ใครเล่าจะรู้ว่าความรักครั้งที่สองตอนมัธยมปลายจะมาถึงในวันหนึ่ง นภันต์ตั้งใจว่าเขาจะเป็แฟนที่ดี ไม่ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกินของหวานตามใจคนที่ชอบหรือกระทั่งสมัครเข้าชมรมว่ายน้ำตามคนคนนั้นทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็ก็ตาม
ครั้งนี้ เขาทุ่มสุดตัวเหมือนอย่างเคยเพราะไม่อยากผิดหวังในความรักอีกแต่สุดท้ายแล้ว คนที่คบด้วยดันเป็พวกที่รู้ข่าวว่าเขาเป็เกย์จึงอยากลองแกล้งเพราะพนันกับเพื่อนกลุ่มตัวเอง
เขายังคงจำคำพูดทั้งในวันแรกที่อีกฝ่ายขอคบและวันสุดท้ายที่โดนบอกเลิกได้เป็อย่างดี จากความรู้สึกดี ๆ ที่ว่า “ฉันแอบชอบนายมานานแล้ว เรามาคบกันเถอะ” แปรเปลี่ยนเป็ “หัวอ่อนเชื่อคนง่ายชะมัด ใครจะไปคบกับผู้ชายได้ลง แค่คิดว่าจะต้องจูบกันก็ขยะแขยงจนจะอ้วกแล้ว”
ในตอนนั้นเอง ข่าวลือเื่รสนิยมของเขาจึงแพร่ไปทั่วโรงเรียน ทำให้เขาเป็โสดมาจนถึงมหาวิทยาลัยปีที่สาม
หลังห่างหายจากการมีคนรักมานาน ผ่านเื่ราวมาเยอะ เขาคิดว่าคงยากที่จะมีคนเข้าใจความรู้สึกแต่วันหนึ่งกลับได้เจอคนที่ตรงกับสิ่งที่พี่ชายบอกเอาไว้
คนที่เหมาะสมคนนั้น ค่อย ๆ เข้ามาทำความรู้จักทีละนิด ไม่รีบร้อน จนความสัมพันธ์พัฒนาในทุก ๆ วัน
ทว่า พ่อกลับได้รู้ความจริงตอนที่มาเยี่ยมลูกชายที่หอพักนักศึกษา เห็นเต็มสองตาว่ากำลังจูบกันอยู่เพราะอยากเข้ามาเซอร์ไพรส์วันเกิดเ้าลูกชาย
“...” ทั้งพ่อและแม่หันหน้ามองกัน ส่วนพี่ชายท่าทางเลิ่กลั่กไม่คิดว่าจะได้เห็นเหตุการณ์แบบเดิมครั้งที่สอง
“...” นภันต์กับแฟนก็อึ้งไม่แพ้กัน
“คนนอกออกไป” พ่อตวาดเสียงดังลั่นสั่งให้แฟนของลูกชายออกไปข้างนอกห้อง สีหน้าผิดหวังของพ่อทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
แม้ว่าแม่จะเข้าใจและยอมรับได้แต่พ่อไม่ใช่แบบนั้น เขาสอนและเลี้ยงดูลูกชายเป็อย่างดี ทั้งยังมีสภาพแวดล้อมอย่างคนในค่ายมวยที่มาดแมน เท่ห์และสมเป็ชายคอยเป็ตัวอย่างให้
“พ่อเลี้ยงแกมาผิดหรือไง นภันต์” เขากล่าวกับลูกชาย น้ำเสียงกลั้นโมโห “เลิกกันซะ เลิกคบผู้ชายด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ต้องกลับบ้าน”
“พ่อ!” ทั้งแม่และลูกชายทั้งสองอุทานเป็เสียงเดียวกัน
“ถ้าแกไม่รู้ตัวว่าผิดอะไรก็ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้า” เขาสั่งเสียงดัง ไม่ยอมโอนอ่อนให้แม้แต่นิดเดียวแล้วเดินจากไปด้วยความรู้สึกเสียใจและผิดหวังเต็มที่
“พ่อไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกลูก เดี๋ยวแม่ไปคุยกับพ่อเอง ไม่ต้องคิดมากนะ” คนเป็แม่เอ่ยปากแล้วรีบวิ่งตามสามีออกไป ฝากฝังให้ลูกชายคนโตปลอบน้อง
“เอ่อ...” บูรพาสูดหายใจเฮือกใหญ่ รู้ว่าวันอย่างนี้จะต้องมาถึงแต่ไม่คิดว่าพ่อจะโกรธมากขนาดนั้น “ทำเหมือนอย่างที่แม่บอกแหละ รอพ่อหายโกรธ ไม่นานหรอก ส่วนแฟนคนนี้ก็คบกันไป ยังไงมันก็เป็ชีวิตของนายอยู่แล้ว”
“พี่ไม่ได้ยินเหรอว่าพ่อพูดอะไร จะให้ผมเลิกเป็เกย์มันทำได้ที่ไหนล่ะ” นภันต์เองก็เสียใจไม่น้อย
“ให้เวลาพ่อหน่อยน่า ยังไงนายก็เป็ลูก พ่อจะตัดขาดเพราะเื่พวกนี้ได้ยังไงล่ะ” พี่ชายยังคงหาคำปลอบใจเอ่ยบอกคนตรงหน้า “วันเกิดทั้งทีเป็แบบนี้ไปได้ หมูกระทะกันไหม ดื่มให้เมากันไปข้างเลย ชวนแฟนนายไปด้วยก็ได้”
“กินไม่ลงหรอก” เขาทำหน้าเศร้า
“แล้วจะนั่งเหงาอยู่คนเดียวหรือไง ออกมาเร็วเข้า ถ้าฉันเปลี่ยนใจนายจะอดนะ”
เื่ราววันนั้นยังคงทำให้พ่อไม่คุยกับเขามาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะง้ออยู่นานแต่กลับไม่ได้ผล นภันต์จึงยอมแพ้ละทิ้งความพยายามที่จะทำให้พ่อเข้าใจตัวตนและได้แต่หวังว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อจะกลับมาเป็เหมือนเดิม
นอกจากความสัมพันธ์กับพ่อแล้ว ความรักกับคนที่สาม กลับต้องจบลงไปด้วย เขาจึงเข้าใจว่าความรักไม่ใช่เื่ของคนสองคน ถ้าครอบครัวและคนนอกไม่ยอมรับ ความรักของเขาคงไปไม่รอด
ชีวิตรักที่ถูกบอกเลิกถึงสามครั้ง ทำให้เขาไม่หวังอะไรอีกต่อไปแล้ว มุ่งมั่นตั้งใจเรียนให้จบและหางานทำอย่างที่ตัวเองชอบจนได้เข้าทำงานเป็บอดี้การ์ดดูแลดารานักแสดงในบริษัทสตาร์ไลท์เอนเตอร์เทนเมนต์
สายตาของเขามองดูคู่รักคนอื่น ๆ แล้วคิดอยากมี่เวลาแบบนั้นในสักวัน
“คิดอะไรอยู่เหรอครับ” นายแบบหนุ่มกระซิบถามนภันต์
“คุณคิรากร” เ้าตัวใไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาใกล้ถึงขนาดนี้พลันรู้สึกผิดที่เอาแต่ใจลอยจนละเลยหน้าที่ “ขอโทษครับ ผมจะตั้งใจทำงานครับ”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ” คิรากรยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “เหนื่อยเหรอครับ หรือว่ามีอะไรในใจ ปรึกษาผมได้นะ”
แม้เขาจะพูดอย่างนั้นเพราะทำงานร่วมกันมาหนึ่งปีแล้ว แต่นภันต์ยังคงเกรงใจคิรากรอยู่ดี ในใจคิดว่าโชคดีที่ได้ทำงานดูแลเขาเพราะอีกฝ่ายปฏิบัติกับเพื่อนร่วมงานเป็อย่างดี ไม่เคยสร้างความเหนื่อยล้าหรือลำบากใจให้ใครเลย
หน้าตาราวเทพบุตร น้ำเสียงทุ้ม นิ้วมือเรียวทั้งยังนิสัยใจคอและความสามารถด้านการถ่ายแบบถ่ายละคร นภันต์ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่ด้วย
“คุณมองหน้าผมนานแล้วนะครับ คงมีอะไรจะพูดเยอะเลยสินะ” รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าได้รูปคมคาย “วันนี้เลิกกองแล้วไปดื่มกันไหมครับ ผมรู้จักร้านดี ๆ อยู่นะ”
“ผมน่ะเหรอครับ” นภันต์ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ครับ แค่เราสองคน คุณกำลังมีเื่ทุกข์ใจนี่นา จะให้ผมปล่อยผ่านคงไม่ได้หรอก”
“เอ่อ ถ้าเป็เื่นั้นผมจะจัดการตัวเองให้ดีครับ” นภันต์รู้สึกผิดเล็กน้อย คนทำหน้าที่อารักขาแต่เหม่อลอยเพราะเื่ไม่เป็เื่ หากใครรู้เข้าคงไล่เขาออกแน่ ๆ แต่คิรากรกลับชวนเขาไปดื่มด้วยกัน
“อ้อ ผมลืมไป ถ้าอยู่กับผมข้างนอก คุณคงจะดื่มไม่ได้เพราะต้องดูแลผมใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้น คุณสะดวกไปที่ห้องผมไหม” ท่าทางดูเป็มิตรและเอาใจใส่ของคิรากรทำให้เขารู้สึกเกรงใจ สีหน้าจึงบ่งบอกคำตอบให้อีกฝ่ายได้รู้โดยที่ไม่ต้องพูด หากแต่นักแสดงหนุ่มยิ้มกว้าง “ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกครับ กลัวผมจับคุณกินเหรอ”
“???” คิ้วขมวดปมงุนงงของนภันต์ทำให้เขาหัวเราะออกมา
“รู้จักกันมาหนึ่งปีแล้วนะครับ แต่ผมไม่เคยดื่มพร้อมกับคุณเหมือนคนอื่น ๆ เลยเพราะคุณต้องทำหน้าที่ดูแลผม เพราะฉะนั้นครั้งนี้เรามาดื่มกันเถอะ ผมจะเป็คนดูแลคุณเอง”
ครั้นได้เห็นท่าทางออดอ้อนที่ไม่เคยเห็นเขาทำแบบนั้นมาก่อนก็ทำให้ใจอ่อนระทวยตกลงไปดื่มด้วยกันกับอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย และวันนั้นเองก็ทำให้นภันต์ได้รู้จักคิรากรมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็ต่อหน้ากล้อง ลับหลังกล้องหรืออยู่กันแค่สองคน คิรากรยังคงเป็คนเดิมเหมือนที่ทุกคนรู้จัก ทั้งยังพูดคุยด้วยได้อย่างสบายใจอีกด้วย
หลังจากวันนั้น ท่าทีของนักแสดงหนุ่มก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้น เรียกหาบ่อยครั้งและชวนไปไหนมาไหนนอกเวลางานอยู่เสมอ
“สนใจพิพิธภัณฑ์ศิลปะเหรอครับ” นภันต์เอ่ยปากถามตอนที่คิรากรยื่นบัตรเชิญเข้าร่วมงานมาให้ “คือว่าผมจะดูไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่น่ะครับ”
“ไม่เป็ไรครับ ผมแค่อยากไปกับคุณ” คิรากรยิ้มมุมปาก “ไปเดตกันครับ”
นภันต์หัวเราะร่า “วันนี้อารมณ์ดีเหรอครับถึงได้พูดหยอกล้อแบบนี้”
แววตาคู่นั้นสบตากลับมา “ผมจริงจังนะครับ”
“กับผมเนี่ยนะ” เ้าตัวกำลังงงงวยไม่เข้าใจ “เดตที่แปลว่าเดต เอ่อ... อันเดียวกับที่ผมเข้าใจไหมครับ”
“อืม ที่ผ่านมาผมจีบคุณตลอดแต่คุณคงไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมครับ” นักแสดงระดับพระเอกแนวหน้าเอ่ยปากพลางขยับเข้ามาใกล้เขามากขึ้น
“ไม่มั้ง ผมน่ะเหรอ” นภันต์เลิ่กลั่กเพราะถูกคิรากรโน้มตัวเข้ามาใกล้ ยิ่งไม่เข้าใจว่าคนอย่างคิรากรจะมาชอบเขาได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มีคนเข้าหาเขาตั้งมากมาย
“ครับ” เขาพยักหน้า “คุณไม่ชอบผมเหรอ”
“ไม่ชอบได้ไงล่ะครับ มีคนไม่ชอบคุณด้วยเหรอ” นภันต์เลิกคิ้วด้วยความสงสัยไม่น้อย
“เห็นคุณทำท่าจะผลักไสผม นึกว่าไม่ชอบผมน่ะ” เขาพูดหยอกล้อคนตรงหน้าไม่มีท่าทีเขินอาย “ไปเดตกันเลยไหมครับ”