บทที่ 65 จัดทัพสำหรับการรบครั้งแรก
เนื่องจากทั้งคู่ไม่ใช่คนช่างพูดโดยไร้สาเหตุอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเกิดความเงียบอยู่ชั่วอึดใจโดยที่พวกเขาทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจใดๆ มากไปกว่านั้น...ดูเหมือนว่าทั้งสองจะเข้ากันได้ดีในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ รุ่นพี่หวังเป่าเป้ยถึงกับยกให้รุ่นน้องอันซูหยวนเป็นรุ่นน้องที่สนิทของเขาอีกคนหนึ่งเลย
ความเข้าขากันดีนี้ย่อมปรากฏให้เห็นเมื่อต้องเข้าสู่สนามรบ คนเหมือนกันย่อมมีความคิดในทิศทางเดียวกัน
ในไม่ช้าทุกคนก็มารวมตัวกันแล้ว อาจารย์เติ้งมาเป็นคนที่สาม ในขณะที่รุ่นพี่ชั้นปีที่สี่สองคนจากตระกูลอี้ อี้เหิงและอี้กังมาไล่หลังอาจารย์เติ้งในเวลาไม่นานนัก
หลังจากที่ทุกคนมากันพร้อมแล้ว อาจารย์เติ้งก็นำทางนักเรียนทั้ง 4 ของเขาไปยังจุดนัดภพที่ทางกองทัพแจ้งเอาไว้ให้ มันเป็นสถานที่ของทางการ เมื่อเข้ามาในรั้วขนาดใหญ่ของกองทัพแล้วก็พบกับทหารจำนวนมากที่ได้รับมอบหมายให้ออกศึกในครั้งนี้ อาจารย์เติ้งนั้นเป็นทหารมีตำแหน่งเป็นพันเอก ดังนั้นเขาจึงต้องไปประจำที่อยู่ด้านหน้า โดยนักเรียนของเขาก็ได้รับสิทธิพิเศษด้วยเช่นกัน
ซูหยวนเพิ่งมาครั้งแรก เธอจึงไล่สังเกตการณ์จัดขบวนทัพของคนในยุคสมัยนี้ พบว่าพวกเขามีความเป็นระเบียบอย่างมาก อาจารย์เติ้งในฐานะพันเอกยังมีทหารยศต่ำกว่าอยู่ด้านหลังเป็นแถวยาวเรียงหน้ากระดาน 5 คน ส่วนความลึกลงไปนั้นแทบจะนับไม่ได้ แต่ซูหยวนคาดว่าน่าจะมีทหารใต้การดูแลของเขาเกือบ 1,000 คน ซึ่งประกอบไปด้วยทหารอายุน้อยอายุมากต่างออกไป
เมื่อเข้าสู่กองทัพ พวกเขามีโอกาสที่จะซื้อชุดทหารที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันมากกว่าชุดข้างนอกด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชุดของทหารหลายคนจะคล้ายๆกัน ไม่เหมือนชุดที่ซูหยวนสวมใส่อยู่ แต่ก็แน่นอนว่ายังมีทหารนักล่าบางคนที่ไม่ได้ซื้อชุดจากกองทัพเหมือนกันกับเธอ เครื่องแบบของพวกเขาจึงมีความหลากหลายอยู่บ้าง
ที่ทำให้รู้ว่าพวกเขาทุกคนเป็นทหารก็มีแค่ “ปลอกแขนสีน้ำเงินเข้ม” และมีสัญลักษณ์รูปโดมท้องฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งอาจารย์เติ้งเองก็มอบให้ซูหยวนหนึ่งอันเช่นกัน
ที่ปลอกแขนสีน้ำเงินนี้จะมีสัญลักษณ์ของแต่ละตำแหน่งอยู่ด้วย ซูหยวนเพิ่งเข้าร่วมยังคงเป็นแค่สิบตรีเท่านั้น นี่เป็นกรณีพิเศษเพราะอาจารย์เติ้งเป็นผู้รับรองให้ หากในยามปกติ....การจะกลายเป็นทหารของกองทัพในตำแหน่งสิบตรี จำเป็นต้องผ่านการทดสอบเสียก่อน ซึ่งการทดสอบนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร ซูหยวนในตอนนี้ก็คงจะผ่านมันได้อย่างง่ายดายนั่นแหละ
เด็กสาวตกอยู่ในสายตาของทหารทุกคนเช่นกัน เธอยังดูเป็นเด็กที่อายุน้อยมาก แม้ว่าที่ผ่านมาอาจารย์เติ้งจะพานักเรียนของเขาเข้าร่วมกองทัพและไปหาประสบการณ์ในสนามรบอยู่เสมอ ทว่าอันซูหยวนก็ยังดูเด็กเกินกว่าที่จะเป็นนักเรียนของสถาบันเสียอีก ไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าทหารจะให้ความสนใจเด็กสาวที่อายุราวลูกๆของพวกเขาเช่นนี้
นอกจากความสนใจ หลายคนก็ยังสงสัยด้วยว่าเด็กสาวตัวแค่นี้จะสามารถช่วยเหลือในกองทัพได้จริงหรือไม่ แม้อาจารย์เติ้งจะเป็นคนที่เก่งกาจมาก แต่เคยได้ยินว่าหลายครั้งเขาก็พาลูกศิษย์ของตนเองมาเพื่อใช้โอกาสนี้ในการฝึกฝน เรียกได้ว่าไม่ได้มีประโยชน์ในการต่อสู้จริงสักเท่าไรนัก
หลายคนแทบจะเบือนหน้าหนี ความไม่พอใจในการกระทำของอาจารย์เติ้งก็เพิ่มมากขึ้น นั่นเป็นเพราะพวกเขาหลายคนก็มีคนรู้จักที่มีทักษะในการใช้ธนูหรือโจมตีระยะไกลเช่นกัน ทว่ากว่าจะได้เข้ากองทัพก็ต้องใช้เวลา แถมเลื่อนขั้นยากกว่าด้วย กับนักเรียนพวกนี้...แค่เป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งก็การันตีตำแหน่งสิบตรีแล้ว ยิ่งถ้าโชคดียิงศัตรูได้ ก็จะได้รับผลงานเพิ่มอีก ทำให้การเลื่อนตำแหน่งแทบจะเรียกว่าง่ายดาย
แต่ก็นั่นแหละ พวกเขาทำได้แค่ไม่พอใจเท่านั้น อาจารย์เติ้งอยู่ในตำแหน่งพันเอก ใครจะกล้ามีปัญหากับเขาล่ะ
“สำหรับการต่อสู้ในครั้งนี้ ฉันจะรับหน้าที่ดูแลหน่วยโจมตีระยะไกลหน่วยที่ 3 ซึ่งได้รับคำสั่งให้สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดทาง หรือก็คือ...สนับสนุนด่านหน้าในการต่อสู้ มีหน้าที่กำจัดศัตรูให้ได้มากที่สุด”
“หน่วย 3 นี้มีสมาชิกทั้งหมด 500 คน หน้าที่ของพวกเรานอกจากจะต้องสนับสนุนให้ดีแล้ว ยังต้องเข้าไปเติมในช่องว่างของกองทัพให้เร็วด้วย มีเวลาในการเปลี่ยนอาวุธไม่นานนัก ทหารฝ่ายสัมภาระจะเข้ามาเติมอาวุธให้เรื่อยๆ แต่พวกเขาไม่ได้ออกไปถึงช่วงด่านหน้า พวกเราต้องสับเปลี่ยนกันให้เร็วเพื่อที่จะกลับไปเสริมทัพให้ทันการณ์”
“แน่นอนว่าฉันไม่ได้บอกให้ยิงออกไปมั่วๆ แต่การยิงออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแดนศัตรูจะเป็นประโยชน์ เพราะศัตรูในครั้งนี้มีจำนวนมาก พวกมันเป็น “แมลงดินหัวเขียว เขต G” ระดับความอันตรายนั้นสูงมาก ถ้าพวกมันสามารถมารุมทหารได้ คนๆนั้นก็จะถูกกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”
“ความสามารถของพวกมันก็คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และมีจำนวนมาก เมื่อพวกมันจะถูกโจมตีก็ยังสามารถมุดเข้าไปในดินได้ หากศรของพวกเราปักลงไปในดินจำนวนมาก จะทำให้ขัดขวางการหลบหนีของพวกมันได้เช่นกัน ดังนั้นต่อให้ยิงไม่โดนก็ยังมีประโยชน์อยู่”
“การต่อสู้ครั้งนี้...กองทัพคาดหวังกับพวกเราไม่น้อย ส่วนพวกเธอก็ไปเก็บเอาประสบการณ์กลับมา อย่าเป็นตัวถ่วง อย่าสร้างปัญหาให้กับกองทัพก็พอ” อาจารย์เติ้งมองไปยังนักเรียนของเขาทุกคน โดยเฉพาะส่วนหลังที่มองมายังซูหยวนซึ่งเป็นเด็กใหม่
เขาเลือกศิษย์ที่มีฝีมืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงมั่นใจว่าถ้านักเรียนของเขาอยู่ในสถานะที่ถูกต้องเหมือนครั้งที่เข้าร่วมการทดสอบ นั่นย่อมไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น แต่หลายครั้งที่เขารับเด็กใหม่เข้ามาและพาเข้าร่วมสนามรบ นักเรียนใหม่เหล่านั้นจะตื่นสนามจนทำให้การโจมตีเป็นไปอย่างน่าอับอาย แถมมีบางครั้งที่โจมตีพลาดโดยทหารด้วยกันเองอีก สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทหารแนวหน้าหลายต่อหลายคนแล้ว
อาจารย์เติ้งไม่ได้ตำหนิทหารแนวหน้าที่ไม่พอใจและไม่อยากเปิดโอกาสให้นักเรียนของเขา แต่ก็ไม่ได้โกรธนักเรียนใหม่เหล่านี้ เขาสร้างนักเรียนเพื่อให้กลายเป็นยอดฝีมือ หากไม่เปิดโอกาสครั้งแรก เมื่อเข้าสู่สนามรบก็จะสร้างปัญหาอีกอยู่ดี ดังนั้นในขณะที่ยังมีเขาคอยควบคุม การทำให้นักเรียนมากพรสวรรค์เหล่านี้พร้อมมากที่สุดเพื่อมนุษย์ชาติก็เป็นหน้าที่ของเขาเช่นกัน
สุดท้ายแล้ว...เขาจะเป็นคนรับคำติฉินนินทาเหล่านั้นเอาไว้เอง
สำหรับการต่อสู้เพื่อทำลายรังของแมลงดินหัวเขียวในเขต G นี้ ทักษะการใช้ธนูระดับสูงที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากก็คือทักษะวิชาธนูฝนดาวตก เนื่องจากตั้งแต่ขั้นแรกอย่างขั้นฝนดาวตก ต่อให้เป็นระยะเริ่มต้นก็ยังโจมตีพร้อมกันได้ถึง 100 ศร โดยไม่จำเป็นต้องสนใจด้วยซ้ำว่าจะต้องเล็งศัตรูให้แม่นยำหรือไม่
อย่างที่อาจารย์เติ้งบอกเอาไว้ ขอแค่สามารถโยนของต่างๆให้ปักลงไปในดินได้ เท่านี้ก็เป็นการปิดโอกาสการเคลื่อนไหวอย่างอิสระของศัตรูได้แล้ว
โดยศิษย์ที่เรียนวิชาธนูฝนดาวตกจนสำเร็จวิชาไปแล้วนั้นมีอี้กังที่เรียนจบจนถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งเขาสามารถโจมตีในขั้นฝนดาวตก ขั้นพายุศร และขั้นศรดาวตกได้ทั้งหมดเลย ทักษะการใช้ศรของเขามากที่สุดย่อมเป็น 1,000 ศร จากขั้นฝนดาวตกระดับสูง ด้วยวิชานี้จะทำให้เขาสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้แน่นอน
นอกจากอี้กังแล้ว ก็ยังมีอี้เหิงที่เรียนอยู่ในขั้นแรก หลังจากที่เขาเรียนจบจากวิชาศรผันเปลี่ยนขั้นที่ห้า เขาก็เริ่มฝึกฝนวิชาธนูฝนดาวตกต่อไป แต่น่าเสียดายที่เวลานี้เขาเพิ่งเข้าสู่ระยะเริ่มต้นเท่านั้น แน่นอนว่าเขายังโจมตีได้พร้อมกันเกือบครบ 100 ศร ทว่ายังคงขาดการฝึกปรืออีกเล็กน้อยเท่านั้น
อาศัยโอกาสนี้ อี้เหิงก็น่าจะสามารถพิชิตขั้นฝนดาวตกระยะเริ่มต้นเพื่อยิง 100 ศรได้สำเร็จ
นอกจากวิชาธนูฝนดาวตกแล้วก็ยังมีวิชาเกาทัณฑ์แสงที่สามารถโจมตีด้วยศรทั้ง 100 พร้อมกันได้ ทว่าไม่มีใครเรียนจบจากวิชานี้เลย มีเพียงอี้กังที่เพิ่งจะเริ่มเรียนเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์เติ้งยังบอกว่าอี้กังมีพรสวรรค์ในการทำสมาธิน้อยกว่ารุ่นน้องอันซูหยวนด้วยซ้ำไป ดังนั้นกว่าที่เขาจะไปถึงขั้นศรลวงตา หรือขั้นศรจากหนึ่งเป็นร้อยยังเรียกว่าอีกห่างไกล
สำหรับรุ่นพี่หวังเป่าเป้ย เขาอยู่ในขั้นศรตามเป้าแล้ว และกำลังจะก้าวขึ้นสู่ขั้นศรผันเปลี่ยน ทว่าเป็นที่น่าเสียดายที่วิชานี้โจมตีได้มากสุดก็แค่ 9 ศรเท่านั้น อีกทั้งยังต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูงอีก ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นที่คาดหวังของอาจารย์นัก ขอเพียงแค่เขาก้าวผ่านขั้นนี้ไปให้ได้ สำเร็จวิชาแรกได้เมื่อไรจึงจะทำให้อาจารย์เติ้งพอใจได้
อันที่จริง นักเรียนหวังเป่าเป้ยคนนี้ค่อนข้างมีพรสวรรค์มาก แค่จบชั้นปีที่ 1 และ 2 ก็ใกล้จะสำเร็จวิชาระดับสูงหนึ่งวิชาแล้ว ในขณะที่อี้เหิงและอี้กังใช้เวลาถึง 3 ปีเพื่อจบวิชาแรกได้ ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์เติ้งจะมีความคาดหวังให้ตัวนักเรียนหวังมากกว่าใคร
แน่นอนว่านักเรียนอี้ทั้งสองไม่ใช่เลวร้าย การฝึกวิชาระดับสูงเป็นเรื่องง่ายดายหรือ? ปกติแล้วผู้คนทั่วไปจะฝึกฝนได้สำเร็จขั้นสุดท้ายอาจจะใช้เวลาเป็นสิบปี แต่ก็นั่นแหละ...อาจารย์เติ้งเป็นผู้ใด? ศิษย์เชี่ยวชาญได้ไม่เพียงแค่พรสวรรค์ของตนเองเท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับการชี้แนะของอาจารย์ด้วย
ในขณะที่อี้กังและอี้เหิงต้องการการเคี่ยวกรำมาก ต้องอธิบายทุกอย่างให้ชัดเจนจึงจะเริ่มฝึกฝน นักเรียนหวังนั้นต้องการความกดดันเล็กๆน้อยๆและเพิ่มประสบการณ์ในการต่อสู้จริงให้จึงจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างก้าวกระโดด
ซึ่งอาจารย์เติ้งไม่ได้ทำแบบนั้นกับอันซูหยวน เขากลับปล่อยให้เด็กสาวมีอิสระในการเรียนรู้ หากมีเรื่องใดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัยก็รอซูหยวนเข้ามาหาตนเอง แบบนี้จึงทำให้ซูหยวนได้อยู่กับตัวเองและสามารถเข้าถึงสมาธิได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สิ่งนี้ก็เป็นเพราะเขาเข้าใจการเรียนรู้ของอันซูหยวนอีกนั่นแหละ
ดังนั้นในฐานะอาจารย์แล้ว เขาก็คือยอดฝีมือผู้หนึ่งเลย!
ซูหยวนฟังแผนการรบของคนเป็นอาจารย์เงียบๆ เธอยังไม่มีคำถามใดเพราะไม่มีข้อมูลที่มากพอ จำเป็นต้องรอเข้าร่วมการต่อสู้จริงก่อนจึงจะเข้าใจทุกอย่างได้ แต่แน่นอนว่าซูหยวนไม่ได้ไปร่วมแบบคนโง่เขลาไม่ได้รู้อะไร ก่อนหน้านี้เมื่อรู้ว่าตัวเองจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ เธอก็หาอ่านข้อมูลเป็นจำนวนมากแล้ว
สำหรับแมลงดินหัวเขียวนี้ พวกมันเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่มักจะซ่อนตัวอยู่ในดินเพื่อทำรัง ก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งทัพเพื่อไปทำลายรังของมันมาก่อนแล้ว ดูจากเวลาตอนนั้น...นับเป็น 7 ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งความน่ากลัวของพวกมันก็คือ ตราบเท่าที่พวกมันยังขยายพันธุ์ไม่มากพอ แมลงดินหัวเขียวพวกนี้จะซ่อนตัวอยู่เหมือนไม่มีตัวตน จนกระทั่งพวกมันมั่นใจเมื่อไรนั่นแหละ จึงจะออกมาบนพื้นดินเพื่อล่าเหยื่อ
มีนักล่าระดับสูงจำนวนมากที่ไปถึงเขต G แต่สุดท้ายก็ตายไปเพราะแมลงพวกนี้กัดกินจนไม่เหลือซาก หากไม่ใช่เพราะสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ส่งออกไปอย่างต่อเนื่อง ผู้คนคงจะเข้าใจว่าพวกเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยไปแล้ว
พวกมันก็เหมือนกับความตายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอโอกาสทีเผลอแล้วก็พรากเอาชีวิตไปได้ง่ายๆ ต่อให้ใช้ลูกแก้วขอความช่วยเหลือเพื่อส่งสัญญาณ ทว่าก็ไม่สามารถมาช่วยเหลือได้ทัน ดีไม่ดี...คนมาช่วยก็เอาชีวิตไปทิ้งด้วยเลยก็ได้
ดังนั้นทุกๆการตื่นขึ้นของแมลงดินหัวเขียวพวกนี้จึงถูกจัดเป็นภาระแห่งชาติ เป็นความสำคัญที่กองทัพจะต้องลงมือด้วยตนเอง พวกเขายังจำเหตุการณ์การปรากฏตัวครั้งแรกของแมลงดินหัวเขียวพวกนี้ได้ ตอนนั้นผู้แข็งแกร่งมากมายพากันหายตัวไปเรื่อยๆ รวมแล้วมากกว่า 200 คนเลยด้วยซ้ำ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ และไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นอีกครั้ง
แต่นอกจากความอันตรายเหล่านี้แล้ว เจ้าพวกแมลงดินหัวเขียวเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์....พวกมันยังเป็นแหล่งพลังงานที่ยอดเยี่ยมของมนุษย์เลย เทียบกันแล้ว...พวกกลายพันธุ์ที่อยู่ในเขต G นั้นแข็งแกร่งมาก จะเอาแกนพลังงานจากพวกมันสักแกนหนึ่งยังถือว่ายากเย็น ในขณะที่พวกแมลงดินหัวเขียวจัดการได้ง่ายดาย มันก็แค่การต่อสู้ด้วยจำนวนเท่านั้น สุดท้ายแกนพลังงานจำนวนมากที่ได้มาก็ยังเป็นกำไรให้กองทัพอยู่ดี
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทางกองทัพยังคงเลี้ยงพวกมันเอาไว้ ทุกครั้งที่ทลายรังของพวกมันจนเสร็จ พวกเขากลับไม่ทำลายให้สิ้นซาก ปล่อยพวกมันหนีรอดไปได้สามสี่ตัว หลังจากนั้นอีก 5-10 ปี พวกมันก็จะปรากฏขึ้นอีกครั้งและมอบแกนพลังงานระดับ G ให้อีกจำนวนมาก
ส่วนคนที่ต้องตายจากแมลงดินหัวเขียวเหล่านี้ เมื่อพวกเขารู้แล้วว่าพวกมันคืออะไร เทียบอัตราความตายจากพวกกลายพันธุ์ระดับ G ตัวอื่นๆ ถือว่าเป็นความตายเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
อันซูหยวนที่รู้แบบนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก เธอสามารถใช้โอกาสดีนี้เลื่อนขั้นเป็นสิบโท หรือสิบเอกได้เลยด้วยซ้ำ ขอแค่โจมตีให้เร็วและฆ่าศัตรูได้จำนวนมาก เธอก็ประหยัดเวลาลงไปแล้ว
การที่จะเลื่อนขั้นเป็นสิบโทหรือสิบเอกนั้นอาศัยแค่การทำภารกิจ ฆ่าสัตว์หรือพืชกลายพันธุ์ตามจำนวนที่กำหนด หลังจากนั้นรับภารกิจจากกองทัพสักสามสี่ภารกิจก็เป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว
พูดดูเหมือนง่าย ทว่าจำนวนสัตว์หรือพืชกลายพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งที่ยากลำบากเท่านั้น ทว่าระดับของพวกกลายพันธุ์ที่ต้องล่านับเป็นเรื่องยากมากกว่า
การที่จะเลื่อนขั้นในกองทัพต้องทำผลงาน ตรวจนับคะแนนไม่ต่างกับการเรียนเลย พูดให้ถูกก็คือในสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งนั้นใช้วิธีเดียวกันกับการทำภารกิจจริงในกองทัพนั่นแหละ รวมถึงองค์กรนักล่าต่างๆก็ด้วย ดังนั้น...การล่าสัตว์กลายพันธุ์เขต A จำนวน 100 ตัว ย่อมมีคะแนนน้อยกว่าการล่าสัตว์กลายพันธุ์จากเขต G 1 ตัวอยู่แล้ว
โอกาสที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้คนจะริษยาศิษย์ของอาจารย์เติ้งที่แค่ติดตามคนเป็นอาจารย์ไปรอบๆ ตำแหน่งทางทหารของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
………………………………