพรลอยอบอวล กลบกลิ่นฝุ่นดินจากการเดินทางได้บ้าง
“ไหลอ๋องมิได้ไร้พิรุธเขามีความคิดฝักใฝ่ซีเป่ยจริง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นก่อนทุกถ้อยคำเปี่ยมไปด้วยน้ำหนักและอำนาจ
หลิวชิงเซียงสบตาเขาก่อนเอ่ย “แม้จะยังไม่รู้ข้อสัญญาระหว่างกันแต่แผนการใช้ท่านหญิงสามแต่งให้กับทางซีเป่ย ย่อมมิใช่เื่บังเอิญท่านหญิงสามล้มป่วยแผนจึงชะงักลงเกรงว่าเหยียนปี้เจินจะมีส่วนในเื่นี้มากกว่าที่คิด”
องครักษ์หนุ่มแทรกขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“เื่นี้ยิ่งคิดยิ่งไม่ชอบมาพากลขอรับเหยียนปี้เจินวางแผนลอบให้ท่านหญิงสามล้มป่วย เพื่อเลื่อนงานแต่ง..มิรู้ว่านางมีเป้าหมายสิ่งใดแน่”
โม่เหวินหานพยักหน้า“ถังหยี่เป็กุญแจสำคัญนางเป็สะพานเชื่อมสัมพันธ์หากถูกเลื่อนแต่งการ ผู้นำซีเป่ยย่อมสงสัยเหยียนปี้เจินยอมเสี่ยงให้แผนสะดุดแสดงว่ามีเื่สำคัญยิ่งกว่าที่พวกเรายังมิรู้” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ฉะนั้นการหาผลเหตุส่วนตัวจะยากไปไม่สู้เราหาว่าเหยียนปี้เจินหาพิษจากที่ใด แล้วลอบเปิดโปงนางกับบิดาให้ครอบครัวเค้นความจริงกันเองแล้วเราค่อยฉกฉวยเอาข้อมูลจะดีกว่า”
หญิงสาวในชุดบุรุษคลี่ยิ้มจางๆในความคิดของคนที่เป็ผู้นำ “นายท่านมิอาจลืมเหลียงฉีซ่านเรารู้แล้วว่าท่านหญิงสามใช้เชื่อมสัมพันธ์ เช่นนั้นบุรุษผู้นี้เป็นามปลอมแน่นอนและคงมีตำแหน่งในราชสำนักซีเป่ย”
องครักษ์ตอบรับทันที“จะให้ข้าสืบหาตัวจริงของเหลียงฉีซ่านต่อหรือไม่ขอรับรวมถึงข่าวลือที่นายท่านให้กระจายไปด้วย?”
โม่เหวินหานพยักหน้า“ข่าวที่ปล่อยก็ปล่อยไป ที่จะสืบก็ต้องสืบยังต้องดูว่ามีขุนนางเมืองซุ่ยหยวนคนใดเกี่ยวข้องพวกมันคิดแปรพักตร์เราจะไม่ละเว้น…”
หลิวชิงเซียงมองสีหน้าแน่วแน่ของคนที่เป็ฮ่องเต้ตรงหน้านางค่อยๆ ลุกขึ้นเทชารินถ้วยส่งให้เขาแต่ถึงจะเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวันไม่ได้หยุดพักลอบเข้าจวนตระกูลเหยียนยามราตรีแต่มือเรียวไม่สั่นแม้แต่น้อย“ใกล้รุ่งสางแล้วคืนนี้กลับเข้าห้องพักเถอะ”
โม่เหวินหานมองถ้วยชาในมือหลิวชิงเซียงดวงตาเปลี่ยนเป็ทอประกายอ่อนโยนวูบหนึ่ง เขารับถ้วยชามาดื่มเงียบๆแล้วพยักหน้ารับ “ท่านหมอตรวจต่อด้วยว่าพิษหลานฮวาหลัวเยี่ยหาได้จากไหนและหาซื้อจากทางใดส่วนเจียงเจียเ้าไปรวบรวมแผนที่ซุ่ยหยวนมาร่วมถึงพื้นที่โดยรอบสามสิบลี้”
ลมยามราตรีพัดผ่านหน้าต่างไม้สองร่างเดินเคียงคู่กันเข้าไปให้ห้องที่เป็พื้นที่ส่วนตัวภายในห้องเงียบสงบมีเพียงแสงจันทร์ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุเงาร่างสองคนยืนเคียงกันอยู่เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชา
หลิวชิงเซียงแยกตัวไปจัดเตรียมเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนเตรียมเข้าพักผ่อนท่าทางสงบเยือกเย็นทว่าดวงตายังฉายแววครุ่นคิดไม่จาง
ด้านชายหนุ่มหันไปยืนพิงขอบหน้าต่างมองออกไปยังความมืดที่กำลังค่อยๆ จางลงก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงด้วยความรู้สึกสงสัย“เราถามอะไรเ้าสักเื่ได้หรือไม่?”
หลิวชิงเซียงชะงักมือพลันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “เ้าคะ?”
ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความจริงจังแต่ก็แฝงด้วยความอ่อนโยน“ที่ห้องหนังสือของจวนเหยียนตอนเ้าพบเหยียนปี้เจิน..เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดจึงมีท่าทางเช่นนั้นเมื่อพบนาง?”
คำถามนั้นทำให้หลิวชิงเซียงนิ่งไปเล็กน้อยแล้วจึงถอนใจเบาๆนางเดินไปหนั่งลงช้าๆ แววตาหวนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน “เื่นั้น..จริงๆข้าเคยพบเหยียนปี้เจินมาก่อนแล้ว” นางพูดเสียงแ่ก่อนจะเงยหน้ามองเขาแววตาสงบ
“ที่ใด?”
“จำได้หรือไม่..วันที่พวกเราออกไปเดินเล่นในเมืองข้าเกิดเื่ขึ้นตอนนายท่านแยกตัวไปตรวจหาสมุนไพรเพียงครู่หนึ่งข้ามีปัญหากับนางนั่นแหละ”
โม่เหวินหานเลิกคิ้วดวงตาคมดุจเหยี่ยวหรี่ลงเล็กน้อย “เหยียนปี้เจิน? เราจำได้แล้วตอนนั้นมีเื่อะไรปัญหากับนาง?”
“วันนั้นนางมากับสาวใช้คล้ายมาซื้อของที่ตลาด แล้วบังเอิญข้ากำลังดูของอยู่ไม่ยอมหลบทางตอนนางมาไล่ข้าเองก็ยอมไม่ได้..ก็ข้ามาก่อน พวกเราจึงโต้เถียงกันและนางให้คนลงมือแต่ข้าสู้กลับแล้วหนีมา” น้ำเสียงเล่าเหตุการณ์หลิวชิงเซียงนิ่งเรียบไม่ได้ใส่อารมณ์เพิ่มเติมแต่อย่างใดจากนั้นนางเว้นจังหวะเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเหยียนข้าเลยคิดมาตลอดว่ามันคงเป็เหตุบังเอิญหรือ?หลังจากวันนั้นไม่นาน เหยียนปี้เจินกลับพยายามช่วยท่านหญิงสามสนิทสนมกับนายท่าน หรือว่านางมีแผนซ่อนอยู่?”
โม่เหวินหานเดินมานั่งลงตรงข้ามนางสบตานิ่งดวงตาเข้มแฝงความครุ่นคิด “เ้าหมายความว่า..นางอาจรู้ว่าเ้าเป็ภรรยาข้ามาก่อนแล้ว? แล้วจึงพยายามบั่นทอนความสัมพันธ์ของเราโดยยืมมือถังหยี่?”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเบาๆ“ข้าไม่อาจแน่ใจแต่คนเช่นเหยียนปี้เจินน่าไว้ใจหรือ? อะไรก็เกิดขึ้นได้หากนางรู้ว่าข้าเป็ภรรยาท่าน..นางอาจหวังให้เรามีปัญหาหวังใช้ท่านหญิงสามที่หัวอ่อนปั่นหัวนางมาเป็มือที่สาม…”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้“แต่เหตุใดนางต้องยืมมือผู้อื่นเหตุใดไม่ลงมือเอง?”
หลิวชิงเซียงยิ้มเย็นเล็กน้อย“นางอาจมีคนในใจอยู่แล้ว..ท่านลืมไปหรือไม่ เหยียนปี้เจินก็เป็สตรีชั้นสูงคนหนึ่งเป็บุตรีของเหยียนเผิงคนสนิทของไหลอ๋องหากท่านหญิงสามมิอาจเชื่อมสัมพันธ์กับซีเป่ยได้ นางอาจมีเป้าหมายอื่นที่มากกว่าช่วยเหลือสหาย..”
“นางจะคิดการใหญ่เช่นนั้นเชียวหรือ เช่นนั้นข้าต้องรู้ให้แน่ชัดว่านางรู้เื่เ้าอยู่ก่อนหรือไม่ข้าจะพาเ้าออกไปเดินในเมืองอีกครั้ง แล้วแสร้งบังเอิญให้นางพบพวกเรา ดูซิ..นางจะแสดงท่าทีเช่นไร” เพราะถ้าเป็เพื่อนที่ดีย่อมต้องไปบอกกันอยู่แล้วว่าศิษย์ท่านหมอไป๋..หยางเสวียนกู่มีภรรยาแล้วจะยอมให้สหายรักเป็ภรรยารองได้อย่างไร
หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับ“หลังมั่นใจได้ว่านางรู้อยู่ก่อนแล้วและยังกล้ามีกับดักอีกก็..เปิดเผยธาตุแท้นาง”
โม่เหวินหานพยักหน้าอย่างช้าๆทบทวนเื่ที่รับรู้ในค่ำคืนนี้ แผนการที่ซับซ้อนของผู้ปกครองซุ่ยหยวนความคิดแปรพักตร์ต่อแคว้นหาผลประโยชน์ส่วนตัวแต่ต้องมาถูกสั่นคลอนด้วยฝีมือหญิงสาวที่อยากออกเรือนแทนสหายถ้าไหลอ๋องรู้ว่าเหยียนปี้เจินวางแผนทั้งหมดนี้จะยังมองหน้าที่ปรึกษาอย่างเหยียนเผิงได้หรือ
ยามสายวันถัดมาย่านการค้าบรรยากาศของย่านการค้าดูมีชีวิตชีวาเสียงเจรจาซื้อขายคละเคล้าเสียงหัวเราะของเด็กเล็กวิ่งเล่นเสียงเรียกลูกต้าของร้านขายเกาลัดดังแว่วพร้อมกลิ่นควันหอมจากกระทะเหล็ก
โม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงก้าวเท้าไปเคียงกันช้าๆท่ามกลางผู้คน แม้ทั้งสองจะแต่งกายด้วยชุดสามัญชนเรียบง่ายหากแต่ทั้งรูปลักษณ์และอากัปกิริยาก็ยากจะกลบเร้นความสง่างามบุรุษผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเนื้อดีสีสว่าง ผ้าคาดเอวสีน้ำเงินบนศีรษะสวมหมวกผ้าสีเข้มเข้ากับใบหน้าดุจหยกส่วนหลิวชิงเซียงสวมชุดผ้าฝ้ายฟ้าจาง แขนเสื้อยาวคลุมมือบาง ชายเสื้อพลิ้วไหวตามแรงลมใบหน้าสงบเย็นดวงตากบมมองรอบข้างด้วยความรอบคอบ
ขณะกำลังเดินผ่านร้านค้าแห่งหนึ่งเสียงพ่อค้าขายขนมข้างทางร้องเรียกพร้อมยื่นถาดใส่ขนมถั่วแปะก๊วยทอดส่งกลิ่นหอมฉุยโบยปลิวมาแตะจมูก โม่เหวินหานปรายตามองถาดขนมดวงตาคมเข้มแฝงรอยอ่อนโยน “เ้าชอบขนมนี้หรือไม่?” น้ำเสียงของเขาแฝงความอบอุ่นเป็พิเศษในยามที่เอ่ยกับนาง
หญิงสาวผินหน้าขึ้นสบตาเขาแวบหนึ่งริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “เคยชิมเมื่อนานมาแล้วเ้าค่ะแต่จำรสชาติไม่ค่อยได้”
โม่เหวินหานยกมุมปากขึ้นอย่างนึกขันกิริยาที่แสดงออกอย่างอ่อนหวานของหญิงสาวเพื่อเล่นละครไปกับเขาก่อนก้าวเท้าเข้าไปซื้อขนมด้วยตัวเอง เ้าของร้านขนมยิ้มรับเงินอย่างยินดีพลางกล่าวเชิญชวนอย่างเป็มิตร “ขอให้ท่านกับภรรยาอยู่เย็นเป็สุข”
ด้านสตรีเมื่อได้ยินคำว่า‘ภรรยา’ ใบหน้าก็แดงเรื่อเล็กน้อยพร้อมยื่นมือรับถุงขนมจากโม่เหวินหาน
“ชิมดูเถิด หากเ้าชอบข้าจะซื้อให้เ้าอีก”โม่เหวินหานก้มลงมองมือบางที่ถือถุงขนมแววตาเปล่งประกายอ่อนโยนคล้ายจะละลายทุกสิ่งรอบกายลงอย่างเงียบเชียบ
นิ้วเรียวหยิบขนมขึ้นลิ้มรสช้าๆก่อนยื่นขนมชิ้นหนึ่งให้เขา “ท่านก็ลองชิมเถิดเ้าค่ะ..ขณะร้อนๆ หอมมาก”
โม่เหวินหานหยิบขนมจากมือเรียวนั้นโดยมิเร่งร้อนนิ้วเรียวของเขาััปลายนิ้วของนาง ก่อนใช้นิ้วปัดเศษขนมออกอย่างแ่เบา
ท่ามกลางสายลมอ่อนที่พัดชายเสื้อของทั้งสองพลิ้วไหวชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งที่กำลังพร่ำความรู้สึกในใจซึ่งกันและกันบนชั้นสองของร้านน้ำชาภายใต้ม่านโปร่งแสง
เหยียนปี้เจินยืนอยู่หลังม่านร่างในชุดแพรสีชมพูจางจับจีบประณีตขลิบเงินงามระยับมือขาวเรียวกุมถ้วยชาพลันแน่นจนปลายนิ้วซีด นางจ้องมองภาพเบื้องล่างโดยมิยอมละสายตาสายลมพัดผ่านทว่าไม่อาจดับเปลวโทสะในดวงใจที่ลุกโชน
“หญิงผู้นั้นกล้าอวดอ้างความรักต่อหน้าเราเช่นนี้หรือ..” เสียงนางแ่เบาดั่งลมแต่แฝงไว้ด้วยแรงแค้น
มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นบุรุษรับขนมจากหญิงสาวไปโดยมิลังเล ใบหน้าของเขาในยามหันมามองนางผู้นั้นช่างเปี่ยมไปด้วยแววตาและรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่นาง..ไม่ได้รับจากคนที่นางพึงใจอีกแล้ว
ความริษยาปะทุขึ้นในใจจนท่วมท้นราวสายน้ำหลากเหยียนปี้เจินเบือนหน้าหนี ถ้วยชาในมือถูกวางลงกระแทกโต๊ะเบาๆก่อนหันไปสั่งสาวใช้เสียงแข็ง “ไปเตรียมรถม้าข้าจะไปหาท่านหญิงสามเดี๋ยวนี้”
สาวใช้ใสะดุ้งรีบโค้งตัวรับคำอย่างเร่งรีบ “เ้าค่ะคุณหนู!”
แสงแดดยามบ่ายคลี่คลุมทั่วบริเวณของเรือนท้อร่วงด้วยความอบอุ่นอันเงียบสงบลำแสงสีทองทอดผ่านม่านแพรชมพูระบายลายบุปผาบานสะพรั่ง แดดที่ลอดเข้ามาทอประกายจับต้องแก้วหยกและเครื่องประดับเงินแท้ที่วางประดับไว้
เสียงเข็มปักผ้าเสียดผ่านผืนผ้าไหมดังเบาๆถังหยี่ในชุดแพรสีงาช้างนั่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะใกล้เตียงดวงหน้างามละมุนประดับรอยยิ้มจางๆมือเรียวบางกำเข็มไว้แน่นกว่าเดิมเมื่อเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังใกล้เข้ามานางรีบเก็บงานอดิเรกในมือลงกล่องแล้วผลักออกจากตัว
ม่านผ้าสีชมพูถูกแหวกออกด้วยแรงแห่งความร้อนใจร่างของเหยียนปี้เจินปรากฏขึ้นพร้อมดวงหน้างามเปี่ยมด้วยความขุ่นเคืองมือเรียวกำพัดไม้หอมแน่น เสียงหอบเบาๆ จากการเร่งรีบยังมิทันจาง
“ถังหยี่! ข้าจำต้องพูดกับเ้าเดี๋ยวนี้” เสียงของนางแ่ต่ำแต่แข็งกร้าวใจที่แผดเผาด้วยไฟริษยาไม่อาจรอช้า
ถังหยี่ค่อยๆช้อนดวงตาเรียวยาวขึ้นมองเพื่อนสนิทอย่างสงบเย็น “เหตุใดเ้าถึงร้อนรนเพียงนี้เล่า?”
เหยียนปี้เจินพรวดเข้ามานั่งข้างโต๊ะโบกมือไล่สาวใช้ในเรือนออกจนหมดแล้ววางพัดลงที่โต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตาวาววับเต็มด้วยโทสะ “ข้าเห็นท่านหมอหยางของเ้าในย่านการค้าเขาเดินหาซื้อของอยู่ก็มีหญิงที่ใดไม่รู้เข้ามาจงใจหว่านเสน่ห์ใส่กล้าทำเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชนได้อย่างไร!”
ถังหยี่เบิกตากว้างเล็กน้อยมือที่วางบนตักบีบแน่นจนข้อนิ้วซีด “เ้ามั่นใจหรือ?”
เหยียนปี้เจินพยักหน้าชัดถ้อยชัดคำ“แน่นอน! นั้นเพราะท่านหมอรูปร่างหน้าตางดงามป่านนั้นทั้งยังมีความรู้ทรงภูมิ หญิงอื่นเห็นก็อยากให้ท่า ทั้งหมดเพราะเขาไม่มีภรรยาเ้าต้องรีบลงมือ!”เสียงของนางสะบัดปลายเพื่อกำชับอีกฝ่ายให้เร่งทำตาม
ถังหยี่เม้มริมฝีปากใจเต้นถี่เพราะใจหนึ่งก็คิดไม่ตกเหยียนปี้เจินเห็นดังนั้นก็รีบจับมือเพื่อนแน่นประสานดวงตา “เ้าฟังข้าเถิด ถังหยี่หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ วันหนึ่งใครบางคนจะยืนอยู่เคียงข้างท่านหมอส่วนเ้าจะไม่มีแม้โอกาสสบตาเขา”
เสียงแ่เบาแทรกความเคลือบแคลงในใจถังหยี่เบือนหน้าหนี แววตาสั่นระริก “แล้วเ้าคิดจะให้ข้าทำอย่างไรถึงท่านหมอจะมีใจให้ข้าแต่ท่านพ่อไม่มีทางยอมให้ถึงขึ้นเกิดงานวิวาห์ขึ้นแน่”
เหยียนปี้เจินโน้มกายกระซิบชิดใบหู“เ้ารู้ดีว่าอีกไม่กี่วันตระกูลเ้าจะส่งเ้าสู่การแต่งงานกับคนจากซีเป่ย..เวลานี้ไม่มีอะไรให้เสี่ยงเท่านี้แล้วถ้าเ้ามีสัมพันธ์ส่วนตัวกับท่านหมอหยางไปแล้ว การแต่งงานกับซีเป่ยย่อมต้องยกเลิก!”
ถังหยี่สะดุ้งเล็กน้อยหันมามองนางด้วยสายตาสับสน “เ้าคิดให้ข้าล่อลวงเขาหรือ?”
“มิใช่ล่อลวงเสียหน่อยเพียงเผยความในใจและเกิดเื่ไม่คาดฝันหลังจากนั้น” เสียงของเหยียนปี้เจินราบเรียบเก็บซ่อนเล่ห์เพทุบายทุกถ้อยคำ
ความเงียบงันครอบคลุมไปครู่ใหญ่..ถังหยี่ก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิดเงาสะท้อนในถ้วยชาตรงหน้า สะท้อนภาพดวงตานางวูบไหวราวเกลียวคลื่น นางไม่อยากแต่งงานไปอยู่ซีเป่ยจริงๆ
ขณะนั้นกลุ่มคนอีกฟากในซอยข้างจวนหลวงร่มไม้เงียบสงบบดบังแสงแดดร่างสองร่างยืนหลบอยู่ในเงาเงียบงันโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงต่างแฝงกายติดผนังเรือนหลังเล็ก
หลิวชิงเซียงเอียงตัวแนบผนังพลางกระซิบเบากับอีกคน“นางเร่งร้อนเช่นนี้เห็นทีได้มีแผนร้ายแน่”
โม่เหวินหานมองผ่านช่องระแนงไม้เข้าไปแต่เห็นเสียงด้านหนึ่งของสวนเท่านั้นทั้งสองเมื่อมั่นใจว่าเหยียนปี้เจินเห็นทุกอย่างแล้ว จนในที่สุดก็รีบเร่งมาหาท่านหญิงสามก็พอจะกล่าวได้ว่าสิบส่วนเหยียนปี้เจินรู้ว่าทั้งสองเป็สามีภรรยากันแต่ก็ยังยุแยงให้เพื่อนตัวเองก้าวมาเป็มือที่สามเขาในฐานะฮ่องเต้รู้ว่าต้องเผชิญสถานการณ์ที่หญิงสาวมากมาย้าความเอ็นดูจากเขาแต่เขากลับเกลียดการยื้อแย่งความรักเช่นนี้ที่สุดเสียงต่ำของบุรุษดุจเหล็กกล้าเย็นเฉียบกล่าวต่อ “เื่เพียงเท่านั้นนางแค้นเกินกว่าเหตุจริงๆยังจะใช้คนอื่นมาล่อลวงให้กลายเป็หมากของตน”
ระหว่างรออยู่ที่ลับตาในที่สุดทั้งสองเห็นเหยียนปี้เจินปรากฏตัวที่หน้าจวนหลวงเพื่อจะขึ้นรถม้าจากไปโม่เหวินหานปรายตามองหลิวชิงเซียงเมื่อรถม้าห่างไปไกลแล้ว “ดูเหมือนเหยียนปี้เจินเลือกหมากแล้ว” เสียงเขาเรียบเย็นสายตาแฝงความเยาะเย้ย
หลิวชิงเซียงก้มหน้าลงอย่างสะท้อนใจ“ถ้าเื่นี้เป็แผนการใส่ไฟจากเหยียนปี้เจินคนที่น่าสงสารที่สุดจากเื่ก็คือถังหยี่นางถูกชี้นำจากคนที่ไม่อาจจะเรียกว่าสหาย ถูกบังคับแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้ใช้ชีวิตตัวเองในแบบที่้าใช้”
ชายหนุ่มได้ยินเสียงหญิงสาวที่แฝงความรู้สึกอาทรก็ก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก่อนจะเชยคางมนขึ้นพลางส่ายหน้าก่อนจะกล่าวสิ่งที่คิดบ้าง“ถึงเช่นนั้นเราก็ควรจะลุกขึ้นเพื่อเส้นทางตัวเองบ้างนางเชื่อแต่คำคนอื่นเชื่อคนที่คิดว่าเป็มิตรถ้าคิดถี่ถ้วนสักหน่อยหาความจริงเองบ้างก็จะมองออก แล้วที่นางรู้สึกกับข้าเป็ความจริงหรือไม่ก็ไม่รู้อาจจะเพราะเหยียนปี้เจินเป่าหูก็ได้” จากนั้นโม่เหวินหานก็ยกมืออ้อมไหล่คนตัวเล็กตรงหน้าพลางดันนางเข้ามาหาจนสองร่างห่างกันเพียงคืบ“เื่ใดไม่นักหนาก็คล้อยตามได้ขอแค่อย่าทำตามแผนการสกปรกของเหยียนปี้เจินแต่สุดท้ายอย่าลืมว่าชีวิตที่ไม่มีทางเลือกของนางก็ยังอยู่เหนือสามัญชนแล้วการแยกคนชั่วไม่ออกก็นับเป็ความผิดเช่นกัน”