“การโจมตีทางจิต...อะไรล่ะนั่น คุณต้องล้อผมเล่นแล้วแน่ๆ” หยางหมิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
“ฟังนะนี่คือการป้องกันสุดแกร่ง แม้แต่ระเบิดหรือกระสุนยังทำอะไรผมไม่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะมีการโจมตีที่หนักกว่านี้ซึ่งมีอำนาจพอที่จะทำลายเพชรได้ในครั้งเดียว แต่ดูเหมือนคุณจะไม่มี!”
“มีคำกล่าวว่าพลังอำนาจจะทำให้คนเปลี่ยนไป แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้รวมถึงความมั่นใจในตัวเอง วันนี้ผมจะให้คุณได้เห็นว่าอะไรคือท้องฟ้า และใครกันที่อยู่ในกะลา” มู่เฉินมองเขาราวกับคนเขลา
“งั้นก็มาเลย ผมกำลังรออยู่!” หยางหมิงวิ่งเข้าไปหามู่เฉินด้วยความเร็วสูงสุด ร่างกายส่องแสงระยิบระยับ เป็นเพชรมนุษย์ที่มีชีวิตกำลังวิ่งคล้ายกับรถถัง ทหารยังคงส่งเสียงเชียร์ ด้วยความที่พลังของหยางหมิงแทบจะอยู่ยงคงกระพันนี่เองซึ่งทำให้พวกเขาหยิ่งผยอง
“งี่เงา” มู่เฉินส่ายหัวให้กับความไร้เดียงสาของอีกฝ่าย
“เพน!” เมื่อคำพูดสิ้นสุดลงร่างของหยางหมิงที่กำลังวิ่งเข้ามาก็ล้มไปบนพื้น สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ ร่างกายชักกระตุก แสดงความเจ็บปวดราวกับกำลังจะสิ้นใจ
“แก...ทำอะไร” หยางหมิงพยายามพูด แต่ดูเหมือนจะยากเหลือเกิน เพราะตอนนี้เขารู้สึกเจ็บ...เจ็บปวดถึงจิตวิญญาณ!
ความรู้สึกสูญสิ้นในอำนาจทำให้เขาอึดอัน...ใช่ นี่คือความนรู้สึกของคนใกล้ตาย
“นี่เรียกว่าการโจมตีทางจิต คุณกำลังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ใช่ไหมล่ะ ต่อให้ร่างกายของคุณแข็งแกร่งจนยากที่จะสร้างบาดแผลแต่อย่างที่ผมบอก ทุกอย่างมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ตอนนี้คุณแพ้แล้วร้อยโทหยางหมิง!” มู่เฉินไม่คิดถอนพลังจิต หนึ่งในพลังแวมไพร์ของอายากะ พอเป็นแบบนั้นหยางหมิงก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายจึงเสียชีวิตทั้งแบบนั้น
เพชรบนร่างกายเริ่มหายไป กลับมาอยู่ในรูปแบบมนุษย์
ทหารหลายคนพากันเรียกร้อยโทให้ฟื้นขึ้นมา แต่ดูเหมือนจะเปล่าประโยชน์
“ร้อยโทเสียชีวิตแล้ว หมอนี่เป็นคนฆ่า!” หลังจากตรวจสอบชีพจรว่าหยุดเต้นจนแน่ใจทหารจึงยกปืนเล็งมาที่มู่เฉินและผู้หญิงอีกห้าคน
ฟลอเรนซ์ นิวกำหมัดแน่น พร้อมสู้หากถึงคราวจริงๆ ต่อให้นี่จะเป็นการต่อสู้ครั้งแรกแต่เธอก็สู้สุดใจ ไม่งั้นฝ่ายที่ถูกฆ่าจะเป็นเธอเอง หรือหากถูกจับได้ไม่แน่อาจกลายเป็นสัตว์ทดลองของคนจีน
“วางอาวุธลง คุณเองก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าหยางหมิงลงเอยแบบไหน เห็นว่าเป็นคนจีนด้วยกันผมจึงไม่อยากฆ่า พวกคุณยังมีหน้าที่ปกป้องประชาชนคนธรรมดาที่กำลังรอพึ่งพาพวกคุณอยู่ วางอาวุธลงแล้วถอยกลับไป ผมจะไว้ชีวิตพวกคุณสัญญาเลย” มู่เฉินเริ่มเจรจา ทหารเหล่านี้แม้จะมีความสามารถต่อสู้แต่เป็นเพียงคนธรรมดา ทักษะทางกายภาพหรืออาวุธร้อนไม่สามารถทำอันตรายมู่เฉินได้อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจริงจัง
ต่างจากหยางหมิง ร้อยโทคนนั้นเป็นตัวอันตราย พลังของเขาแข็งแกร่งมาก หากไม่ใช่ความแข็งแกร่งทางจิตอ่อนแอคงไม่ตายง่ายขนาดนี้
“ไอ้สัตว์ประหลาด แกเพิ่งฆ่าร้อยโทไปหยกๆ คิดว่าเราจะเชื่อเหรอ ขืนเราทิ้งปืนแกมีหวังได้โอกาสฆ่าเรา...” ทหารคนนั้นยังพูดไม่ทันจบแสงสว่างก็ปรากฏตรงหน้า พอแสงหายไปจึงกลายเป็นมู่เฉิน เขายกเท้าขึ้นมาเตะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทหารปากมากคนเมื่อครู่มีสภาพอย่างไร
“ต่อให้คุณมีปืนผมก็มีโอกาสฆ่าคุณ! คิดเหรอว่าผมสนใจชีวิตของพวกคุณ หากไม่ติดว่าคุณต้องปกป้องประชาชนก็อย่างที่ผมบอก เพราะฉะนั้นผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย วางอาวุธปืนลง หรือตายกันที่นี่!” มู่เฉินไม่จำเป็นต้องขู่แต่เขามีพลังที่จะทำแบบนั้นจริงๆ
หลายคนเริ่มวางอาวุธปืนลงอย่างไม่เต็มใจ
เผชิญหน้ากับชายคนนี้อันตรายยิ่งกว่าซอมบี้หรือสัตว์กลายพันธุ์ ไม่มีทางที่จะชนะ เพราะร่างกายของเขาดูเหมือนจะเพิกเฉยต่อการโจมตีทุกชนิด เรียกได้ว่าเป็นอมตะ เพื่อที่จะปกป้องประชาชนต่อไปหลังจากตัดสินใจได้อาวุธจึงถูกสละ
“เก็บอาวุธของพวกเขากลับไป” มู่เฉินโบกมือ สาวๆ รีบดำเนินการ ทหารไม่กล้าขยับ เพราะถึงแม้พวกเธอจะสวยแต่เห็นได้ชัดว่าแต่ละคนมีพลังวิเศษ นอกจากนั้นร่างกายยังสามารถฟื้นฟูได้ แม้ว่าจะได้รับบาดแผลจากการยิง พลังอำนาจน้อยกว่ามู่เฉินแต่คงความเป็นอมตะไม่ต่างกัน
หลังจากเสร็จขั้นตอนมู่เฉินก็เดินผ่านทหารไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในขณะนั้นเองใครคนหนึ่งได้กล่าว
“ตอนนี้แกรอด แต่ในอนาคตหากฉันได้พลังวิเศษ จำไว้ว่าฉันนี่แหละจะฆ่าแก!”
มู่เฉินหยุดเดินเหลือบมองทหารหนุ่มที่มีความสูง 1.7 เมตร เขาดูไม่สะทกสะท้านต่อสายตาที่มู่เฉินมองมา แต่ไม่นานร่างก็ล้มลงพื้น ตามด้วยเสียงกรีดร้องเจียนตาย แล้วแน่นิ่งเป็นศพเหมือนร้อยโทหยางหมิง
“คิดว่าผมต้องไว้ชีวิตคนที่พูดแบบนี้ไหม โง่เง่า รวมถึงพวกคุณทุกคน ครั้งหน้าหากไม่ต้องปกป้องประชาชน ผมคงต้องฆ่าพวกคุณทุกคน”
ทหารอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
ผู้ชายคนนี้โหดเหี้ยมเกินไป เพียงพูดไม่เข้าหูก็ฆ่าทิ้งเลย
.....
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าโรงเรียนเทียนหลง อายากะถามว่า “นี่แล้วเราจะไม่เอาอาหารของที่นี่ไปด้วยเหรอ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นยังไง แต่มันคงหาอาหารได้ยากใช่ไหมล่ะ”
“นั่นสิ ตอนนี้เรามีอาวุธปืนแล้วและด้วยความแข็งแกร่ง เป็นเรื่องง่ายที่พวกทหารจะยอมทำตามที่เราสั่ง” แคทริน วิสตันเห็นด้วย
อีกสองสาวที่ออกมาจากเต็นท์ด้วยกันพยักหน้าเสริม
ตอนนี้ดูเหมือนพวกเธอจะหิวแล้ว เนื่องจากเพิ่งใช้พลังไปหยกๆ นอกจากนั้นร่างกายยังขาดการบำรุงรักษามาเป็นเดือน
ที่มีแรงลุกขึ้นสู้เพราะเป็นแวมไพร์หรอก
“หลุมหลบภัยของผมมีอาหารเพียงพอ นอกจากนั้นที่นี่คงมีอาหารไม่เยอะหรอก ไม่งั้นทหารคงไม่ตระหนี่จนเกินไป เท่าที่ผมเห็นค่ายกักกันนี่คงจบสิ้นในไม่ช้า ผมให้ทางเลือกกับพวกเขาแล้ว ที่เหลือก็แล้วแต่โชคชะตา” มู่เฉินอธิบายแล้วเดินนำหน้า
พอเห็นว่าเขาไม่คิดเอาอาหารไปด้วยเฮลีย์ สไตล์เกอร์จึงถามว่า “แล้วเราจะไปยังไง...เดินไปเหรอ ฟังว่าข้างนอกมีซอมบี้อยู่จำนวนมากเลยนี่นา ถึงฉันจะไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไรแต่ก็คงเกือบครึ่งเมือง ยอมรับว่าสู้ทหารได้แต่ถ้าซอมบี้หากมากไปก็คงถูกเหยียบเละ”
“ไม่ต้องกังวล” มู่เฉินจับเอวของหญิงสาวเข้ามา ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงบทธนูจะมีรูปร่างดีถึงขนาดนี้ แต่ดูเหมือนเธอจะกลัวมู่เฉินเมื่ออยู่ใกล้ๆ หรืออาจเพราะสัญชาตญาณทางสายเลือดซึ่งเชื่อมต่อถึงกัน
“ดูนั่นสิ มีรถคันสีชมพูกำลังวิ่งมาทางนี้ด้วย” ฟลอเรนซ์ นิวชี้มือไปข้างหน้า ทุกคนหันไปมอง อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
“หรือว่าคือพรรคพวกของคุณ?” เฮลีย์ สไตล์เกอร์ถาม เพราะดูๆ แล้วเขาไม่กังวลกับเรื่องยานพาหนะเลย ก็คงจะเป็นอย่างที่คิดละมั้ง
“ใช่นี่คือพรรคพวกของเรา แต่มันต่างจากที่พวกเธอคิด รับรองว่ารู้จักแล้วต้องประหลาดใจ แต่ตอนนี้รีบๆ ขึ้นรถเถอะ” สกาเล็ต คอนเนลลี่เป็นคนนำ ถึงฟลอเรนซ์ และคนอื่นๆ จะสงสัยแต่ก็ก้าวเข้าไปในรถหลังจากที่มันเปิดประตูด้วยตัวเอง
“ว้าวที่นี่สวยมาก อย่างกับอยู่ในฝันแน่ะ” แคทริน วิสตันหลังจากเข้ามาในรถก็เดินไปดูทางโน้นทีทางนั้นที
“จริงของเธอ ตั้งแต่อยู่ในเต็นท์ค่ายกักกันพอเห็นที่นี่ไม่ต่างจากสวรรค์เลย แค่นั่งบนเบาะนุ่มๆ รู้สึกหายเหนื่อยเลยล่ะ” อายากะพยักหน้าเห็นด้วย
พอทุกคนเข้าไปในรถหมดบับเบิ้ลกัมก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าค่ายกักกัน รวมถึงเรดซิ่งที่จอดอยู่ไม่ไกล
พวกเขาไม่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ต่อหน้าทหารได้ตามคำสั่งของมู่เฉิน
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีเหตุการณ์ไวรัสระบาดแต่อำนาจทหารยังคงอยู่
มู่เฉินไม่อยากตกเป็นศัตรูของทั้งกองทัพ ยิ่งคนเหล่านั้นเห็นเทคโนโลยีต่างดาวก็คงจะเกิดความโลภ คิดแย่งชิงแล้วนำไปพัฒนาเพื่อต่อกรกับซอมบี้ใช้แทนทหารซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสีย
มู่เฉินนั่งอยู่หน้ารถเพื่อปรับเปลี่ยนอาวุธปืนให้มีขนาดเล็กลง
บับเบิ้ลกัมขับนิ่มๆ ผ่านเส้นทางที่ถูกจัดเรียงโดยฟอลคอน เขาเดินทางมาที่นี่เพราะได้รับสัญญาณการติดต่อจากฟอลคอนตอนอยู่ในเต็นท์ ดังนั้นจึงเข้าชาร์จได้ทันเวลา ไม่ปล่อยให้ทุกคนรอนานจนเกินไป
ในขณะที่สี่สาวกำลังนั่งดื่มน้ำอยู่ในรถบ้านสกาเล็ต คอนเนลลี่ก็มาหามู่เฉิน เท้าถูกวางไว้หน้าคอนโซลรถ แล้วหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่กำลังยุ่งอยู่
“ที่รักวันนี้มันส์สุดเหวี่ยงเลยล่ะ แต่เมื่อต่อสู้กันจริงๆ ฉันรู้สึกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งสัตว์ร้ายจะด้อยกว่าการเป็นแวมไพร์ หรือจะให้พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือฉันต้องการเป็นแวมไพร์ ไม่ว่าจะเป็นพลัง ผิวพรรณหรือความเยาว์ที่ได้รับล้วนเป็นสิ่งล่อใจ ฉันต้องการเป็นเดี๋ยวนี้ก่อนโซฟีและอีฮยอน!”
“ทำไมคุณถึงคิดว่าสองคนนั้นจะอยากเป็นแวมไพร์”
“เพราะพลัง...นอกจากนั้นแวมไพร์สายเลือดที่มาจากคุณดูเหมือนทนต่อแสงแดดได้ นอกจากนั้นก็กินอาหารได้เหมือนคนปกติ อืม...ฉันเลยคิดว่าไม่เห็นจะน่าเกลียดตรงไหนเลยที่กลายเป็นแวมไพร์ในวันโลกาวินาศแบบนี้ กล่าวโดยสรุปนี่คือทางเลือกที่ฉลาด”
มู่เฉินเก็บปืนที่ถูกย่อส่วนลงแล้วหันไปมองแฟนสาวคนแรกในวันสิ้นโลก ก่อนจะดึงเธอเข้ามานั่งตัก เผยรอยยิ้มที่เห็นเขี้ยวอันน่าหวาดกลัว แต่หญิงสาวกลับแสดงแววตาเหมือนตั้งตารอ
มู่เฉินไม่อ่อนโยนและกัดคอขาวๆ เข้าไปทีเดียว เลือดของเธอหอมหวาน นอกจากนั้นคอยังสะอาดกว่าอีกสี่คนที่เพิ่งกัด ดังนั้นกว่าจะรู้ตัวเขาก็เผลอดื่มเลือดไป 5 วินาที ทำเอาสกาเล็ต คอนเนลลี่อ่อนเพลีย ทว่าไม่นานร่างของเธอก็เริ่มสั่น...