ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ด บทส่งท้ายเล่มสองเดรัจฉานวิชา
หลวงพ่อรูปหนึ่งได้นั่งสมาธิทำวัตรอยู่
ได้ลืมตาขึ้นมามองเพดานจิ้งจกตกลงมาเป็นสองหางมีสองหัวที่กัดกันเอง
“เดรัจฉานวิชา จองเวรกันไม่จบสิ้น”
ช่างเป็นจังหวะบังเอิญมากที่เป็นเวลาเดียวกับที่ยอดเพชรเกล็ดมังกรแดงมาท้ายทายไอ้เจิด
หลวงพ่อมีญาณรู้เรื่องราวต่างๆมากมาย
แต่ไม่มีประโยชน์ในการเตือนภัยเจิดล่วงหน้าแต่อย่างใดเพราะท่านไม่ได้ส่งญาณกระแสพลังจิตมาเตือน
มองในแง่หนึ่งอาจารย์คงแม้วิชาพยากรณ์จะด้อยกว่าหลวงพ่อมากๆแต่เป็นคนที่แอคทีฟมีการกระทำมากกว่าในการปกป้องเจิดให้พ้นจากอันตรายที่เห็นได้ชัด
นี่คือความแตกต่างระหว่างขงเบ้งที่ลงจากเขาเลือกทำงานจนเหนื่อยตาย
กับท่านเซียนที่เลือกหลบแต่อยู่ในหุบเขา
แม้ราชวงศ์ฮั่นจะล่มสลายตรงหน้าของท่านเซียนก็ร้องเพลงว่า
“ช่างหัวมัน”
และปล่อยให้ล่มสลายไป
เพราะว่ากันตามเรื่องวิชาในเรื่องการพ้นทุกข์และความดับทุกข์นั้น
วิศวกรรมไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์การแพทย์ฯลฯ
ล้วนไม่ใช่วิชาที่ช่วยในการดับทุกข์ทั้งสิ้น
แม้คนที่จะรู้อะไรทุกอย่างในโลกนี้แต่ไม่ช่วยคนอื่นเลยแม้แต่ครั้งเดียวเพราะคิดว่าต้องให้ตนเองรอดพ้นก่อนแล้วจึงจะช่วยได้
จะมีประโยชน์อะไรกัน?
อย่างที่มีคำกล่าวของพวกโรมันว่า
“เจ้าจะบูชาพระเจ้าที่ไม่ช่วยเหลือเจ้าตอนทำสงครามไปทำไมกัน?มาส์นั้นเจ้าอารมณ์แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้จักรวรรดิโรมันชนะสงคราม”
หรือเวลาที่แม่ทัพชาวโรมันบอกว่าไม่ขอรับเกียรติใดใดจากที่เอาสงครามเอาชนะชาวยิวได้
เพราะว่า
“ไม่มีเกียรติใดใดในการที่เรารบชนะคนที่ถูกเทพเจ้าของตนเองทอดทิ้ง”
น่าสงสัยมากว่าเราจะไปเคารพเทพเจ้าที่ช่วยเราไม่ได้ไปทำไม
พระพุทธเจ้านั้นสามารถเอาชนะผกาพรหมที่หายตัวมีฤทธิ์ต่างๆได้
แต่เราไม่มีฤทธิ์อย่างพระพุทธเจ้า
หากเจอระดับผกาพรหมกลั่นแกล้งเราก็ได้ตายอนาถตรงนั้นแน่ๆ
และที่บรรยายก็บอกว่าผกาพรหมถือว่าเป็นพรหมที่ยังกระจอกอยู่ยังมีพรหมที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกมาก
หากพรหมที่ยิ่งใหญ่กว่าผกาพรหมมาหาเรื่องเราเราจะทำอย่างไร?
แน่นอนจักรวาลที่เอทิสม์คิดถูกจะสบายกว่ากันมากๆเพราะที่ว่ามาทั้งหมดมันคือเรื่องขี้ฮกที่ศาสนาแต่งมาหลอกเหล่าสาวก
แต่เมื่อจักรวาลมีพวกผีป่าซาตานอยู่จริงๆ
เราก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดเท่าที่ทำได้
ว่าหากไม่มีฤทธิ์มากอย่างพระพุทธเจ้าที่เอาชนะแข่งฤทธิ์กับพรหมได้ก็อย่าหาทำ
ดังนั้นวันนี้หลวงพ่อก็ยังคอยใช้ญาณมองดูชาวบ้านและปลงอนิจจังอุเบกเขาไปตามปรกติ
ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่ตนเองเห็นอย่างไรอยู่เช่นเดิม
แบบเดียวกับที่เวลาแม่นากอาละวาด
ต้องมีการอาละวาดจนชาวบ้านเดือดร้อนทั้งหมู่บ้านข่าวดังไปทั้งพระนคร
หลวงพ่อต่างๆถึงจะขยับออกมาจากกุฏิกันได้ตามระบบการทำงานที่เชื่องช้ามากๆและมีนโยบายPassive Observer ผู้สังเกตแบบตอบสนอง
เป็นหลักการในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้
ว่าคือคนที่มีพลัง OP แต่ไม่ยอมทำอะไรเลยยิ่งกว่าพระเอกอิเซไคสโลไลฟ์
เป็นการอธิบายเหตุผลเดียวกับพระเจ้าว่าทำไมคนที่มีพลังOP ขั้นสุดยอดถึงไม่คิดจะแก้ไขปัญหาใดใดเลยที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ด้วยเหตุผลบางประการ
..
วันนี้ไอ้ขามก็ยังเอาอีบัวกับอ้ายเฟือกมาไถนาและให้ทานโอวัลตินอย่างดีแบ่งกันทานกับตนเอง
“ฮา วันนี้พวกเอ็งทำได้ดีมาก”
ไอ้ขามกล่าวอย่างอีบัวกับอ้ายเผือกอย่างชื่นชม
ไอ้ขามดูแลอีบัวกับอ้ายเผือกอย่างดีแม้แต่มุ้งก็กางและยากันยุงก็จุดให้
แต่แม้จะดูแลดีขนาดนั้นก็ยังมีวันที่จะป่วยในที่สุดจนต้องไปกู้ยืมเงินจากไอ้เจิดในอนาคตเพื่อนำเงินไปรักษาอีบัวกับอ้ายเผือกในพระนครจนต้องสูญเสียที่นาไปนั่นเอง
...
ครูวิได้แต่ชะเง้อมองหา
เนื่องจากช่วงนี้คุณบรรเจิดไม่ได้มาหาเธอตามห้องสมุดบ่อยแบบเมื่อก่อน
หรือคุณบรรเจิดจะได้ไปเกี้ยวพาราสีนงพะงาลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านจริงๆ?
หัวใจของสาวเจ้าก็ได้แต่สับสนหารู้ไม่ว่าคุณบรรเจิดนั้นได้ความคิดมาจากโลกสมัยใหม่
ที่การเกี้ยวพาราสีนั้นกลายเป็นเรื่องProblematic เป็นปัญหาตามสายตาของแฟมินิสม์
ทำให้พิธีกรรมเกี้ยวพาราสี Mating Ritual กลายเป็นศาสตร์ลับสาบสูญ The Lost Art
ที่มีแต่ชาวอินเดียเท่านั้นที่ยังมีการสืบทอดวิชาต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เจิดจำเป็นต้องเรียนรู้ศาสตร์ลับนี้จึงจะสามารถมาเกี้ยวพาราสีมนุษย์หรือภูตผีอีกครั้งได้
หลายความรู้สึกนั้นไหลเวียนตัดกันที่บ้านทุ่งแห่งนี้