มหาศึกราชันสัประยุทธ์

    กราบอาจารย์

              เสียงกรนในลำคอกัวหย่งบ่งบอกว่ามันหลับสนิทถึงเพียงไหน ท่ามกลางความเงียบสงบยิ่งขับเน้นให้เสียงกรนก้องกังวานเป็นพิเศษ แต่เสียงกรนนี้ของกัวหย่งกลับมิได้รบกวนจางหยุนแม้แต่น้อย


              หลังจากทำตามคำแนะนำของผู้อาวุโสเซี่ย จางหยุนได้สร้างตราประทับผนึกมุกทัณฑ์ฟ้าไว้ที่จุดชี่ไห่กลางช่องท้อง หลังจากทดลองถ่ายพลังไปที่มุกทัณฑ์ฟ้า จางหยุนพบว่าจุดชี่ไห่ของตนเองแบ่งออกเป็นสองส่วนที่ไม่ปะปนกัน ทะเลปรานหลักของจางหยุนยังคงเป็นปรานที่ไร้พลังธาตุเช่นเดิม แต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือเมื่อถ่ายเทพลังปรานเข้าไปยังมุกทัณฑ์ฟ้าพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่จะทำการกระจายปรานไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยปรานธาตุสายฟ้าอันแข็งแกร่ง


              สิ่งนี้ความความว่าอันใด สิ่งนี้หมายความว่าตอนนี้มันมีพลังธาตุแล้ว ถึงกับเป็นธาตุพิเศษที่ไม่ใช่ธาตุโดยกำเนิด ธาตุสายฟ้าอันแข็งแกร่ง ธาตุที่ผู้อื่นเริ่มฝึกได้ก็ต่อเมื่อบรรลุถึงขั้นจ้าวยุทธ์เท่านั้น แต่มันกลับใช้ออกได้ตั้งแต่ขั้นจอมยุทธ์ขั้นต้น ในขณะที่ตื่นเต้นยินดี จิตใจมันพลันตกวูบ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงอาจารย์ผู้ล่วงลับ อาจารย์ที่เชื่อมั่นในตัวมันมาโดยตลอด ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีพลังธาตุ เป็นตัวตนอันแปลกแยกตัวตนหนึ่ง


              จางหยุนทดลองเดินลมปรานเพื่อทำความคุ้นเคยกับลมปรานธาตุสายฟ้าที่พึ่งได้รับมาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันรู้ตัวอีกทีตะวันก็เริ่มที่จะโผล่ออกมาจากฟ้าแล้ว เสียงกรนของกัวหย่งก็หายไป เมื่อเห็นเช่นนั้นจางหยุนจึงหยุดการเดินลมปรานไว้เพียงนี้เท่านั้น บิดกายคลายความเมื่อยล้าเดินลุกออกจากเตียงไปล้างหน้า ออกไปทานอาหารเช้าร่วมกับกัวหย่ง  


              อาหารเช้าสำหรับศิษย์ฝ่ายในดีกว่าศิษย์ฝ่ายนอกอยู่หลายส่วน สัดส่วนเนื้อสัตว์ที่มากกว่าผัก อีกทั้งปริมาณยังมีมากกว่า สำหรับคนยากไร้อย่างจางหยุนนี่ถือว่าดีมากแล้ว อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์ยังจำเป็นต่อการเจริญเติบโต เสริมสร้างกล้ามเนื้อซึ่งจำเป็นกับผู้ฝึกยุทธ์มากยิ่งขึ้น 


              " อาหยุน ตามธรรมเนียมแล้ววันนี้เราจะต้องกราบอาจารย์ เจ้ามีผู้ใดมาทาบทามบ้างแล้วหรือไม่ " กัวหย่งยื่นหน้าเข้าไปแทบจะชนหน้าจางหยุน จนจางหยุนต้องยื่นหน้าออกจนเกือบตกเก้าอี้


              " อาหย่ง เจ้าต้องจริงจังขนาดนี้หรือไม่ " จางหยุนกล่าววาจายิ้มแย้ม แล้วจึงตอบโดยไม่ต้องขบคิด


              " ข้ายังไม่มีผู้ใดทาบทามทั้งสิ้น " 


              " งั้นเรารีบกินเถอะ เดี๋ยวจะไปสาย " กัวหย่งรีบโกยข้าวใส่ปากอย่างเร่งด่วน




              ห้องโถงหอคัมภีร์ มีเก้าอี้สี่ตัวตั้งเรียงรายอยู่ ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คือผู้อาวุโสแต่ละท่านของหอคัมภีร์ ในผู้คนทั้งสี่กลับมีสตรีถึงสามท่านแต่ละท่านล้วนงดงามตามอายุ  มีเพียงผู้อาวุโสที่นั่งเก้าอี้ซ้ายสุดเท่านั้นที่เป็นชายชราอายุราวหกสิบปีผู้หนึ่งไว้เครายาวสีขาวศรีษะล้านเลี่ยนไม่มีผมแม้เพียงเส้นเดียว แววตากลับเป็นประกายราวกับเด็กทารกผู้หนึ่ง ตามที่จางหยุนได้ยินมาคนผู้นี้ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีฉายาว่าผู้เฒ่ากลไกหลูเฉิง นักประดิษฐ์อัจฉริยะของสำนักเซิ่งหยวน ว่ากันว่าแม้แต่ยอดอัจฉริยะของสำนักเทียนหวางก็มิอาจเหนือล้ำไปกว่าท่าน แต่ท่านกลับมีนิสัยประหลาดวันๆเอาแต่ค้นคว้าสรรสร้างสิ่งประดิษฐ์ อีกทั้งยังมิค่อยได้รับศิษย์ ปัจจุบันมีศิษย์เพียงผู้เดียวฉายาคนบ้าแซ่กวน กวนฉี


              ผู้ที่นั่งเก้าอี้ตัวแรกเป็นสตรีอายุราวสี่สิบเศษสวมชุดยาวสีเหลืองเกล้าผมเป็นมวยแววตาคมกล้าดุจกระบี่ ด้านข้างมีศิษย์สตรีกุมกระบี่ไว้ด้านหลัง คนผู้นี้คือผู้อาวุโสหลิว หลิวฟางหรู


              ผู้ที่นั่งเก้าอี้ตัวที่สองมิใช่ใครอื่นแต่เป็นเซี่ยหยูเฟย


              ส่วนคนสุดท้ายนั่งเก้าอี้ตัวที่สามอายุราวสี่สิบปีสวมชุดยาวสีฟ้าแววตาอ่อนโยน รูปหน้าคับคล้ายเซี่ยหยูเฟยอยู่หลายส่วน นั่งปล่อยตัวตามสบายมิได้คร่ำเคร่งเท่าใดนัก คนผู้นี้คือผู้อาวุโสเซี่ย เซี่ยหยูเฟิ่ง



              ปีนี้สำนักเซิ่งหยวนรับศิษย์ฝ่ายในเพียงสิบหกคน แต่ละหอล้วนได้รับการจัดสรรค์เรียบร้อยแล้วในส่วนของหอคัมภีร์ปีนี้รับศิษย์เพียงสามคน นั่นคือจางหยุน กัวหย่ง และหลินฮวา ในส่วนของหลินฮวาได้ทำการกราบผู้อาวุโสหลิวเป็นอาจารย์เรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเพียงจางหยุนกับกัวหย่งที่ยังไม่มีอาจารย์ 


              ในตอนนี้ทุกสายตากลับจ้องมองมาที่จางหยุนเป็นจุดเดียวเนื่องจากมันเป็นผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายใน ทั้งสองรอบไม่ว่าจะเป็นรอบวิชาการหรือรอบประลอง ตามความคาดการณ์ของทุกผู้คน จางหยุนย่อมต้องกราบเซี่ยหยูเฟยผู้นำหอเป็นอาจารย์อย่างแน่นอน


              " เจ้าชื่อกัวหย่งงั้นหรือ " เซี่ยหยูเฟิ่งเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี


              " ขอรับ ศิษย์กัวหย่งจากตระกูลกัว " กัวหย่งตอบคำด้วยความประหม่า


              " สนใจจะเป็นศิษย์เราหรือไม่ " เซี่ยหยูเฟิ่งยังคงยิ้มแย้มเช่นเดิม แต่กัวหย่งกลับตื่นเต้นจนทำอันใดไม่ถูก


              " หน้าโง่ ยังไม่รีบคารวะอาจารย์ " เซี่ยถงอดไม่ได้ที่จะกระตุ้นเตือน


              " ถงเอ๋อร์ " เซี่ยหยูเฟยเอ่ยคำเบาๆ  เซี่ยถงจึงก้มหน้าลงกรอกตามองไปรอบๆ


                ตุบ... กัวหย่งคุกเข่าก้มลงกราบกราบเซี่ยหยูเฟิ่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่น



              และแล้วก็มาถึงตัวหลักของงาน จางหยุน สำหรับจางหยุน ทุกคนกลับไม่ได้คิดมากนักยังไงก็ต้องไปเป็นศิษย์หัวหน้าหออย่างเซี่ยหยูเฟยแน่นอน


              " จางหยุน เจ้ายินดีจะเป็นศิษย์เราหรือไม่ " เซี่ยหยูเฟยกล่าวด้วยถ่อยคำปกติธรรมดา ราวกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อได้ยินดังนั้นจางหยุนจึงรีบคุกเข่าลงคารวะอาจารย์


              " ศิษย์ยิน.."


              " ช้าก่อน ! " 


              บรรยากาศอันชื่นมื่นพลันแปรเปลี่ยน สรรพเสียงในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ สายตาทุกคู่หันไปมองถึงที่มาของเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน เป็นผู้ใดกล้าขัดคอผู้อาวุโสเซีย


              แต่เมื่อสายตาทุกคู่พบถึงแหล่งที่มาของเสียง ทุกคนกลับเกิดความมึนงงยิ่งไปกว่าเดิม เนื่องจากเสียงนั้นดังมาจากผู้อาวุโสหลู ผู้ที่ไม่เคยยุ่งวุ่นวายกับสิ่งใดมาก่อน อย่าว่าแต่เรื่องการรับศิษย์ ท่านผู้เฒ่าผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดจะมีพรสวรรค์สูงส่งถึงเพียงไหน แต่กลับไม่เคยเข้าตาท่านผู้เฒ่าสักนิด มีเพียงคนบ้าแซ่กวนที่ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าถูกใจสิ่งใดกลับรับมันเป็นศิษย์ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกผู้คน


              ผู้อาวุโสหลูกลับมิได้สนใจผู้อื่นเพียงจ้องมองไปที่จางหยุนตาไม่กระพริบ


              " สิ่งใดน่าสนใจที่สุด "


              " ค่ายกล "


              " สิ่งที่เล็กที่สุดของทุกสรรพสิ่งคือสิ่งใด "


              " เหยียนซือ "


              " มาเป็นศิษย์ข้า "


              " ศิษย์จางหยุนคารวะอาจารย์"


              ในครั้งนี้ไม่เพียงเหล่าศิษย์ที่ต่างแตกตื่นตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่ผู้อาวุโสก็ตกตะลึงไปด้วย ผู้อาวุโสหลูที่ปกติไม่สนใจสิ่งใด กลับเอ่ยคำแย่งชิงศิษย์กับผู้อาวุโสเซี่ย ไม่เพียงนี้เท่านั้นจางหยุนเด็กหนุ่มนั่นไม่รู้ว่ากินสิ่งใดผิดสำแดงเข้าไปถึงกับเสียสติไปกับผู้เฒ่าหลูด้วย


              ทุกคนหันไปมองหน้ากันไปมา เซี่ยหยูเฟิ่งจึงกรอกสายตาไปทางขวา พบว่าแววตาของเซี่ยหยูเฟยไม่เกิดแรงกระเพื่อมใดๆ นางจึงทราบว่าเรื่องราวมีเลศนัย ไว้จบเรื่องนี้จึงค่อยไปถามนางตรงๆ 




              " อาหยุน ! เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไม่ เหตุใดถึงไม่กราบผู้อาวุโสเซี่ยเป็นอาจารย์ เจ้าทราบหรือไม่ ว่าเจ้าพลาดสิ่งใดไป " หลังจากกลับถึงที่พักกัวหย่งรีบระบายความอัดอั้นตันใจ ที่อดกลั้นเป็นเวลานาน


              " ความลับสวรรค์ห้ามแพร่งพราย " จางหยุนหยอกเย้ากัวหย่งอย่างอารมณ์ดี


              " ความลับอุบาทอันใด " กัวหย่งกล่าวอย่าหงุดหงิด จางหยุนทำเพียงส่ายหัวเบาๆมิกล่าวอันใดออกไป 


              หลังจากคุยกับกัวหย่งเสร็จเรียบร้อยแล้วจางหยุนจึงเดินกลับเข้าที่พักของตนเอง นั่งลงเดินลมปรานทั่วร่าง พร้อมกับสร้างความคุ้นชินพลังธาตุสายฟ้ากับมุกทัณฑ์ฟ้า




              " เสี่ยวเฟย ดูเจ้าไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ผู้เฒ่าหลูรับจางหยุนเป็นศิษย์ เจ้ารู้สิ่งใดมาใช่หรือไม่ " เซี่ยหยูเฟิ่งยื่นหน้า หยีตาเล็กเข้าไปจ้องตาเซี่ยหยูเฟยขนตาแทบจะชนกัน


              " ชางอวี้ " เซี่ยหยูเฟยกล่าวแผ่วเบว


              " ว่าไงนะ " เซี่ยหยูเฟิ่งตกตะลึง


              " จางหยุนเป็นศิษย์ของหลินเฟิง บ่าวของหลินชางอวี้ ข้าเป็นคนรับเข้าสำนักเอง " เมื่อเอ่ยถึงหลินชางอี้ แววตาของเซี่ยหยูเฟยถึงกับสั่นระริก เมื่ออยู่ต่อหน้าเจียเจี่ยผู้นี้นางไม่จำเป็นต้องปิดบังสิ่งใด


              " เฮ้อ ข้าก็ว่าเจ้าหนุ่มนั่นกลับคุ้นตาอยู่หลายส่วน " เซี่ยหยูเฟิ่งกล่าวคำพลางถอนหายใจ


              " มีผู้ใดทราบเรื่องนี้อีกหรือไม่ " 


              " มีหวังเอ้อเหมาที่เข้าสังกัดหอร้อยรบอีกผู้หนึ่ง มันก็เป็นศิษย์ของหลินเฟิงเช่นกัน"


              " หอร้อยรบอาจไม่ใช่ปัญหา ที่ต้องระวังกลับเป็นหอเอกะ " เซี่ยหยูเฟิ่งกล่าวคำน้ำเสียงเคร่งเคลียดอยู่หลายส่วน


              " หวังว่าจางหยุนจะไม่มีจุดจบแบบเขา ถึงแม้ว่าโชคชะตาของมันกับเขาอาจจะผูกเข้าด้วยกัน "


              " หวังว่าเป็นเช่นนั้น "