สุดท้ายปลายฝันที่วางไว้ ก็ไปไม่ถึงฝั่งเส้นทางสมหวัง
สืบเนื่องมาจากความบาดหมาง พาลก่อให้สัมพันธภาพจบสิ้น
แรกตกลงคงอยู่ได้ยืด ถ้าไม่มีทารกเกิดขึ้นมา
อริยะทายาทอสูร ตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์พลิกผัน
อชาตะแน่วแน่ไม่สนใจต่ออันใดอีกแล้ว เพราะดั่งโดนสาปจากเบื้องบน
ให้ต้องมาทนต่อความไม่ทัดเทียน บทเรียนทดสอบตน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ภูมิไหนก็หาสิ่งเสมอภาคยากเหลือเกิน
สวรรค์เล่นตลกนรกลงทัณฑ์ อสูรอย่างมันคงเจอกับความกดดันทุกภพ
ตกลงมาโลกมนุษย์ ยังต้องพบพานผู้มีพระคุณชุบดวงวิญญาณ
นับถือเทพเทวาเป็นยึดมั่น ไฉนกันต้องมาคบหาอสูรกายต้อยต่ำ
จึงเป็นที่มาของความเสียเปรียบด้านภาพลักษณ์
ตระหนักแล้ว ล้วนยกย่องที่หน้าตาด่านนอก
ยอดชฎาที่สวมใส่ บ่งบอกลักษณะค่านิยม ซึ่งฉาบฉวย
ตกผลึกถ่องแท้ในสัจธรรม ถ้าหากไม่ใช้วิจารณญาณ
มักจะตัดสินตรงเปลือกหุ้ม มวลเทวดากับอสูรยังแบ่งแยกชนชั้น
โลกาวิสัยใยไม่พัฒนา ทั้งที่มาขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงเมตตามาจุติเผยแพร่หลักประพฤติ ให้สอดคล้องต่อรูปแบบสังคม
นึกแล้วสลดน้อยใจในอนาคตของตน อชาตะหยิบเล่มหนังสือมาเพ่งจ้องนั่งมองนาน
ทั้งรู้ว่าชะตาต้องให้มังคลากำกับ อริยะบุตรถึงอยู่รอด
ติดตรงเคยทรยศเข้ากับพวกจามรเทวี เลยพึงสำเหนียกที่จะทำตามความประสงค์
อันแจ้งกับตนสิ่งของแลกเปลี่ยน คือคัมภีร์ปีศาจ
สายลมโกรกนอกตำหนัก ยามราตรีข้างแรมตามคำนัดหมาย
คราวได้เวลาเสด็จด้วยพระองค์เอง อชาตะพาร่างเลอสรวงขึ้นขบวนหาม
มุ่งยังหนทางสู่เทวาลัย แหล่งบูชาของนักบวชสัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์
...ช่องเล็กช่องน้อยคอยสังเกต กว่าจะได้ยืนในตำแหน่งมเหสี
ตัวจามรเทวีไม่อาศัยดวงพาวาสนานำ พระนางรับคำบัญชาบิดา
โดยเจตนาขยับขยายอาณาเขต พื้นที่เมืองขึ้น
แผ่นดินกว้างขวาง ผู้คนยังห่างไกลความเจริญ ย่อมปกครองง่าย
ถ้าคิดเช่นนั้น ทิศอีสานจึงเป็นเป้าหมายให้อยากครอบครอง
“อย่าให้ไผรอดมาได่จักคน”
คำพระนางสั่งการผ่านชู้ท้าวรณชัย ที่ต่อนี้ไปจะขึ้นเป็นใหญ่ซะที
มีจามรเทวีสนับสนุน จึงวางแผนอุกอาจคาดไม่ถึง
หมอกเมฆบังเดือนเสี้ยว ท้องฟ้าหม่นดุจอาเพศซึ่งจะเกิดขึ้นภายในค่ำคืน
ท้าวรณชัยกระชับขมวดปมผ้าขาวม้า เหน็บดาบข้างเอว
บักสากบ่าวประจำ เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ
งานนี้ไม่จำเป็นมีคนรู้ให้มาก การปฏิบัติต้องรัดกุม
แค่ท้าวรณชัยกับบักสากก็พอ เพียงรอโอกาสเท่านั้น
...อชาตะก้าวลงจากวอ ขบวนหามหยุดตรงด้านหน้าเทวาลัย
“ถ่าอยู่นี่หละ พวกสู”
ตรัสให้ทุกคนรออยู่ตรงนี้ ก่อนเดินเข้าไปภายใน
ด่านทดสอบจนกว่าจะพอใจได้เริ่มขึ้น เมื่อองค์เลอสรวงปรากฏตัว
มังคลาไม่เคยลืม ว่าอชาตะกลัวแหวนอีกด้วยนอกจากแสงแดด
แต่แหวนติดนิ้วเจ้าเด็กนั่นไป เลยต้องใช้วิธีตลบหลังกับอสูร
บีบให้นำคัมภีร์ปีศาจมาถึงถิ่นพำนักตน สำหรับแลกกับชีวิตทารก
ตรรกะซึ่งอชาตะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะเป็นวายร้ายแต่ก็รักลูก
“กูคึดว่า มึงสิบ่กล้ามา”
ถ้อยสนทนาไม่ให้เกียรติสักน้อย เนื่องรู้ธาตุแท้ตัวตน
ชะงักนิ่ง อชาตะหันไปทางเสียงทัก ที่นั่งบนอาสน์ศิลา
“จังได๋ กะเว้ามาโลด”
ท่ามกลางหมู่พราหมณ์ อชาตะพูดต่อหน้ามังคลา
“เอาหนังสือมาวางม่องนี่”
เป็นทีของตน มังคลาสั่งด้วยวาจาแฝงอำนาจ
ห่อผ้าทารกดิ้น ผีบักโผนชวนเล่นหยอกล้อให้ยิ้มหัว
พลันถูกฉวยเมื่อว่างของลง อชาตะคว้ามาแนบอก
มองใบหน้าเดียงสา สิ่งมีชีวิตบริสุทธิ์จนยอมแก่มังคลา
“กูชังหลาย ถืกมึงต้มตั๋ว”
คำกล่าวจากปากมังคลา เผยพูดในการที่อชาตะย้ายฝั่งยังไม่พอ
ขั้นปดมดเท็จช่วยกันโกหกเรื่องเพศทารกปิดบังไว้
“ควมว่าหวงแหน สายเลือดของกู”
อสูรโต้เถียงคืนบ้าง ในแง่มุมตนซึ่งค้านจากใจ
ใยต้องฆ่าเด็กจะหญิงหรือชาย ก็ควรมีสิทธิ์ใช้ชีวิตต่อไป
“ทางกูบ่ได่ มึงกะฮู้ มันสิขวงกูเป็นใหญ่”
ด้านมังคลาต่อว่าตัวปัญหา หากขืนปล่อยให้มีลมหายใจ
ยากจะขึ้นครองบัลลังก์ จึงต้องกำจัดตัดหนทางอุปสรรค
“แล้วเฮืองของเฮา สิเอาจังได๋”
หมดความอดทน อชาตะถามถึงตรงนี้เพราะสาเหตุที่เกิดขึ้น
แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคงไปต่อด้วยกันไม่ได้ ประเด็นขีดสุดจุดบรรจงมีรอยร้าว
สร้างความบาดหมาง ประมาณประสานยากเกินเยี่ยวยา
“ตราบได๋ยังอยู่ในร่างพระราชา หวังว่ามึงสิเป็นประโยชน์”
ไตร่ตรองมาดีแต่มีข้อแม้ มังคลาดึงอสูรมาอยู่ในการปกครองของตนจนได้
“มื้ออื่นเซ่า แต่งสารตรา ตั้งให้กูเป็นผู้สืบทอดต่อจากมึง”
มาถึงขั้นนี้มังคลา บอกความประสงค์ตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
ความรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที อชาตะจึงเห็นเป็นทางออก
“ได่ ซั่นหน่ะ”
ไม่ลังเลรีบตอบ จะได้จบ ๆ ไม่ต้องแบกหน้าที่
หมดภาระในนามราชาของอาณาจักร ยกมอบใส่บ่ามังคลารับช่วงโดยดี
...อีกฟากแอบฟังสนทนา บักสากกับท้าวรณชัยหลบหลังม่านฉากมุมมืด
รับรู้การเจรจา คราต้องลงมือยุติเส้นทางอันมุ่งสู่อำนาจ
ซึ่งขัดแย้งแตกต่างอุดมการณ์ของจามรเทวี
“เอาแมะมึง”
ท้าวรณชัยคาดปิดหน้ามิดชิด ผลักดันสัญญาณให้ฆาตกรรม
ลำแท่งเทียนเท่านิ้วก้อย โดนกระแสลมโชยพัดเป่าล้ม
เปลวเพลิงไหม้ชายผ้า อัคคีได้เชื้อไล่ลามอย่างรวดเร็ว
ฝีมือบักสากฝากไว้ข้างหลัง มันวิ่งมุดออกมาจากเทวาลัย
ส่วนท้าวรณชัยลอบปิดบานประตู ขังรวมหมู่ให้ตายในกองไฟ
...“ฮ่ะ ๆ ๆ สาใจกูคัก”
จามรเทวีหัวเราะออกมา พอท้าวรณชัยพูดถึงอุบัติเหตุไฟไหม้เทวาลัย
วอดวายไม่หลงเหลือใคร แม้กระทั่งองค์เลอสรวงทรงเสด็จไปในนั้นด้วย
กรณีนัดคุยกับมังคลา ปุโรหิตขณะจะผันตนขึ้นนั่งแท่นแทนราชา
บุญวาสนาไม่ถึง จึงเกิดเภทภัยกับตัวเสียก่อน
กลายเป็นข่าวเศร้าเล่าลือครึกโครม มีผลต่อสถาบัน
อานุภาพพระเพลิงได้ทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ธรรมเนียมเร่งด่วนตั้งผู้สำเร็จราชการ ทั้งนี้มติมาตกที่องค์มเหสีจามรเทวี
ตามบัญญัติโองการ ราชธานีจำเป็นผลัดใบคณะบริหาร
กลุ่มนักบวชถูกสังคมตัดสิน นัยยะเสมือนก่อกบฏในเหตุการณ์
...ความวุ่นวายภายใน พลอยทำให้สำลักควัน ทารกน้อยทุรนทุราย
อชาตะปกป้องบุตรดุจของล้ำค่า ถลาวิ่งตะกายฝ่าพายุไฟร้อน
พยายามเรียกคนยังด้านนอก ไม่ต่างกับมังคลาช่วยกันจะพังประตู
ทุกคนกรูวิ่งหนีตายกันโกลาหล เพื่อรอดจากบริเวณ
“มาทางพี้!”
เหมือนเป็นการเตรียมมาฆ่า ลักษณะอำพรางคดี
บานประตูลั่นขัดกลอนแน่นหนา มังคลารู้มีทางออกอีกแห่ง
กวักมือเรียกองค์เลอสรวง ที่อุ้มกระเตงทารกในอ้อมแขน
อชาตะเนื้อตัวพุพองมอมแมม ใช้บังคุ้มครองลูกน้อย
คานไม้ฉลุโดนไฟเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ผนังศิลาแลงพังราบกองพะเนิน
เสาค้ำวิหารหักโค่น ล้มระนาวจนปิดทางทุกช่อง
สภาพมังคลาบาดแผลเต็ม ผ้าขาวที่ห่มขาดรุ่ย เหม็นกลิ่นเนื้อถูกไฟครอก
“โอ๊ย!”
จังหวะอชาตะสะดุดล้ม หนำซ้ำเสาวิหารโค่นถล่ม
แท่งหินมหึมาพาดกลางลำตัว กดตรึงไว้ขยับไปไหนไม่ได้
เสียงทารกกรีดร้องไห้ผวา ยิ่งสูดหมอกควันเข้าปอด
จวนหายใจไม่ออก ช่วงอชาตะหมดทางเลือก
“ขอสา กูสิเลี้ยงมันให้เอง”
คำของมังคลา ดูท่าคงไม่รอดกับกายซึ่งรับน้ำหนักทับถม
เอ่ยขอกับอชาตะในคราบองค์ราชา ที่ดิ้นรนจากความทรมาน
เวลามีไม่มาก อชาตะส่งความหวังต่อให้มังคลา
“กูฝากแหน่เด้อ”
ภาพสุดท้ายแลตามจนลับตา อชาตะจึงปลงคิดชีวิตมีเท่านี้
ตายไปไม่สามารถเอาสิ่งใดติดตัว ยศฐาบรรดาศักดิ์ ของรักของหวงก็ตาม
กระจ่างแล้วกับความผยองพองขน ช่วยอะไรไม่ได้เลย นอกจากความดีสร้างสม
หมดวาระชดใช้ในโลกมนุษย์ อชาตะสิ้นใจตรงนั้น
ทั้งคัมภีร์ปีศาจโดนไฟเผา ลบคำสาปคลายรัด
วิถีอิสระปลดปล่อยพันธนาการ มลายกลายเป็นเศษธุลี
...หอบสังขารเกือบตายในเทวาลัย มังคลาฝืนทนเจ็บปวด
ควบม้าถึงคุ้มเรือน บักโผนเตลิดตั้งแต่ไฟลุกท่วม
มันหายหัวก่อนเพื่อน พอนึกได้ใจหายชะเง้อมองต้นทาง
“อีพ่อ เจ่าเป็นจังได๋”
เสนอหน้าถามไถ่ ทั้งที่มันเป็นผีคงไม่มีทางตายซ้ำสอง
“มึงกะเห็น กูยัง ๆ อยู่”
ความขวัญหนีดีฝ่อไม่มีใครเกินมัน มังคลาพอจะเข้าใจเด็กผี
“ข่อยสิไปเอิ้นบ่าวมาให้เด้อ อีพ่อ”
บักโผนประจบประแจง เนื่องรู้สึกผิดที่ทิ้งให้พ่อมันเผชิญชะตากรรมลำพัง
“บ่ต้อง ให้พวกมันคึดว่ากูตายไปแล้ว”
ห้ามไว้ในเหตุผลบางอย่าง รีบเก็บข้าวของสำคัญนำติดตัว มังคลาปลีกขึ้นมาอีกครั้ง
ข่าวร้ายแพร่สะพัด องค์กษัตริย์สวรรนคตอย่างสยดสยอง
ติดในซากเทวาลัยปรักหักพัง ร่างเกรียมดำเป็นต่อตะโก
บุคคลส่วนใหญ่ตายทั้งหมด จึงไม่เหลือพยานใดให้สอบสวน
...ม้าขี่มาหยุดใต้ต้นไม้ จวนเจียนตะวันโพล้เพล้
พอตื่นมาอีกรอบ ทารกก็แหกปากร้องระงมเพราะหิวจัด
“แง๊ ๆ ๆ”
ผีบักโผนตั้งตนเป็นพี่ชาย มันปลอบประโลม
“โอ้ ๆ เซาไห้สา บักน้องหล่า”
นั่งพักเหนื่อย มังคลาวางห่อผ้าข้าง ๆ หันมาส่งเสียงปรามรำคาญเสียงเด็กร้อง
“กูหนวกหู! มึงเบิ่งน้องจังได๋ บักโผน”
กลับต่อว่ากุมารทองที่เลี้ยงน้องไม่ดี ปล่อยให้ร้องงอแง
“ทรงสิหิวนมตั๊วพ่อ”
ตลอดทั้งวัน ที่มันแอบดูในตำหนัก ตอนถูกใช้สอยให้เข้าไปสืบหาความจริง
เห็นกับตา ยามได้กินนมหลังจากนั้นเด็กน้อยหลับสบาย
“กูสิไปหามาแต่ไสหล่ะ บาดหนิ”
กลางป่ากลางเขา มังคลาจนปัญญากับเรื่องนี้
“บ่ยาก ๆ ข่อยกะมี”
ถลกเสื้อขึ้นเปิดให้เห็นตุ่มหัวนม ร่างตุ้ยนุ้ยของมันมีก้อนเนื้อย้วยโผล่กระจุ๋มกะจิ๋ม
คงนึกใช้แทนกันได้ บักโผนอาสาให้นมน้อง
“บักห่ามึง มันบ่คึกัน”
แทบจะอดขำกับท่าทางมันปรารถนาดี ติดที่ต่างกันกับของจริง
“เอ้า แล้วสิเฮ็ดจังได๋ น้องกะไห้วะซั่น”
ต้องทำอะไรสักอย่าง มังคลาเอาทารกมานั่งตัก
“หม่ำ ๆ ๆ”
มือน้อยความหมับจับเอานิ้วมาดูด หยุดร้องไห้ตั้งใจใช้เขี้ยวขบ
“เอ๊อะ!”
ลั่นอุทานดึงนิ้วกลับ มังคลามีเลือดซึมบริเวณที่โดนกัด
“แง๊ ๆ ๆ”
กำลังเคลิ้มทารกเพิ่มเสียงดังขึ้นอีก เพราะถูกขัดใจ
“ฮ่วย มันได่พ่อของมันตั๊ว บักหนิ”
สัญชาตญาณมังคลาแน่ชัด ลูกอสูรสันดานกินเลือดเป็นอาหาร
คล้ายกับอชาตะผู้บิดา จึงสอดนิ้วเข้าปากใหม่ ให้เด็กได้อิ่มท้องไปก่อนในตอนนี้.