พอถอดหมวกกันน็อกออก หลิวเวยอันก็นอนเอนกายนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง เพียงแต่อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป ความรู้สึกอ่อนเพลียที่ยามปกติควรจะมีนั้นหายไปแล้ว ยังคงมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม พอนึกขึ้นได้ถึงผลึกสีขาวสองเม็ดที่เพิ่งกินไปวันนี้ เขาก็เข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร
เขาลืมตาขึ้น ในห้องมีแต่ความมืดสลัว วันนี้ออฟไลน์ช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงครึ่ง พอเขากดเปิดไฟ หลอดไฟนีออนก็เปล่งแสงสว่างจ้าตา ส่องให้ห้องสว่างเหมือนตอนกลางวัน เงาผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคนปรากฏอยู่ตรงหน้า หลิวเวยอันไม่ได้ตกใจ เพียงถามว่า 'ทำไมฟ้ามืดแล้วยังไม่เปิดไฟอีก?'
ผู้ใหญ่กับเด็กสองคนนี้เป็นผู้หญิง ผู้ใหญ่อายุประมาณสามสิบปี เด็กอายุประมาณสิบเอ็ดปี ทั้งคู่มีลักษณะพิเศษที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง นั่นก็คือตัวผอม เป็นความผอมแบบขาดสารอาหาร ราวกับว่าถ้าลมพัดมาก็ทำให้ปลิวได้ เนื่องจากบนหน้าไม่ค่อยมีเนื้อ ดวงตาสองข้างจึงดูโตเป็นพิเศษ
บนผิวหน้าและผิวกายนอกร่มผ้าของผู้หญิงสองคนนี้มีจุดสีแดงเล็กน้อย บางจุดก็แดงจนกลายเป็นหนอง ดูสยดสยองมาก เพียงแต่หลิวเวยอันกลับเห็นจนรู้สึกชินเหมือนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
นี่คือแม่กับลูกสาวคู่หนึ่งที่เป็นคนเร่ร่อน บังเอิญว่าพวกเธอเคยช่วยชีวิตหลิวเวยอันไว้ครั้งหนึ่ง หลังจากหลิวเวยอันข้ามผ่านวิกฤติมาได้ จึงเก็บสองแม่ลูกคู่นี้ไว้ เดิมทีเขายังเลี้ยงตัวเองไม่ไหวด้วยซ้ำ ไม่มีสิทธิ์อะไรไปรับเลี้ยงคนอื่น เพียงแต่ในเวลานั้น หากเขาไม่รับพวกเธอไว้ พวกเธอก็จะต้องถูกฆ่าตายในข้อหาผู้แพร่เชื้อไวรัสแน่นอน
แต่หลิวเวยอันก็รู้ดี ว่าแม้โรคบนตัวทั้งสองจะดูเหมือนฝีดาษ แต่กลับไม่ใช่โรคติดต่อ
แม่ชื่อจ้าวหนานหนาน ลูกสาวใช้แซ่เดียวกับแม่ ชื่อว่าจ้าวซิน แม่คงอยากให้เธอเจริญรุ่งเรือง เติบโตอย่างมีความสุขตามความหมายของชื่อ แต่ก็เห็นได้ชัดเลยว่า ความเป็นจริงได้ทำลายความปรารถนาอันงดงามพังทลายหมดแล้ว
"แม่บอกว่าต้องประหยัดไฟค่ะ" จ้าวซินตอบเสียงใสชัดเจน เผยสีหน้าตื่นเต้นประหลาดใจเมื่อเห็นหลิวเวยอันตื่นขึ้นมา แต่ก็แฝงความรู้สึกต่ำต้อยอยู่บ้าง เพราะบนใบหน้าเธอมีรอยจุด รูปหน้าของจ้าวหนานหนานสวยมาก เค้าโครงใบหน้ากลมกล่อมลงตัว เครื่องหน้าประณีตเรียบร้อย ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดแดงจำนวนมาก จะต้องเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแน่นอน ในดวงตาเธอฉายแววกังวล ได้แต่ใช้มือลูบผมจ้าวซิน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หลิวเวยอันแอบโล่งใจ หย่อนขาลงมาจากเตียง
นี่คือห้องที่มีขนาดเพียงสิบตารางเมตรเท่านั้น หลังจากวางเตียงหนึ่งหลัง ก็ไม่เหลือพื้นที่ว่างมากสักเท่าไร ไม่มีหน้าต่าง ประตูเหล็กบานใหญ่เปียกน้ำจนสนิมขึ้นมานานแล้ว โชคดีที่หลอดไฟนีออนสว่างมาก หัวเตียงมีโต๊ะข้างเตียงที่ผุพังตัวหนึ่ง พอเลื่อนลิ้นชักดู ข้างในก็มีเพียงหลอดพลังงานสองอันเท่านั้น หลิวเวยอันเข้าใจสาเหตุที่จ้าวหนานหนานเผยสายตากังวลทันที
หลอดพลังงานเป็นพลังงานพื้นฐานที่สุดในการคงไว้ซึ่งกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นสารที่สกัดได้จากอาหาร ไร้สีไร้รสชาติ ทำได้เพียงรับประกันว่าจะไม่หิวตาย เป็นของที่ประชาชนคนยากจนและทาสรับใช้ส่วนใหญ่ใช้เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิต
ตามมาตรฐานแล้ว หลอดพลังงานหนึ่งอันสามารถประคองให้ทำกิจกรรมในชีวิตหนึ่งวัน แต่สำหรับคนจนและทาสรับใช้ส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยสามวันได้กินหลอดพลังงานหนึ่งอันก็ถือเป็นเรื่องที่มีความสุขแล้ว มีทาสมากมายที่ต้องใช้เวลาห้าวันกว่าจะได้กินสักอัน เป็นเพราะพลังงานขาดแคลน ผลเสียที่ตามมาก็คือต้องนอนหลับเป็นเวลานานเพื่อประหยัดการใช้พลังงานในระดับสูงสุด เพียงแต่พอเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีทางทำงานได้แล้ว และไม่มีทางหาเงินได้ด้วย ยิ่งนานวันก็ยิ่งจนลง นี่ก็คือวงจรอุบาทว์อย่างหนึ่ง
จ้าวหนานหนานและลูกสาวไม่ได้กินหลอดพลังงานมาเป็นเวลาสามวันแล้ว จ้าวหนานหนานยังทนไหว แต่จ้าวซินกลับทนไม่ไหว ร่างกายของเธอกำลังเจริญเติบโต ติดที่ว่าจ้าวหนานหนานไม่กล้าให้เธอกิน เพราะคนที่ต้องการหลอดพลังงานมากที่สุดก็คือหลิวเวยอัน เนื่องจากหลิวเวยอันต้องเข้าไปหาเงินในแดนสัตว์อสูร ถ้าไม่มีพลังกาย ก็จะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย และหลิวเวยอันก็เป็นแหล่งทรัพยากรเดียวในการดำรงชีวิตของทั้งสามคนด้วย
หลิวเวยอันกวาดสายตามองสองแม่ลูก ในดวงฉายแววซาบซึ้งใจ แล้วก็สงสารด้วย ที่มากกว่านั้นคือเอือมระอากับความไม่ยุติธรรมของโลกใบนี้ เพียงแต่อารมณ์พวกนี้ผ่านเข้ามาประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เขาเอ่ยปากว่า
"ผมจะออกไปข้างนอกสักหน่อย"
สองแม่ลูกตกใจพร้อมกัน บนใบหน้าจ้าวซินเผยความหวาดกลัว จ้าวหนานหนานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเตือนด้วยเสียงต่ำว่า "ระวังตัวหน่อยนะ"
หลิวเวยอันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินออกประตูไป
ตอนนี้คงจะเป็นเวลาประมาณหกโมงเย็น แต่มืดสนิทเหมือนกลางดึก เสียงลมคลั่งพัดหวีดหวิว เย็นเยือกเข้ากระดูก อุณหภูมิต่ำจนน่าสงสาร หลิวเวยอันกระชับเสื้อผ้าขาดบางบนตัวให้แน่น แล้วเดินก้าวยาวออกไปด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว
ที่นี่ไม่ใช่ดาวโลก แต่เป็นดาวอังคาร เป็นดาวอังคารในปีคริสตศักราช 3017 แม้จะมาถึงที่นี่ได้สามเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่สามารถปรับตัวกับสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้
สามเดือนก่อนเขายังอยู่ที่โลกอยู่เลย แม้จะอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า แต่อย่างน้อยก็ยังมีข้าวกิน ทั้งยังมีหนังสือให้อ่าน รอบตัวยังมีเพื่อน ๆ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเขา
ในค่ำคืนที่ฟ้ามืดสนิทคืนหนึ่ง ผู้อำนวยการที่เคยอ่อนโยนเป็นมิตรมาตลอดได้เรียกเขาออกไปหา จากนั้นเขาก็ถูกจับเข้ารถยนต์แล้วพาตัวไป อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นอาชญากร ถูกตัดสินโทษและเนรเทศไปที่ดาวเสาร์ ไม่สามารถกลับมาที่โลกได้อีกตลอดไป ตอนแรกเขาก็ยังมึน ๆ งง ๆ จนกระทั่งตอนนั่งยานอวกาศอยู่ระหว่างทางไปดาวเสาร์ เขาถึงได้เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าตัวเองเป็นแพะรับบาป
น่าเสียดายที่เขารู้ตัวช้าไปแล้ว แต่โชคชะตาเหมือนได้ยินเสียงคำอธิษฐานของเขา ตอนที่ยานอวกาศบินมาใกล้ดาวอังคาร พวกเขาเจอโจรสลัดอวกาศ เหตุการณ์จี้ยานอวกาศที่สิบปีจะพบสักครั้งได้เกิดขึ้นแล้ว เกิดการปะทะรุนแรงยกหนึ่ง ทำให้ยานอวกาศตกลงในเขตทาสรับใช้ของดาวอังคาร
หลิวเวยอันฉวยโอกาสตอนวุ่นวายหลบหนี แล้วถือโอกาสหยิบหมวกกันน็อกเกมใบหนึ่งไปด้วย และในขณะที่เขากำลังหลบหนี ก็ได้บังเอิญเจอกับสองแม่ลูกที่เก็บขยะเลี้ยงชีพ ในตอนนั้นสองแม่ลูกเนื้อตัวสกปรก บนใบหน้ามีรอยแผล ส่งกลิ่นเหม็นตุ ๆ หลิวเวยอันหลบอยู่ใต้กระโปรงจ้าวหนาน ถึงได้รอดพ้นการตรวจค้นที่อันตรายที่สุดไปได้หนึ่งครั้ง จากนั้นเขาก็ซ่อนตัวตอนกลางวันและเคลื่อนไหวตอนกลางคืน เดินทางมาถึงสถานที่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตทาสรับใช้และเขตชุมชนยากจน แล้วใช้เงินที่พกมาเช่าห้องใต้ดินหลังหนึ่ง แล้วก็อาศัยอยู่ที่นี่เงียบ ๆ
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เขาออกมาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วก็เห็นสองแม่ลูกคู่นี้อีก ไม่รู้ว่าทำไมถึงเร่ร่อนมาถึงที่นี่ได้ แม้เขตชุมชนยากจนจะดีกว่าเขตทาสรับใช้ไม่มาก แต่การควบคุมกลับเข้มงวดกว่ามาก คนที่ดูคล้ายว่าจะเป็นโรคติดต่ออย่างจ้าวหนานหนานกับลูกสาวจะถูกจับตัวไว้ ถ้าขัดขืนก็มีโอกาสจะโดนประหารเสียตรงนั้น หลิวเวยอันซาบซึ้งในบุญคุณที่พวกเธอช่วยชีวิตเขาไว้ จึงพากลับมาอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ
ประเดี๋ยวเดียวก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายของสามคนไม่ได้เยอะกว่าค่าใช้จ่ายของคนคนเดียวแค่หนึ่งเท่า แม้ทั้งสามจะพยายามประหยัดให้ได้มากที่สุด แต่ก็มาถึงขั้นอับจนแล้วเช่นกัน
แดนสัตว์อสูรไม่ได้อยู่ง่ายขนาดนั้น
แดนสัตว์อสูรคือโลกจริง ที่แตกต่างก็คืออยู่อีกมิติหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ นั่นก็คือไม่ได้อยู่ในระบบสุริยจักรวาลแน่นอน
ปี 2717 หลังจากมนุษย์ผ่านยุคที่เจริญรุงเรืองสูงสุดมาแล้ว ในที่สุดก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งโลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและมีดาวเสาร์มีคนเยอะปัญหาแยะ ความขัดแย้งต่าง ๆ ปะทุขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้น การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง การถกเถียงระหว่างประเทศ อำนาจใต้ดิน ผู้ก่อการร้าย… ปัญหาเหล่านี้เหมือนกับน้ำที่มีแรงดันสูงอยู่ในหม้อ มันเดือดปุด ๆ แล้วสุดท้ายก็บึ้ม! หม้อระเบิดแล้ว
สงครามเกิดขึ้นที่ดาวเสาร์ก่อน แล้วก็ลุกลามไปที่ดาวพฤหัสบดีอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็เป็นดาวอังคาร จากนั้นก็เป็นแหล่งกำเนิดของมนุษย์อย่างโลก เกิดสงครามครั้งใหญ่เป็นเวลาหนึ่งปี แทบจะทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้พังเสียหาย ประชาชนตายอนาถนับไม่ถ้วน ประชากรโลกลดลงหนึ่งในสามส่วนอย่างรวดเร็ว และแล้วก็เป็นดังคำกล่าวที่ว่า ‘โชคไม่มาคู่ เคราะห์ไม่มาเดี่ยว’ ในช่วงที่การต่อสู้กำลังดุเดือดที่สุด มนุษย์ต่างดาวก็จู่โจมแล้ว
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกพัฒนาไปถึงขั้นที่จะฝ่าออกจากระบบสุริยจักรวาลได้แล้ว ค้นหาอย่างยากลำบากมาหลายร้อยปี ก็ยังไม่พบมนุษย์ต่างดาว แต่ในช่วงที่คาดคิดไม่ถึงที่สุด มนุษย์ต่างดาวกลับปรากฏตัวขึ้น
ลักษณะของสงครามเกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนจากสงครามภายในเป็นต่อต้านการรุกรานจากภายนอก ต่อสู้อย่างกล้าหาญเอาเป็นเอาตายเป็นเวลาสิบปี สุดท้ายก็โจมตีมนุษย์ต่างดาวจนล่าถอยสำเร็จ แต่โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ก็เกิดความเสียหายอย่างน่าอนาถเช่นกัน ทุกที่เต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี ประชากรลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือไม่ถึงหนึ่งในพันของช่วงที่เยอะที่สุดด้วยซ้ำ
เทคโนโลยีและอารยธรรมแทบจะถูกทำลายจนกลับเข้าสู่สังคมยุคดึกดำบรรพ์ สงครามครั้งนั้นมีชื่อว่า ‘สงครามวันสิ้นโลก’
หลังจากผ่านการพัฒนาเป็นเวลาสามร้อยปี เทคโนโลยีกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2717 แต่ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่ถูกศึกใหญ่ทำลายกลับไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมได้เลย ผ่านไปหลายร้อยปี สารกัมมันตภาพรังสียังคงรุนแรง หลายพื้นที่กลายเป็นเขตต้องห้าม สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ สัตว์ประหลาดวิ่งเพ่นพ่าน
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ที่แท้จริงก็คือ หลังจากผ่านการตักตวงทรัพยากรอย่างมักง่ายหลายพันปี ทรัพยากรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยจักรวาลก็ถูกขุดไปเกือบหมด กวาดล้างดาวเคราะห์เก้าดวงของระบบสุริยจักรวาลไปรอบหนึ่ง แต่กลับไม่พบทรัพยากรมากเท่าไรนัก เหลือแค่พุ่งไปหาดวงอาทิตย์แล้ว
การขาดแคลนทรัพยากร เป็นปัญหาใหญ่สุดที่มนุษย์กำลังเผชิญหน้าอย่างเร่งด่วน
ตอนที่ผู้นำของสามประเทศมหาอำนาจตัดสินใจใช้โครงการ 'กำจัดวัชพืช' เรื่องที่เหนือความคาดหมายก็ได้เกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าโครงการ 'กำจัดวัชพืช' ก็คือกำจัดวัชพืชในหมู่มนุษย์ทิ้งไป เพราะวัชพืชไร้ประโยชน์ แต่กลับดูดซึมแย่งสารอาหาร และกลุ่มที่ถูกเรียกว่าวัชพืชก็คือทาสรับใช้และประชากรยากจนรวมทั้งเหล่านักโทษ
หลังจากผ่านสงครามวันสิ้นโลกมาแล้ว ประเทศในอดีตของระบบสุริยจักรวาลก็สลายหายไปราวกับเมฆหมอก ถูกแทนที่ด้วยสามประเทศมหาอำนาจใหม่ นั่นก็คือ ราชสำนักต้าฮั่น จักรวรรดิมายาและสหพันธรัฐแอตแลนติส เนื่องจากสาเหตุด้านประวัติศาสตร์บางอย่าง มนุษย์ถูกแบ่งระดับใหม่ แบ่งจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ชนชั้นสูง พลเมือง ประชาชนและทาสรับใช้
โดยทั่วไปทาสรับใช้ไม่มีสิทธิใด ๆ มีเพียงชะตากรรมที่จะถูกฆ่าถูกแกง
เรื่องที่ทำให้โครงการ 'กำจัดวัชพืช' ถูกดองไว้ชั่วคราวก็คือเรื่องแดนสัตว์อสูร เพราะเกิดระเบิดขึ้นตอนสามประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันทดลองการวิจัยโครงการ 'หลุมดำ' เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ หากเกิดระเบิดขึ้นแสดงว่าล้มเหลว แต่สถานการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษ โครงการ 'หลุมดำ'ล้มเหลวไปแล้ว แต่กลับได้รับผลิตผลใหม่ นั่นก็คือแดนสัตว์อสูร
โครงการหลุมดำล้มเหลวแล้ว แต่กลับได้เชื่อมต่อกับโลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โลกนี้ถูกครอบครองโดยสัตว์อสูร ที่สำคัญก็คือในนั้นมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก มีเยอะเป็นสามเท่าของทรัพยากรในอดีตของระบบสุริยจักรวาล กล่าวได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทรัพยากรแดนสัตว์อสูรสามารถประคับประคองมนุษย์ได้อย่างน้อยสามร้อยปี
ดังนั้นเกมที่ชื่อว่า 'ปล้นชิง' จึงถูกพลิกแพลงให้ถือกำเนิดขึ้นมา
ก่อนหน้านี้บอกไว้แล้ว ว่าโครงการหลุมดำล้มเหลวในด้านคุณภาพ ดังนั้นในเกม 'ปล้นชิง' จึงมีข้อบกพร่องมากมาย ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์ไม่สามารถพาร่างเดิมของตัวเองเข้าแดนสัตว์อสูรได้ ถึงขั้นไม่สามารถพกของอะไรเข้าไปด้วย มีเพียงการใช้งานหมวกกันน็อกเกม อาศัยรูปแบบคลื่นสมองเข้าสู่แดนสัตว์อสูร แล้วค่อยสร้างตัวจริงขึ้นมาผ่านจินตภาพเท่านั้น
คนจริงกับร่างเดิมในโลกแห่งความจริงนั้นเหมือนกันทุกอย่าง สภาพร่างกาย สติปัญญาไม่มีความแตกต่างใด ๆ สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือร่างคนที่สร้างขึ้นในแดนสัตว์อสูร หลังจากตายแล้วสามารถฟื้นชีพใหม่ได้ เพียงแต่การฟื้นชีพมีข้อจำกัด นั่นก็คือใช้เวลานานมาก คนปกติต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน
จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของเกม 'ปล้นชิง' ก็คือสามารถนำของจากแดนสัตว์อสูรส่งมาที่โลกมนุษย์ได้ผ่านหลุมดำในอวกาศ เพียงแต่จำกัดเฉพาะของที่ไม่มีชีวิตเท่านั้น แม้จะไม่ใช้เกมในอุดมคติมากนัก แต่สำหรับมนุษย์ นี่กลับเป็นข่าวที่ดีมาก เพราะสินค้าจำพวกเนื้อ พืช แร่ของแดนสัตว์อสูรสามารถส่งมายังโลกมนุษย์ได้อย่างไม่ขาดสาย วิกฤติขาดแคลนทรัพยากรของมนุษย์คลี่คลายแล้ว
ความคิดของหลิวเวยอันล่องลอยไม่หยุดนิ่ง แต่ความเร็วของฝีเท้ากลับมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นสิบกว่านาที ก็มาถึงเขตการค้าแห่งหนึ่งแล้ว บรรยากาศเริ่มคึกคักแล้วเช่นกัน
- โปรดติดตามตอนต่อไป -