พลิกฟ้า ข้าเหนือ

    ตอนที่ 125 บุกคุกใต้ดินช่วยคน

    ซูเข่อซิงและเสิ่นเลี่ยงหรงหันไปถกเถียงกัน จากนั้นทั้งสองก็พูดถึงความหลังที่ตนเคยทำดีต่ออีกฝ่าย แล้วเกี่ยงกันให้ตามชายผู้นั้นออกไป เมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นด้วย อีกทั้งชายผู้นั้นก็ไม่ยอมรับสินบนที่พวกนางมอบให้ เพราะหากเขาต้องการ ก็ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากพวกนาง เขาก็สามารถฉกชิงไปเป็นของตนเองได้เลย ในที่สุดทั้งสองสาวก็ตบตีกัน

    "อ๊าย เจ้ากล้าตีข้า" เสิ่นเลี่ยงหรงร้องออกมา มือกุมแก้มข้างหนึ่ง เมื่อซูเข่อซิงผู้อารมณ์ร้อนลงมือตบนางก่อน

    มีหรือที่คุณหนูอย่างเสิ่นเลี่ยงหรงจะยอม นางจึงยกมือฟาดใบหน้าของซูเข่อซิงกลับ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็กระชากผม แล้วตบตีชกต่อยกันตามเคล็ดวิชาที่เคยฝึกมา แต่เพราะตอนนี้ที่ข้อมือของพวกนางถูกล่ามด้วยโซ่ผนึกวิญญาณ ทำให้ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ พวกนางจึงทำร้ายกันได้ด้วยแรงกายเท่านั้น

    ภาพการตบตีของสตรีที่ถูกลักพาตัวมาไม่ได้ทำให้ผู้ชายที่ทำหน้าที่พาสตรีเหล่านั้นออกไปรู้สึกเห็นใจเลยสักนิด มันเป็นภาพที่ชินตาเสียแล้ว มีเพียงความหงุดหงิดรำคาญกับเสียงเอะอะ ไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขาง่ายๆเท่านั้น

    "ในเมื่อพวกเจ้าเกี่ยงกัน และส่งเสียงน่ารำคาญ เช่นนั้น วันนี้ก็ให้เป็นพวกเจ้าทั้งสองคนเลยก็แล้วกัน" กล่าวจบ เขาก็ผลักสตรีนางหนึ่งที่เตรียมจะพาออกไป ส่งให้ผู้ชายอีกคน ให้เขาขังสตรีผู้นั้นไว้ตามเดิม ส่วนตัวเขาเองไขกุญแจกรงขังเพื่อนำเสิ่นเลี่ยงหรงและซูเข่อซิงออกมา

    "ไม่ ไม่นะ เจ้าทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้ ข้าคือคุณหนูตระกูลเสิ่นนะ หากผู้อาวุโสของตระกูลข้ารู้ เจ้าไม่รอดแน่"

    จนถึงตอนนี้เสิ่นเลี่ยงหรงก็ยังไม่วายใช้สถานะของตนเองมาข่มขู่คนร้าย

    "ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ากลัวมากเลย" ชายผู้นั้นหัวเราะเหน็บแนม จากนั้นก็กระชากโซ่ที่ล่ามสตรีทั้งสองออกไป

    "ไม่ ปล่อยข้านะ ปล่อย" ซูเข่อซิงและเสิ่นลี่ยงหรงพยายามดิ้นรนไม่ให้ชายผู้น้้นลากดึงพวกนางออกไป

    เผียะ!

    ชายผู้นั้น หันไปตบซูเข่อซิงทีหนึ่งจนนางหน้าหัน จากนั้นก็ลากสตรีทั้งสองออกไป

    ฝ่ามือนั้นไม่เบาเลย ทำให้ซูเข่อซิงเงียบเสียงลงได้ แววตาฉายความหวาดกลัว เมื่อชายผู้นั้นหันหลังให้ นางก็เม้มปากแน่น แววตาฉายความอาฆาต

    เมื่อชายผู้นั้นเดินไปถึงประตู ทันใดนั้น

    ปึ่ก!

    อั่ก!

    จู่ๆ ชายนอกรีตคนนั้นก็ลอยกระเด็นกลับเข้าไปในห้อง เขากระอักเลือดออกมา เพราะถูกถีบเต็มฝ่าเท้าเข้าที่ท้องอย่างถนัดถนี่

    เสิ่นเลี่ยงหรงถูกชายผู้นั้นชนแบบเฉี่ยวๆเท่านั้น แต่ก็ทำให้นางเซไปชนซูเข่อซิงที่ยืนอยู่ข้างๆกัน จนนางล้มลงกับพื้นแต่นางไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด นั่นเป็นเพราะที่ใต้ร่างของนางมีซูเข่อซิงเป็นเบาะรอง

    "โอ๊ย! เจ้า! ข้าหนักนะ รีบลุกให้ข้าเดี๋ยวนี้" ซูเข่อซิงโวยวาย พร้อมกับยกมือผลักเสิ่นเลี่ยงหรง 

    ตอนแรกเสิ่นเลี่ยงหรงก็จะลุกอยู่แล้ว แต่พอซูเข่อซิงบอกว่านางหนัก นางจึงแสร้งทำท่าจะลุก แต่ก็ทรุดตัวล้มทับซูเข่อซิงอีกครั้ง จนซูเข่อซิงต้องร้องเจ็บอีกระลอก

     

    เหล่าสตรีที่อยู่ในกรง รวมถึงผู้ฝึกตนนอกรีตที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังไม่ได้สนใจสตรีจอมโวยวายสองคนนั้น แต่มองผู้ฝึกตนชายที่ลอยกระเด็นเมื่อครู่ ซึ่งตอนนี้ลุกขึ้นใช้หลังมือปาดเช็ดเลือดที่กระอักออกมาเต็มปากแล้ว

    จากนั้นทุกคนก็มองไปยังประตูทางออก เพื่อดูว่าใครกันที่ถีบผู้ฝึกตนชั่วร้ายคนนั้น อยากขอบคุณเหลือเกิน ช่างสาแก่ใจพวกนางดีแท้

    แม้ว่าจะอยู่ในชั้นใต้ดิน แต่รอบห้องก็มีคบไฟจุดสว่าง ทำให้มองเห็นคนที่เข้ามาได้ชัด คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้างดงามไร้ใครเปรียบ อยู่ในอาภรณ์สีดำ ตามหลังมาด้วยชายหนุ่มอีกหกคน ถึงกับทำให้ห้องกว้างๆ ดูคับแคบไปถนัดตา

    เป็นจวินเยี่ยนนั่นเอง เขามาที่นี่พร้อมกลุ่มทหารรับจ้างใต้สังกัดของเฉินหยิน และกลุ่มองครักษ์ใต้สังกัดของเฉินจิน ทั้งสองกลุ่มถูกคัดมาอย่างดี รวมเป็นยี่สิบคน เพื่อช่วยเหลือหัวหน้าหอข่าว ตอนนี้พวกเขากระจายตัวแยกกลุ่มกันไป โดยตกลงกันว่า เมื่อเจอหน้าคนร้ายหากหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกก่อนเพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ตัวเพราะอาจจะเสียการใหญ่ แต่ถ้าฆ่าได้ก็ฆ่าเลย 

    แน่นอนว่าพวกเขารับคำ แต่ในใจของพวกเขามีแต่คำว่า ฆ่าได้ก็ฆ่าเท่านั้น เพราะระหว่างที่ค้นหาคน ยังทำให้ได้รู้เพิ่มเติมอีกว่า 

    คนนอกรีตเหล่านี้ไปเจอตำราโบราณในซากปรักหักพังที่ไหนก็ไม่รู้ ในนั้นมีตำราบอกวิธีลัดสู่ความเป็นเป็นอมตะ จะทำให้เพิ่มระดับพลังยุทธ์ได้เร็วขึ้น สามารถก้าวข้ามระดับกลายเป็นผู้เป็นอมตะได้เร็วมาก เพียงรวดเดียวที่ทำตามขั้นตอนวิธีการสำเร็จ ก็จะทำให้การบ่มเพาะก้าวข้ามไปถึงชั้นนภาระดับเก้าได้ในคราวเดียว

    พวกเขารู้แค่ว่าสตรีเหล่านี้ทำให้ความคาดหวังของผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านี้เป็นจริงได้ แต่วิธีการโดยละเอียดพวกเขายังไม่รู้ คนนอกรีตปากพล่อยที่พูดคุยกับสหายได้พูดประโยคสุดท้ายกับเพื่อนว่า "หากท่านผู้นำประสบความสำเร็จจริง ข้าจะทำตามบ้าง" 

    เท่านั้นแหละ ทั้งสองคนก็ถูกองครักษ์ของจวินเยี่ยนฆ่าตายทันที เพราะที่บ้านของพวกเขายังมีพี่สาว น้องสาว และคนรัก ที่อาจจะพลาดพลั้งถูกผู้ฝึกตนชั่วร้ายเหล่านี้ทำร้ายก็ได้ 

     

    "พวกเจ้าเป็นใคร" ผู้ดูแลคุกชั้นใต้ดินคนหนึ่งถาม ในมือชักกระบี่เตรียมพร้อม

    ผู้ดูแลชั้นใต้ดินมีสี่คน ไม่นับชายที่ทำหน้าที่มาพาตัวหญิงสาวออกไปหนึ่งคน

    จวินเยี่ยนไม่ตอบ เขาเพียงโบกมือให้องครักษ์ของเขาเท่านั้น

    เพียงเท่านี้ทุกคนก็รู้หน้าที่ ต่างกรูกันเข้าไปจับคู่ต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งห้าทันที เหลือเพียงจวินเยี่ยนและเฉินจินเท่านั้นที่ยืนดู

    การต่อสู้ใช้เวลาไม่นาน ทุกอย่างก็จบ

    เมื่อเสิ่นเลี่ยงหรงกับซูเข่อซิงเห็นคนต่อสู้คน พวกนางจึงหยุดมือ แล้วรีบลุกขึ้นยืน เมื่อทั้งสองเห็นจวินเยี่ยนก็จำได้ เขาก็คือผู้ชายที่เคยอยู่กับซินหยางเฟิ่งนั่นเอง บุรุษรูปงามขนาดนี้เห็นครั้งเดียวก็จำได้ไม่ลืมอย่างแน่นอน โดยเฉพาะซูเข่อซิงยิ่งไม่ลืมใบหน้านี้ของจวินเยี่ยน เพราะเขาเคยทำให้นางขายหน้าในหอประมูล

    เสิ่นเลี่ยงหรงอยากเข้าไปกล่าวขอบคุณจวินเยี่ยน แต่เฉินจินรีบเดินเข้ามาแทรกระหว่างนางและจวินเยี่ยน

    "แม่นางโปรดอยู่ให้ห่างจากนายท่านของข้าด้วย" เฉินจินกล่าวเตือน

    "ข้า ข้าแค่อยากขอบคุณเขา" เสิ่นเลี่ยงหรงอึกอักตอบ สายตาเอียงอาย พวงแก้มแดงเป็นปื้นเพราะถูกตบ ตอนนี้ก็แดงลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆอีก หากไม่ติดที่ผมเผ้าของนางตอนนี้ยุ่งเหยิงราวกับรังนก หน้าตาปูดบวมจากการตบตี นางก็คงจะดูดีกว่านี้

    จวินเยี่ยนปรายตามองนาง แล้วไม่กล่าวสิ่งใด

    เฉินจินที่อยู่ด้วยกันกับจวินเยี่ยนจะไม่เข้าใจได้อย่างไร เขาจึงพูดกับเสิ่นเลี่ยงหรงทันที "ไม่จำเป็นหรอกแม่นาง เพราะพวกเราไม่ได้ตั้งใจมาช่วยเจ้า เจ้าก็แค่ความบังเอิญเท่านั้น

    คำตอบของเฉินจน ทำให้เสิ่นเลี่ยงหรงใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ

    "เจ้าไม่ใช้เขาเสียหน่อย เจ้าจะรู้ได้อย่างไร" เสิ่นเลี่ยงหรงไม่เชื่อ

    "จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า หากเจ้าอยากแสวงหาความตายโดยเข้าใกล้นายท่าน ก็แล้วแต่เจ้าเุถิด"

    เฉินจินกล่าวเตือน ส่วนจะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่พวกนางแล้ว หากชีวิตนี้กระหายความตายนักก็เรื่องของพวกนาง

     

    เมื่อเหล่าองครักษ์จัดการกับผู้คุมคุกเรียบร้อยแล้ว องครักษ์ทั้งห้าก็เดินสำรวจเหล่าสตรีที่ถูกจับขังทุกกรง ตั้งแต่กรงด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง 

    ในที่สุด องครักษ์คนหนึ่งก็เห็นเป้าหมาย

    "แม่นางหานใช่หรือไม่" ชายหนุ่มถามเพื่อความแน่ใจ

    หญิงสาวร่างโปร่งบางในชุดสีเขียวแปลกใจ นางพยักหน้า แล้วถาม "ท่านรู้จักข้าหรือ"

    ชายหนุ่มพยักหน้า "แน่นอน พวกเราคือเพื่อนของหัวหน้าหานพี่ชายเจ้า เมื่อนายท่านได้ฟังการรายงานถึงเรื่องที่เจ้าและพี่ชายถูกจับตัว นายท่านก็เลยพาคนมาช่วยพวกเจ้า"

    "นะ นายท่านมาช่วยพวกเรา นายท่านมาเองเลยหรือ"

    หญิงสาวคาดไม่ถึง ว่านายท่านของพี่ชายจะเป็นห่วงพี่ชายและนางจนถึงกับมาช่วยด้วยตัวเอง หากบอกว่าไม่รู้สึกซาบซึ้งนั่นย่อมเป็นการโกหก สมควรแล้วที่พี่ชายจะทำงานให้ด้วยความจงรักภักดี

    'ต่อไป เมื่อข้าโตกว่านี้ เก่งกว่านี้ ข้าก็จะทำงานให้นายท่านด้วยเช่นกัน' หญิงสาวตั้งปณิธานในใจ

    นางเคยได้ยินพี่ชายพูดถึงนายท่านของเขา ว่าแข็งแกร่ง เย็นชา แต่ก็ฉลาด และดีต่อลูกน้องมากเพียงใด แต่นางไม่เคยเจอเจ้านายของพี่ชายนางสักครั้ง นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นางจะได้เจอ นางรู้สึกตื่นเต้นมาก 

    จวินเยี่ยนไม่คิดเลยว่า การเป็นผู้นำช่วยเหลือของเขาในวันนี้ ทำให้เขาได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ และจะทำให้เขาได้ลูกน้องสาวสุดเก่งในอนาคตที่แสนจะภักดีอีกคน 

    องครักษ์ที่ตามหาหานหลันฮวายืนยันว่าเป็นนางได้แล้ว ก็ส่งสัญญาณมือว่าเจอคนที่พวกเขาตามหาแล้ว

    "เจอแล้วหรือ" องครักษ์คนอื่นๆ เดินตามมาสมทบ ในกรงนี้ก็มีคนถูกขังไว้สองคน ทำให้ไม่แออัดนัก

    องครักษ์ผู้นั้นใช้กุญแจผีไขกุญแจกรงนั้น

    ทันทีที่ประตูกรงเปิดออก สตรีนางหนึ่งก็รีบก้าวพรวดพราดออกมาจากกรงขัง ก่อนหานหลันฮวาซึ่งเป็นตัวหลักที่องครักษ์ต้องการช่วยเสียอีก

    องครักษ์ขมวดคิ้ว แต่อาจเพราะเขาเป็นบุรุษจะให้ด่าสตรีก็กระไรอยู่เขาจึงไม่พูดอะไร ได้แต่ชักสีหน้าไม่พอใจ

    “พวกเจ้าช่วยข้าด้วยเถอะ หากข้ากลับไปได้ข้าจะให้ญาติผู้พี่ของข้าให้รางวัลแก่พวกเจ้า ญาติผู้พี่ของข้ารวยมาก รักและตามใจข้าที่สุด”

    เรื่องที่บอกว่ารวยมากเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องรักและตามใจนางที่สุดนางพูดเอาเอง ที่นางพูดเช่นนี้ก็เพื่อจะได้เพิ่มน้ำหนักให้คนเหล่านี้ช่วยเหลือนาง นางคิดว่า คนพวกนี้ต้องเก่งมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร 

    หานหลันฮวาขมวดคิ้วทันที แล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจ "ไหนเจ้าบอกว่าประเดี๋ยวญาติผู้พี่ของเจ้าจะมาช่วย แล้วเจ้าจะขังข้าให้เน่าตายไว้ที่นี่ จะไม่ช่วยข้า เพราะข้าขี้เหร่เกินเยียวยาอย่างไรเล่า นี่ข้าก็รอชมโฉมญาติผู้พี่ของเจ้ามาสองวันแล้วข้าก็ไม่เห็นเขาจะมา เฮ้อ ก็คงมีแต่สหายและเจ้านายของพี่ชายข้าเท่านั้นแหละที่มา เพราะข้าเป็นคนสำคัญ ไม่เหมือนใครบางคน "

    หานหลันฮวาทำสีหน้าเย้ยหยัน ทำให้หญิงสาวนางน้ันได้แต่อ้ำอึ้ง นางเม้มปากแน่น รู้สึกคันปากอยากเถียงเหลือเกิน แต่เถียงไม่ออก

    ใช่! เหมือนว่าเมื่อวานนี้นางจะพูดเช่นนั้นจริงๆ

    แต่แม้จะรู้ แล้วอย่างไรเล่า ไม่รับเสียอย่าง ใครจะทำอะไรนางได้ 

    "ข้าก็แค่พูดเล่น คนเรายามตกทุกข์ได้ยาก ก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วไม่ถูกหรือ"

    หากเป็นไปได้ หานหลันฮวาไม่อยากช่วยสตรีปากมากผู้นี้จริงๆ

    สตรีน่ารำคาญตรงหน้าผู้นี้มีนามว่า อู๋ลู่ซือ ทำท่าสูงส่งอยู่ทั้งวัน และยังพร่ำเพ้อว่าประเดี๋ยวญาติผู้พี่ก็มาช่วย นอกจากนี้นางยังวางอำนาจบาตรใหญ่ ไม่รู้จักดูสถานการณ์ หรือเพราะถูกขังมาหลายวัน นางถึงได้บ้าน้ำลายพูดมากปานนั้น

    หานหลันฮวารู้สึกโชคร้ายยิ่งนัก เพราะนอกจากนางจะถูกคนร้ายลักพาตัวแล้ว นางยังต้องมาฟังผู้หญิงบ้าๆนี่พูดอวดความรักของญาติผู้พี่ที่มีต่อนางอยู่นั่นแล้ว ถ้าเขารักนางจริง เขาก็ควรมาช่วยนางแล้วไหม พอนางพูดไม่ถูกใจ อู๋ลู่ซือก็ทะเลาะกับนาง

    ดีจริงๆ ที่วันนี้มีคนมาช่วยเสียที นอกจากนางจะพ้นจากคุกบ้าๆนี่แล้ว นางยังจะพ้นจากสตรีบ้าๆ ที่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางอาณาจักรเสียที