หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 78

    “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกสิน พี่ก็แค่เล่าให้เราฟังเฉยๆนะ แต่อันที่จริงแล้ว เราเองก็มีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งล่ะนะ นั่นก็คือการเลี้ยงดูแลเด็กอีกคนที่เป็นผู้หญิงให้รอดปลอดภัย จนกว่าจะถึงวันนั้น ...และเด็กคนนั้นที่จะมาเกิดใหม่ ก็เป็นเด็กที่เกิดมาจากคนใกล้ชิดของสินอีกด้วย นั่นคือ โอ๊ต และดาว” เมื่อมาถึงตรงนี้ สินก็ตาเบิกกว้างในทันที เขาไม่คิดเลยว่าสองคนที่เขานั้นบังเอิญพบเจอที่กรุงเทพ สองคนนี้ที่เขาช่วยเหลือมาโดยตลอด จะเป็นบุคคลที่สำคัญระดับโลกขนาดนี้ และแน่นอนว่า มันมีอีกหลายเรื่องที่เขาจะต้องจัดการหลังจากที่คุยกับฌอน และหลงอันหลิวแล้ว เท่าที่สินจำได้ มันก็ค่อนข้างที่จะกินเวลานานพอสมควรเลยทีเดียวที่คุยในตอนนี้ ย้อนกลับมาปัจจุบัน ต้าหู่กุ่ยมองมายังสินที่กำลังเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรสักอย่างอยู่ เขาจึงเอ่ยทักไปในทันที“อาเข้าใจดีว่าเรามีภาระอันยิ่งใหญ่ .. แต่ถ้ามีอะไรก็บอกแก่อาบ้างก็ได้หลาน ตอนนี้หลานไม่ได้อยู่เพียงลำพังแล้วนะ” ต้าหู่กุ่ยเอ่ยออกมา เพราะเขารู้ดีว่าบุคคลที่สำคัญอย่างนั้นจะต้องรู้อะไรที่มันไม่สามารถเอ่ยกล่าวออกมาได้ แต่เขาก็อยากที่จะช่วย ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยสักเพียงไหนก็ตาม สินที่ได้ยินอย่างนั้น เขาก็ยิ้มออกมา ก่อนจะพูดขึ้นว่า“เรื่องที่ให้ช่วยน่ะมีแน่นอนครับ ไม่ต้องห่วง แต่ก่อนอื่น.. ผมจะต้องกลับประเทศไทยก่อน เพราะวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่สำคัญของโลกเลยก็ว่าได้” เขามองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ในขณะที่ต้าหู่กุ่ยเองก็ไม่เข้าใจว่ามันสำคัญยังไง กับอีแค่งานแต่งงานของลูกน้องสองคนของหลานสินเพียงเท่านั้น แต่ก็ต้องช่างมันเอาไว้ก่อน เมื่อถึงเวลา เขาก็จะรู้เองว่ามันเป็นยังไง จากนั้นพวกเขาก็เดินทางมาถึงสนามบินเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่สินจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยการเดินทางมันก็ออกจะสะดวกสบายไปสักหน่อย เพราะว่าสินได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวของตระกูลต้า พร้อมองครักษ์ประจำตัวอีกหลายคน คนของตระกูลต้าส่วนใหญ่นั้นทราบดีอยู่แล้ว ว่าสินเป็นตัวตนระดับไหน แต่ก็ไม่มีใครเลยในตระกูลที่เผยแพร่เรื่องราวนี้ออกไป ไม่นานเครื่องบินก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้ามุ่งตัวไปยังประเทศไทย           ในอีกด้านหนึ่ง นักแสดงสาวที่ได้ชื่อว่างดงามมากที่สุดในประเทศจีน จ้าวอิงฮวาได้กลับมาถึงคฤหาสน์ของสำนัก ก่อนที่จะเรียกให้จ้าวหลินหลิน น้องสาวผู้เป็นญาติพี่น้องเข้ามาพบกับนาง หากจะไล่เรียงจริงๆแล้ว หลินหลินนางน่าจะพอรู้อะไรบ้างจากคำพูดของเจ้าสำนักเต่าทมิฬ ไม่นานหลินหลินก็เดินเข้ามาพบกับนางตามที่เรียกพบ“ท่านพี่อิงฮวา ไม่ทราบว่าเรียกข้ามาดึกเช่นนี้มีเรื่องอะไรอย่างนั้นรึเจ้าค่ะ” อิงฮวามองไปทางเธออย่างพินิจคำนึง และเมื่อมองไปยังดวงตาของนางมันทำให้เธอรับรู้ได้ว่า ญาติผู้น้องคนนี้มีอะไรปิดบังเธออยู่ อิงฮวาจึงพิสูจน์โดยการเอ่ยถามในสิ่งที่นางอยากจะรู้ในทันที“เจ้ารู้จักกับท่านปัญญารุ่นที่สองคนนั้นซินะ” เธอจ้องมองไปยังดวงตาของหลินหลิน มันก็ไม่มีอาการใดๆเกิดขึ้นมาเลย แต่สีหน้าแววตานั้นกลับเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มแทน ก่อนที่หลินหลินจะเอ่ยออกมา“ว้าาาาา.. รู้แล้วรึเจ้าคะ ข้าอุตส่าห์ปิดเงียบเอาไว้แล้วเชียว...” หลินหลินเลือกที่จะเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมา เพราะเท่าที่รู้จากสินแฟนหนุ่มของเธอนั้น ว่าจะเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เพื่อทำอะไรบ้าง และทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามแผนที่ได้วางเอาไว้อย่างรวดเร็วที่สุด“เห้อออ.. แล้วทำไมเจ้าไม่บอกกับข้าเลยสักคำ.. ถึงข้าจะออกจากตระกูลมาอยู่สำนักหงส์เพลิงอย่างเต็มตัวก็เถอะ แต่เราก็ยังเป็นพี่น้องกันไม่ใช่รึ” โดยกฎที่มีมาอย่างมากมาย ถึงตัวเธอจะเป็นเจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ติดหนึ่งในสี่ของอาณาจักรลมปราณ แต่ด้วยที่อายุยังน้อยแล้วได้ขึ้นมาอยู่ระดับนี้ก็มีหลายคนที่สบประมาทเธอ รวมถึงตระกูลจ้าวอีกด้วยถึงแม้ว่าตระกูลจะต้องการอะไรจากเธอ เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากจะช่วย แต่เมื่อมาเป็นเจ้าสำนักแล้ว มันไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา แม้แต่เงินเพียงเล็กๆน้อยๆก็ไม่สามารถใช้หนี้แทนได้ในตอนที่ตระกูลมีปัญหา แต่เรื่องทั้งหมดนั้นก็ต้องขอบคุณน้องสาวคนนี้ ที่ทำให้ตระกูลจ้าวกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหนึ่ง “เรื่องนี้ท่านพี่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นความประสงค์ของท่านปัญญานะเจ้าคะ...แต่ด้วยแผนการอะไรสักอย่างของท่าน ทำให้ในเวลานี้ท่านจำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนของตัวเองแล้วเจ้าค่ะ” เธอก็ยังกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แต่มันไม่ใช่กับอิงฮวาที่ได้แต่ถอนหายใจออกมา ดีแล้วที่เธอเลือกที่จะเชื่อข้อมูลของตัวเอง ดีกว่าไปเชื่อเจ้าสำนักมังกรฟ้าคนปัจจุบัน ไม่อย่างนั้นสำนักเธอคงจะโดนหางเลขไปด้วย“ข้าเข้าใจ.. ว่าแต่ท่านปัญญาที่เรากำลังตามหาอยู่นั้น ใช่คนนี้หรือไม่.. เขาเป็นใครกัน.. อีกอย่าง ตามที่เจ้าบอกกับข้า ถึงแผนการของท่านนั้นมันคืออะไร มีอะไรให้สำนักหงส์เพลิงของเราช่วยเหลือหรือไม่” อิงฮวากล่าวออกมาอย่างลนๆ พร้อมกับยื่นรูปถ่ายของชายชุดสูทสีน้ำเงินให้กับหลินหลินดู เมื่อหลินหลินได้เห็นเธอก็พยักหน้าแล้วกล่าวออกมาว่า“ใช่แล้วล่ะเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านผู้นี้คือท่านปัญญาที่พี่กำลังตามหาอยู่ ... ข้าว่าท่านพี่คงจะตกใจเล็กน้อย เพราะว่าชายคนนี้คือ สินสมุทร คู่หมั้นของข้าเองเจ้าค่ะ” และแน่นอนว่าอิงฮวาถึงกับลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ประจำตัวของเธอในทันที“จริงรึ... ฮ่าๆๆ เจ้านี่ก็ไม่เบาเลยนะ.. นับว่าสวรรค์ช่างมีตาจริงๆ สำนักของเราจะได้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก... ข้าไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมจู่ๆบริษัทของตระกูลเราถึงได้มีนักลงทุน และเชฟมากมายต้องการทำงานกับบริษัท มันเป็นเพราะอย่างนี้เองซินะ... ฮ่าๆ” เธอหัวเราะให้กับโชคชะตาของหลายๆคน ที่อยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลินหลินหรือกับตัวเอง ก่อนที่เธอยื่นจดหมายปิดผนึกให้กับหลินหลินฉบับหนึ่ง“ข้ารู้อยู่แล้ว ว่าเจ้าจะต้องรู้จักท่านปัญญาอย่างแน่นอน... ข้าจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ให้กับท่าน ข้าขอวานเจ้าที... ได้ข่าวว่าท่านเดินทางออกจากประเทศไปแล้ว ในตอนแรกข้าก็ไม่ทราบเลยว่าท่านจะเดินทางไปที่แห่งใด แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว... ยังไงก็ฝากเจ้าจัดการเรื่องนี้ให้กับข้าด้วย สำนักของเราเป็นหนี้เจ้าแล้ว” จากนั้นอิงฮวาก็หัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งชีวิตของเธอ ไม่เคยพบเคยเจอเลยกับสิ่งที่เรียกว่าโลกมันกลมพรหมลิขิต จนได้เห็นมันกับตาถึงได้เชื่ออย่างนี้ พวกเธอสองคนคุยกันต่ออีกไม่นาน หลินหลินก็ต้องขอตัวเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่องบินของตระกูลจ้าวตามสินไปแสดงความยินดีกับพี่โอ๊ต และพี่ดาวในนามของบริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันกับพวกเขา และในฐานะส่วนตัวด้วย ไม่นานมากนัก เครื่องบินของตระกูลจ้าวก็บินขึ้นสู่น่านฟ้าไปอีกลำหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกยินดีกับพวกเขาเหล่านี้เลย ชายผู้นั่งอยู่ภายในห้องหนังสือ ชายผู้ที่ถูกประณามในงานสำคัญของตัวเอง ใช่แล้ว เขาคือ ‘เสี่ยวปอ’ ห้องที่ของใช้ต่างๆกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่“พวกแกทุกคน กล้าดูคนอย่างฉันนั้นเหรอ... ฉันจะไม่ยอมกลับไปเป็นไอ้เด็กข้างถนนอย่างนั้นอีก.. ฉันจะไม่ยอมให้ท่านแม่ต้องมาลำบากอย่างนั้นอีก... กูไม่ยอมหรอกเว้ย….” จากนั้นมือของชายหนุ่มก็ได้ปัดทุกๆอย่างที่อยู่บนโต๊ะลงมากับพื้นในทันที“พวกแกทั้งสองสำนักจำเอาไว้ให้ดีๆ ..ฉันเสี่ยวปอ ไม่เคยยอมใครเว้ยยย”
    error loadedแป๊ะซะปลานิลก็อร่อยน้าาา