ที่โรงเรียน
ไป่ฉีกำลังฟังเพื่อนในห้องพูดถึงเหตุฆาตกรรมหมู่ 500 ศพที่ผับ รวมถึงเรื่องที่ว่าศพทั้งหมดกลายเป็นผีดิบ ทำให้หลายคนกลัวกันมาก
“พ่อกับแม่ฉันยกเลิกไม่ให้ฉันไปเรียนพิเศษช่วงเย็นจนถึง 2 ทุ่มจนกว่าจะจับตัวต้นเหตุได้ น่ากลัวจริง ๆ” หัวหน้าห้องพูดขึ้น
“ฉันเองก็เหมือนกัน ถูกสั่งห้ามออกไปวิ่งออกกำลังกายตั้งแต่ช่วงเย็นเป็นต้นไปเลย พี่ต้ากวนเองก็บอกจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านหลัง 5 โมงเย็น” ต้าถงกล่าว
“ฉันยิ่งแล้วใหญ่เลย นี่พ่อจ้างหน่วยรักษาความปลอดภัยเฝ้าตลอดตั้งแต่ฉันกลับบ้าน ไปไหนก็มีแต่คนเดินตามเป็น 10 คน ถ้ามันเป็นผีดูดเลือดจริง แรงมันต้องเยอะกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว ขนาด 500 คนยังตายเรียบ จะจ้างคนแค่ไม่กี่ 10 มันจะปลอดภัยไหมเนี่ย” มู่ซื่อเฉิงบ่น
ไป่ฉีตอนนี้กำลังคิดดูว่ามีความเป็นไปได้รึเปล่าที่เบี้ยนฝู๋จะมาที่โลกนี้ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นจะมาในรูปแบบไหน เท่าที่เขาคิดได้คือมาแบบเขา โดยวิญญาณเข้าไปอยู่ในร่างของผู้ที่เพิ่งตาย อีกแบบคือสิ่งที่เขากลัว นั่นคือมาพร้อมกับกายเนื้อและพลังปราณเทียบเท่ากับตอนอยู่ต้าเซียน ถ้าเป็นแบบนั้นคงอันตรายมาก ๆ ลางสังหรณ์ของเขาช่างแม่นยำยิ่งนัก
ช่วงเย็น
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงไปที่ศูนย์ฝึกอบรมของ LSA โดยวันนี้ที่ท้ายรถของเมิ่งชิงชิงมีกระเป๋าใบใหญ่ 2-3 ใบอยู่ที่เบาะหลัง คงไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเป็นของที่เธอจะจัดไว้เพื่อมาอาศัยอยู่ที่ห้อง้ช่าของไป่ฉีชั่วคราว
“งั้นผมไปเข้าคลาสดนตรีก่อนนะครับ เดี๋ยวเสร็จแล้วเจอกันที่เดิม” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะแยกตัวออกไป
เมิ่งชิงชิงเดินไปที่แผนกธุรการเพื่อจัดการเรื่องเอกสาร แต่ตอนที่เธออยู่หัวมุมที่จะเลี้ยวไปยังฝ่ายธุรการ เธอก็ได้ยินเสียงเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองกำลังพูดอะไรสักอย่าง จึงยืนหลบเพื่อแอบฟังว่าซีโม่กำลังพูดอะไรเกี่ยวกับเธออยู่
“ปี่เซียน เธอพอจะรู้บ้างไหมว่าชิงชิงกำลังคบกับใครอยู่ ยัยนั่นเล่าให้เธอฟังบ้างไหม” ซีโม่ถาม
“เคยถามอยู่หรอก แต่ถามทีไรก็เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วก็จับที่ปิ่นปักผมนั่น ว่าแต่นายถามฉันหลายครั้งแล้วนะ” ปี่เซียนตอบ
“วันก่อนฉันเห็นยัยนั่นไปเลือกซื้อเสื้อผ้า กับกางเกงในผู้ชายที่ร้านเสื้อผ้าตอนเช้าน่ะ นี่หลงแฟนมากขนาดยอมโดนปอกลอกเลยงั้นเหรอ หมอนั่นคิดจะจับชิงชิงเป็นถุงเงินถุงทองของมันแน่ ๆ ยัยนั่นตั้งแต่ได้บรรจุเงินเดือนก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้วด้วย” ซีโม่กล่าว
“นี่นายไปสืบข้อมูลจากฝ่ายการเงินมาเลยเหรอ ฉันว่านายพอแค่นี้ดีกว่า ชิงชิงมีแฟนแล้ว นายอย่าไปยุ่งกับเธอมากนัก ผู้หญิงน่ะ ไม่ชอบให้ผู้ชายมาจุกจิกกับชีวิตของตัวเอง เหมือนที่ผู้ชายไม่ชอบให้ผู้หญิงมาจุกจิกกับตัวเองเหมือนกัน เดี๋ยวเกิดเธอหลบหน้าหรือไม่อยากมองหน้าขึ้นมา โอกาสของนายดับสนิทแน่” ปี่เซียนกล่าว
“ปี่เซียน เธอช่วยฉันได้ไหม” ซีโม่ดึงมือปี่เซียนไปจับ จ้องมองด้วยสายตาแห่งความหวัง
“ฉันช่วยนายได้แค่นี้ นายทำตามที่ฉันบอกจะดีกว่า ถ้ายังอยากมองหน้ากันติดน่ะ นายแค่ทำตัวเป็นเพื่อนสมัยเด็กเหมือนเดิม เดี๋ยวมีอะไรชิงชิงก็เล่าให้ฟังเอง ไม่ต้องมาถามจากฉันที่เพิ่งรู้จักชิงชิงได้ไม่นานแบบนี้” ปี่เซียนกล่าว
“งั้นเหรอ ขอบคุณนะ สำหรับคำแนะนำ” ซีโม่มีท่าทางผ่อนคลายลง
“อีกอย่างฉันไม่มีแฟน เรื่องรักไม่ต้องมาถามฉัน แต่ในฐานะผู้หญิงด้วยกันฉันเตือนนายในบางเรื่องได้” ปี่เซียนกล่าว
ซีโม่เดินจากไปและกำลังเดินมาทางที่เมิ่งชิงชิงกำลังแอบอยู่ เธอมองเห็นห้อง ๆ หนึ่งเปิดอยู่จึงได้เข้าไปแอบข้างใน เมื่อเสียงเดินของซีโม่ไกลออกไปจนไม่ได้ยินแล้ว เธอจึงเปิดประตูออกมา ก่อนจะเดินไปที่แผนกธุรการ
“อ้าวชิงชิง เอาเอกสารมายื่นเหรอ” ปี่เซียนถาม
“อื้อ” เมิ่งชิงชิงยื่นเอกสารสัญญาให้กับปี่เซียน
“เมื่อกี้ซีโม่เพิ่งเดินไป เธอเจอเขารึเปล่า” ปี่เซียนถาม
“อ...เอ่อ ไม่เจอนะ” เมิ่งชิงชิงมองไปทางอื่น
“หืม ไม่อยากเจอหน้าสินะ ก็นะเพื่อนสมัยเด็กที่ตอนนี้กลับมาสารภาพรักกับตัวเอง หลังจากที่ตัวเองมีแฟนไปแล้ว มันก็มองหน้ากันยากล่ะนะ” ปี่เซียนหรี่ตา เหมือนบอกเมิ่งชิงชิงว่าฉันจับโกหกเธอได้
“ก็มัน.....” เมิ่งชิงชิงก้มหน้า เธอไม่รู้จะเริ่มคุยกับซีโม่ยังไงดี ดังนั้นตอนนี้เลี่ยงจะเจอหน้ากันได้ก็เลี่ยงไว้ก่อน
“ทำเหมือนเมื่อก่อน นั่นคือสิ่งที่ฉันแนะนำ มันจะดีกับพวกเธอมากกว่า” ปี่เซียนกล่าว
“ขอบใจนะ” เมิ่งชิงชิงยิ้มให้ปี่เซียน
“ว่าแต่ทำไมวันก่อนถึงออกไปซื้อเสื้อผ้าให้แฟนเธอล่ะ เขากำลังจะปอกลอกเธอรึเปล่า” ปี่เซียนถามประเด็นนี้ขึ้นมาทันที
“เงินของเขาต่างหาก ไม่ใช่เงินของฉันซักหน่อย เขาให้เงินฉันมาก้อนนึงเพื่อให้ซื้อเสื้อผ้าให้ ส่วนที่เหลือจากซื้อของ เขาบอกว่าไม่ต้องคืน ฉันก็เลยหมั่นไส้เลือกเฉพาะเสื้อผ้าราคาถูก ๆ ให้ใส่น่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว ขณะที่ปี่เซียนหน้าเหวอกับความงกของเพื่อนสาวของเธอ
“พอจะแนะนำให้รู้จักบ้างได้ไหม อยากเห็นหน้าว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร” ปี่เซียนกล่าว
“คนในวงการน่ะ ฉันเลยบอกเธอไม่ได้ไง หวังว่าเธอคงเข้าใจนะ” เมิ่งชิงชิงตัดบททันที
“เข้าใจล่ะ อ่ะนี่เอกสารเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการต่อเอง” ปี่เซียนยื่นเอกสารอีกชุดนึงให้กับเมิ่งชิงชิง
“ไปก่อนนะ” เมิ่งชิงชิงเดินจากไปเพื่อไปนั่งจิบกาแฟที่โรงอาหาร ส่วนปี่เซียนกดเบอร์เพื่อโทรหาซีโม่ ใช้เวลาไม่นานซีโม่ก็รับสายเธอ
“ซีโม่ นายไม่ต้องกังวัลนะ ชิงชิงไม่ได้ถูกปอกลอกหรอก ฉันถามมาแล้ว เงินที่ไปซื้อเสื้อพวกนั้นก็เป็นของแฟนชิงชิง อีกอย่างดูเหมือนแฟนของเธอจะเป็นคนในวงการน่ะ ฉันยังไม่สนิทพอที่จะถามลึกกว่านั้น ที่เหลือนายจัดการเอาเองละกัน” ปี่เซียนไม่รอให้อีกฝ่ายถามเพิ่ม เธอกดตัดสายทันที แม้ซีโม่จะโทรมาอีกหลายครั้ง แต่เธอก็ไม่รับสาย เพราะเธอกำลังสับสนว่าทำไมเธอต้องช่วยซีโม่ด้วย นี่มันเหมือนการหักหลังชิงชิงชัด ๆ
หลังเลิกคลาส
ไป่ฉีลงมาหาเมิ่งชิงชิง และเมิ่งชิงชิงก็ขับรถไปที่อะพาร์ตเมนต์ของไป่ฉี ที่นี่มีที่จอดรอดอยู่บ้างเลยไม่มีปัญหาอะไร ไป่ฉีขนของทั้งหมดเข้าไปในห้อง ซึ่งพ่อกับแม่ของเขารออยู่แล้ว
“ขอรบกวนด้วยนะคะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“โอ้ หนูชิงชิงมาแล้ว มานี่มานั่งกะแม่ก่อน เดี๋ยวเรื่องใช้แรงงานให้ไป่ฉีกับพ่อเขาจัดการไป” ไป่เหลียนฮวารีบพาเมิ่งชิงชิงมานั่ง
“คุณน้าจะให้หนูนอนตรงไหนดีคะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“น้า เน้อ อะไรกัน เรียกแม่สิชิงชิง” ไป่เหลียนฮวากล่าว เมิ่งชิงชิงมีท่าทางเขินอายก่อนจะพูดขึ้นมา
“ค่ะ คุณแม่” บนใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มเล็กน้อย
“พี่ชิงชิง ตู้เสื้อผ้าแบ่งกับผมคนละครึ่งไปก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“อื้อ ไม่มีปัญหาหรอก ว่าแต่เดี๋ยวค่อยกลับมาจัดละกัน ไปหาปู่เมิ่งเจี่ยก่อน แล้วเอาเสื้อที่นายใส่ไม่ได้ไปด้วย” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ครับ” ไป่ฉีบอกลาพ่อกับแม่เพื่อไปยังสตูดิโอของเมิ่งเจี่ย พวกท่านบอกให้ทั้ง 2 คนระวังตัวกันด้วย เพราะข่าวเรื่องผีดูดเลือดที่ออกทีวีในตอนเช้า
สตูดิโอเทียนซานของเมิ่งเจี่ย
ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินเข้ามาในสตูดิโอของเมิ่งเจี่ย ทางเดินประกอบไปด้วยเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป เมิ่งชิงชิงเดินไปซ้ายที ขวาที เพราะเธอชื่นชอบเสื้อผ้าของปู่เมิ่งเจี่ยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว
เมื่อถึงสุดทางเดิน ไป่ฉีเปิดประตูเข้าไปถึงกับผงะ เพราะสภาพของทีมงานที่อยู่ตัดเสื้อให้เขาแบบหามรุ่งหามค่ำตอนนี้นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น เส้นผมยุ่งเหยิง แต่มีเพียงคนเดียวที่นั่งจิบชาอย่างสบายใจ
“สวัสดีครับ ปู่เมิ่งเจี่ย” ไป่ฉีกล่าว
“สวัสดีค่ะ ปู่เจี่ย” เมิ่งชิงชิงกล่าวทักทายต่อจากไป่ฉี
“สวัสดีทั้ง 2 คน ไป่ฉีทำเหมือนเดิมเลยนะ” เมิ่งเจี่ยกล่าว ไป่ฉีพยักหน้าก่อนจะเดินไปห้องแต่งตัว ทำให้เมิ่งชิงชิงได้อยู่กับเมิ่งเจี่ย 2 คน จะว่าสองคนก็ไม่ถูก ยังมีเหล่าทีมงานที่นอนหมดสภาพไม่ได้สติจากการทำงานติดต่อกันกว่า 24 ชั่วโมง
“สรุปว่าตัดสินใจคบกันแล้วสินะ” เมิ่งเจี่ยถามขึ้น
“ค่ะ แต่ว่าเรื่องแต่งงานคงต้องดูกันอีกนานน่ะค่ะ” เมิ่งชิงชิงตอบ
“พ่อแม่เธอรู้เรื่องนี้รึยัง” เมิ่งเจี่ยถาม
“ยังคะ ถ้ารู้ละก็ ไม่รู้ไป่ฉีจะโดนอะไรบ้าง” เมิ่งชิงชิงเองก็กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เหมือนกัน เธอไม่ค่อยได้เจอพ่อแม่ ดังนั้นเรื่องนิสัยใจคอของทางนั้นเธอแทบไม่รู้เลย ทั้ง 2 คนเป็นนักธุรกิจทั้งคู่ ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใช่เพราะปู่เมิ่งตงออกหน้าให้ เธอคงถูกบังคับให้หมั้นกับลูกชายของเศรษฐีในเมืองหลวงไปแล้ว
“เมิ่งตงช่วยเรื่องนี้ไม่ได้ คงมีแต่ต้องให้ไป่ฉีพิสูจน์ตัวเองเท่านั้น” เมิ่งเจี่ยกล่าว
ไป่ฉีเดินออกมาเข้าประจำที่ให้ช่างภาพที่เมิ่งเจี่ยจ้างมาทำการถ่ายภาพเหมือนคราวก่อน
เมิ่งเจี่ยคอยสังเกตเมิ่งชิงชิงเป็นระยะ ๆ เขาพบว่าเมิ่งชิงชิงน่าจะเป็นผู้จัดการที่ดีได้ ดูจากที่เธอใส่ใจดูการทำงานของไป่ฉี ไม่ใช่ไม่เชื่อใจ แต่ให้กำลังใจและหาจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขต่างหาก เพราะเจ้าตัวที่อยู่หน้างานจะไม่มีทางเห็นความผิดพลาดของตัวเองในบางจุดแน่ ๆ
การถ่ายภาพสิ้นสุดลง ไป่ฉีเข้าไปเปลี่ยนเสื้อ และเดินออกมาหาเมิ่งชิงชิง เขาหยิบเอาสมุดโน๊ตเล่มเล็กที่เขาพกมาด้วยยื่นให้กับเมิ่งเจี่ย
“นี่คือ.....” เมิ่งเจี่ยมองไป่ฉีแล้วถาม
“เปิดดูก็จะรู้เองครับ ไม่รู้ว่าใช้ได้หรือเปล่า แต่ถ้าปู่จะกรุณาตัดให้ตามแบบในนี้ เท่าไหร่ผมจะจ่ายให้ครับ” ไป่ฉีกล่าว
เมิ่งเจี่ยเปิดสมุดโน๊ตเล่มเล็กออกดู ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น การออกแบบโดยใช้ผ้าลายโบราณก็จริง แต่ดีไซน์กลับดูทันสมัยเป็นเอกลักษณ์ เมิ่งเจี่ยตื่นเต้นมาก เขาหาข้อติไม่ได้เลย ทั้งยังประทับใจกับแบบเสื้อผ้าพวกนี้เอามาก ๆ
“นี่เธอ ออกแบบเองเหรอ” เมิ่งเจี่ยถาม
“ครับ ผมออกแบบตอนที่มีแรงบันดาลใจน่ะครับ ใช้ได้รึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม
“ยิ่งกว่าใช้ได้ซะอีก ไป่ฉี เธอจะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะให้ชุดเหล่านี้มาร่วมในแฟชั่นโชว์ของฉัน” เมิ่งเจี่ยกล่าว
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา แต่ผมอยากเดินเปิดเวทีหรือปิดเวทีเหมือนกันครับ จะเป็นเกียรติมากถ้าปู่จะให้โอกาสผม” ไป่ฉีกล่าว
“เจ้าเด็กนี่ ฉันให้เธอเดินแน่ ขอเพียงผ่านงานนิตยสารอีกสัก 2 เล่ม บวกกับเธอต้องมาลองมาเดินโดยสวมชุดต่าง ๆ ให้ฉันดูก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจ” เมิ่งเจี่ยพูดเงื่อนไขที่เขาบอกไป่ฉีไปก่อนหน้านี้
“ได้ครับ” ไป่ฉีกล่าว
จากนั้นไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงที่กำลังนั่งรถกลับบ้านพร้อมเสื้อผ้าใหม่ของไป่ฉี พ่วงด้วยเสื้อที่เมิ่งเจี่ยมอบให้เมิ่งชิงชิงอีก 1 ชุดทำให้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ แต่ระหว่างนั้นก็มีสิ่งหนึ่งพุ่งตัดหน้ารถของเมิ่งชิงชิง ไป่ฉีไม่รอช้า เขาใช้พลังปราณหุ้มส่วนหน้ารถไว้ได้ทัน ทำให้รถไร้รอยขีดข่วน
“ไป่ฉี ฉันชนคนล่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว เธอมองไปที่กระจกหลังเห็นคนนอนคว่ำหน้ากับพื้นอยู่ และเตรียมตัวจะลงไปดู แต่ไป่ฉีกลับคว้าตัวเธอเอาไว้
“คนที่ไหนจะมาอยู่แถวนี้ ผมว่ามันแปลก ๆ นะ” ไป่ฉีเตือนเมิ่งชิงชิง ทำให้เธอนึกถึงเรื่องผีดูดเลือดขึ้นมาได้
สายตาของเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีจ้องไปที่ร่างของชายที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นถนน ก่อนที่ชายคนนั้นจะลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ หันหน้ามาหารถที่เมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีนั่งอยู่
ดวงตาของชายคนนี้เป็นสีแดงเลือด ปากที่อ้าออกเผยให้เห็นเขี้ยวโค้งยาว พร้อมกับร่างที่พุ่งตรงมายังรถด้วยความเร็วสูง
“พี่ชิงชิงรออยู่ในรถนะครับ ห้ามลงมาเด็ดขาด” ไป่ฉีปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วลงไปจากรถ ก่อนจะปิดประตูและวาดอักขระลมปราณกำกับไว้ที่รถ ทำให้เมิ่งชิงชิงไม่สามารถเปิดประตูรถตามออกมาได้
“อ๊ะ ทำไมเปิดไม่ออกล่ะ ไป่ฉี ตาบ้า กลับขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้นะ” เมิ่งชิงชิงตะโกนออกมาจากในรถ เธอเห็นไป่ฉีกำลังยืนตั้งท่าเตรียมสู้กับชายที่น่าจะถูกเรียกว่าเป็นศพที่กลายเป็นผีดูดเลือด