อูหลินเฟิง ที่นั่งอยู่บนนกสีขาวขนาดมหึมาได้พยายามสังเกตถึงวิธีการใช้พลังของวิหคตัวนี้ มันใช้ความเร็วของปราณแสงและปราณวายุประสานกัน วิหคตัวนี้ยังใช้หลักการทำงานของพลังในร่างกายคล้ายๆ กับศรของตระกูลกวน คือยิ่งเคลื่อนที่ไวเท่าไหร่จะดูดซับกระแสลมเข้ามาในร่างกายมากเท่านั้น ในขณะที่บินความเร็วยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใช้ลมปราณน้อยที่สุดแต่สามารถเร่งความเร็วได้มากที่สุดโดยอาศัยลมปราณจากธรรมชาติ ในครั้งแรกที่เดินทางมาอาจารย์ของเขาไม่ได้ใช้ความเร็วในระดับนี้แต่ใช้ความเร็วคงที่ค่อยๆ เดินทาง ภูตวิหคขาวที่รับรู้ความเร่งรีบของอูหลินเฟิงได้ใช้ความเร็วสูงสุดของตัวเอง เพียงสองวันจากแดนใต้ของทวีปปราณฟ้า กลับสู่แดนเหนือของทวีปปราณฟ้าอีกครั้ง ตรงไปยังที่ตั้งของตระกูลอู
“เฟิงเอ๋อร์ เหตุใดจึงกลับมาเร็วนัก” อูไต้หรง ที่เห็นบุตรชายของตนกลับมาจึงได้ถาม
“ท่านพ่อ ข้ามีเหตุให้เชื่อว่าในวันที่ตรงกับวันจัดงานเทศกาลโคมไฟของเมืองจรัสแสง มีความเป็นไปได้อย่างมากที่ตระกูลของเราจะโดนโจมตีอีกครั้ง กลับมาครั้งนี้ข้าจะสร้างค่ายกลเพื่อมอบให้ท่าน อย่างน้อยข้าคิดว่าค่ายกลที่ข้าสร้างในครั้งนี้ต่อให้เป็นชนชั้นราชันข้าก็สามารถที่จะทำร้ายมันได้อย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าว
“พวกเซวียนเยวี๋ยนอีกแล้วอย่างนั้นหรือ” อูไต้หรงกล่าวออกมาอย่างโมโห พวกมันช่างไม่รู้จักเจียมตัวพ่ายแพ้แล้วยังคิดจะโจมตีไม่หยุดอีก
“อาจใช่หรือไม่ก็ได้ แต่ข้าคิดว่ากองกำลังคราวนี้จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าคราวที่แล้ว แต่ครั้งนี้ข้าไม่อาจอยู่ช่วยที่นี่ได้ เพราะว่ามีความเป็นไปได้เช่นกันที่มันจะโจมตีตระกูลโอวหยางในวันเดียวกัน” อูหลินเฟิงกล่าว
“พวกมันถึงกลับกล้าโจมตีตระกูลโอวหยางโดยตรงแล้วงั้นหรือ” อูไต้หรงกล่าว แม้จะรับรู้ตั้งแต่แรกว่าตระกูลที่โดนหมายหัวคือตระกูลโอวหยางแต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้
“ขอรับข้าคิดว่าพวกมันคงไม่กลัวโดนจับได้แล้ว ท่านพ่อข้าขอตัวไปสร้างค่ายกลก่อน ครั้งนี้ข้าต้องรีบสร้างให้เสร็จโดยไวที่สุด เพราะข้าต้องรีบไปเมืองจรัสแสง” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับแยกตัวไปสร้างค่ายกลในทันที โชคดีที่รูปแบบค่ายกลที่เขาเคยสร้างยังคงอยู่เพียงแค่นำพลังของดอกปทุมปรโลก และพลังปราณมรณะของเสี่ยวหยุน มาเสริมกำลังก็สามารถใช้ออกได้ทันที แต่ในครั้งนี้เขาได้เสริมกำลังด้วยพิษสลายปราณของเสี่ยวปิน ที่เพิ่งเลื่อนระดับมาเป็นจอมอสูรใส่ลงไปด้วย การทำแบบนี้เท่ากับว่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดสองตัวจะไม่ได้เข้าร่วมสนามรบที่ตระกูลโอวหยางกับเขา เพราะต้องอยู่ที่ตระกูลอูเพื่อทำให้ค่ายกลค่ายกลปราณมรณะวิญญาณอาฆาตทำงานต่อไปได้ แต่อย่างน้อยด้วยค่ายกลที่ประสานไว้ด้วยสุดยอดพลังสามแบบ คราวนี้ต่อให้มีชนชั้นราชันถึงสองหรือสามคนบุกมาก็ต้องสามารถหยุดยั้งได้อย่างแน่นอน
..
" ท่านพ่อ ท่านไม่คิดจะหนีจริงๆ ใช่หรือไม่" อูหลินเฟิงกล่าวถาม หลังจากที่เขาได้เสริมค่ายกลเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาได้เสนอแผนการหลบหนีเพื่อความปลอดภัยของตระกูลให้กับบิดา จากนั้นได้บอกถึงเรื่องราวว่าผู้ที่โจมตีอาจจะเป็น ราชวงศ์ราชันโลหิต แดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือรอดจากอดีต
" หากผู้ที่มาโจมตีครั้งนี้ เป็นทายาทของราชวงศ์ราชันโลหิตจริง เราจะไม่หนี ตระกูลอูของเรากับราชวงศ์ราชันโลหิต เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่พันปีก่อน ที่ตระกูลอูตกต่ำลงก็มีต้นเหตุมาจากศึกครั้งนั้น ตระกูลอูของเราจะไม่หนีศัตรูจากอดีตเด็ดขาด"อูไต้หรงกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยว หากเป็นอย่างที่บุตรชายบอก ว่าครั้งนี้กองกำลังของศัตรูอาจแข็งแกร่งกว่าที่บุกมามากกว่าคราวที่แล้ว หากทั้งตระกูลอูได้หลบหนีไป กองกำลังนั้นย่อมย้อนกลับไปสมทบที่ตระกูลโอวหยางแน่ๆ อย่างน้อยที่สุดการดึงกองกำลังส่วนหนึ่งของศัตรูไว้ที่ตระกูลอู ย่อมเป็นผลดีกับศึกที่ตระกูลโอวหยาง
" โชคดีที่ตอนนี้น้องชายเจ้า ได้เดินทางไปยังสถาบันร้อยศาสตราแล้ว ตอนนี้เจ้าเองก็ควรรีบเดินทางไปยังเมืองจรัสแสง เรื่องของตระกูลให้บิดาและผู้อาวุโสของตระกูลรับมืออยู่ที่นี่เอง"อูไต้หรงกล่าว กำลังรบของตระกูลอูตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ตระกูลอูมีชนชั้นจอมยุทธ์ถึงเจ็ดคน ชนชั้นราชันหนึ่งคนและภูมิความรู้บางส่วนที่ได้จากการย้อนคืนสายเลือด ทำให้อูไต้หรงสามารถเข้าถึงความทรงจำบางอย่างในสายเลือด ได้เขียนเคล็ดวิชาใหม่สำหรับตระกูลคือวิชาปีกอัสนีม่วงที่เขาได้รับมา มอบให้กับคนในตระกูลอู และยังมีค่ายกลประจำตระกูลอูที่ยังไม่เคยใช้ออกมาแม้แต่ครั้งเดียว
“จริงสิเฟิงเอ๋อร์ บิดาเกือบลืมไปแล้ว เมื่ออาทิตย์ก่อนตระกูลถงได้ส่งกระบี่มาให้เจ้า บอกว่าเป็นกระบี่ที่คุณชายถงต้าเหวยสั่งทำให้กับเจ้า” อูไต้หรงได้กล่าวกับอูหลินเฟิงพร้อมกับนำกระบี่ที่ได้รับมามอบให้กับลูกชายของตน
อูหลินเฟิงจึงรับกระบี่ที่ว่ามาสำรวจ กระบี่ที่สร้างจากมีดวิญญาณทั้งสามเล่มที่เขาได้ฝากถงต้าเหวยไป เป็นกระบี่ที่มีความคงทนและความคมสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีรัศมีปราณออกมาจากกระบี่เลย แต่ว่าเมื่อเขาได้ลองนำพลังวิญญาณใส่เข้าไปในกระบี่ ตัวของกระบี่กับตอบสนองต่อพลังวิญญาณ เพียงแค่อูหลินเฟิงใส่พลังวิญญาณลงไปนิดเดียว ตัวกระบี่จะขยายพลังวิญญาณของอูหลินเฟิงให้ใหญ่มากขึ้นที่จะใส่ไปเกือบสองท่า เป็นคุณสมบัติดั้งเดิมตั้งแต่ที่กระบี่นี้ยังเป็นมีด
“เป็นกระบี่ที่เหมาะกับข้าอย่างยิ่ง เหล็กที่ใช้สร้างกระบี่นี้ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่มีความสามารถในการดูดซับและขยายพลังวิญญาณในระดับที่สูงมาก” อูหลินเฟิงกล่าว ความคงทนของมันสูงตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่มีด แต่กระบี่เล่มนี้คือการนำมีดทั้งสามมาหลอมรวมกันตีขึ้นเป็นกระบี่ และยังถูกตีโดยผู้อาวุโสของตระกูลถัง หนึ่งในสี่มหาตระกูลระดับสูง ตอนนี้กระบี่เล่มนี้อาจจะเป็นศาสตราวุธระดับเจ็ดหรือแปดเลยก็ได้
“ดีอย่างยิ่งที่เจ้าได้ศาสตราชั้นสูงก่อนเดินทาง เช่นนั้นก็รีบไปเถอะอย่าได้รอช้า ปล่อยให้บิดาจัดการที่นี่เอง” อูไต้หรงกล่าว
" ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน "อูหลินเฟิงกล่าว จากนั้นได้ขี่ภูตวิหคขาวออกไปจากตระกูลอู มุ่งสู่เมืองจรัสแสงด้วยความเร็วสูง
..
สามวันก่อนงานเทศกาล โคมไฟเมืองจรัสแสง อูหลินเฟิง ที่เพิ่งเดินทางมาถึงก็ได้รับการติดต่อจากจงหมิ่นผ่านยันต์ที่เคยให้ไว้ทันที
" เจ้ามาถึงหรือยัง?"
"มาถึงแล้ว ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ไหน"
" โรงเตี๊ยมนามไม้ไผ่เขียว อยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของเมืองจรัสแสง"
" ได้ข้าจะไปพบเจ้าที่นั่น" เมื่อทราบจุดหมายอูหลินเฟิงเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมทันที แต่เมื่อไปถึงที่หมาย เสียงคุ้นเคยกลับดังขึ้นเรียกก่อนที่เขาจะได้เจอสหายแต่เสียงนั้นกลับไม่ใช่ของจงหมิ่น
" คุณชายใหญ่อู ทางนี้เจ้าค่ะ" อูหลินเฟิงที่หันไปตามเสียง ได้พบเข้ากับร่างของเสวี่ยหานเอ๋อร์ ที่โบกมือให้เขาจากชั้นที่สองของโรมเตี๊ยม เมื่อเขาเดินขึ้นชั้นสองพบว่าที่โต๊ะมีทั้งจงหมิ่น เสวี่ยหานเอ๋อร์ และ กู่ซือเอิน
ตอนนี้จงหมิ่นไม่ได้ใส่เครื่องแบบของตระกูลอูอีกต่อไป ตอนนี้เขาสวมชุดจอมยุทธสีขาวที่มีขอบสีแดงเป็นเครื่องแบบจอมยุทธ์ของตระกูลจง ระดับลมปราณตอนนี้คือชนชั้นจอมยุทธ์ชั้นต้น ระดับความเร็วในการฝึกฝนราวสัตว์ประหลาดของจงหมิ่น เริ่มทำให้อูหลินเฟิงรู้สึกอิจฉาแล้ว สมกับเป็นพระเอกของนิยายจริงๆ
เสวี่ยหานเอ๋อร์ และ กู่ซือเอิน ในตอนนี้มีระดับพลังลมปราณเท่ากันคือระดับหกขั้นสูง เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเสวี่ยหานเอ๋อร์หรือกู่ซือเอิน กู่ซือเอินที่ได้รับพลังจากดอกปทุมปรโลกระดับชั้นจิตและวิญญาณที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถฝึกลมปราณไปได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่อีกฝ่ายจะสามารถเลื่อนระดับได้ไวขนาดนี้ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็มีร่างเทพอสูรอมตะอันเป็นร่างกายที่พิสดารอยู่แล้ว แต่ว่าร่างพฤกษาพิสุทธิ์ของเสวี่ยหานเอ๋อร์กลับทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าจากลมปราณระดับสี่ขั้นต้นตอนนี้กลับเป็นลมปราณระดับหกขั้นสูง ระดับการพัฒนาของสามคนตรงหน้ามันเกินสามัญสำนึกของคนธรรมดาไปไกล
"ซือเอิน เสวี่ยหานเอ๋อร์ พวกท่านมาได้ยังไงกัน"อูหลินเฟิงถามอย่างแปลกใจที่เห็นทั้งสองอยู่ที่นี้
" คืออย่างนี้เจ้าค่ะ ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าไม่เคยมางานเทศกาลโคมไฟของเมืองจรัสแสง ข้าได้ยินมาว่าโคมไฟที่นี่สวยมาก จึงขอท่านอาจารย์มาเที่ยวชมสักครั้ง ตอนนั้นข้าที่อยู่กับท่านอาจารย์ปราชญ์พิษ ท่านอาจารย์จึงให้ข้ามาเที่ยวพร้อมกับศิษย์พี่เจ้าค่ะ แล้วข้าก็บังเอิญพบกับคุณชายจงเลยชวนกันมากินข้าวที่นี่เจ้าค่ะ"เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าวอธิบายอย่างตื่นเต้น อูหลินเฟิงรับรู้ได้ทันทีว่านางอยากมางานเทศกาลนี้มากเพียงใด เขาหันไปมองกู่ซือเอินที่มองเขาอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วอูหลินเฟิงจะเรียกนางว่าคุณหนูกู่แต่ครั้งนี้กลับเรียกเพียงชื่อ แซ่ก็ไม่ยอมเรียก
อูหลินเฟิงราวกับรู้ว่ากู่ซือเอินคิดอะไร นั่งลงที่เก้าอี้ที่ว่างอยู่แล้วกล่าวว่า “ซือเอินเจ้ากำลังงงอะไรอย่างนั้นหรือ ข้าว่าเราสองคนสนิทกันมากพอที่จะเรียกกันแบบนี้ได้ อย่าลืมว่าเจ้าอุ้มข้าไปมาตั้งหลายครั้ง แถมครั้งล่าสุดที่เจอกัน ข้าก็ได้บอกปู่ของเจ้าว่าจะยอมแต่งเข้าตระกูลกู่เชียวนะ”
ทันทีที่อูหลินเฟิงกล่าวจบแม้ใบหน้าของกู่ซือเอินจะนิ่งเหมือนเดิม แต่เขาที่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ของผู้อื่นได้รู้ได้ทันทีว่านางกำลังเขิน ต่อให้เขาไม่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ ก็ยังสามารถรับรู้ได้อยู่ดีว่ากู่ซือเอินเขินเพราะว่าตอนนี้ ใบหน้าอันงดงามที่ทำหน้านิ่งแต่ใบหูทั้งสองข้างกับแดงก่ำตัดกับผิวขาวของนาง หูที่แดงจึงเด่นชัดนัก
“จะ จะ เจ้า” เสียงตะกุกตะกักของกู่ซือเอินดังออกมาอย่างไม่เป็นคำพูด นางที่ไม่รู้จะพูดอะไรจึงพยายามลุกหนีออกจากโต๊ะ
“เดี๋ยวก่อนสิ ข้าเพียงหยอกล้อเจ้าเล่นเท่านั้น” อูหลินเฟิงที่เห็นกู่ซือเอินลุกหนีไป ได้คว้าแขนของนางไว้ แต่ด้วยร่างกายที่มีแรงมหาศาลของร่างเทพอสูรอมตะ ร่างของอูหลินเฟิงได้ถูกกระชากขึ้นไปด้วย แม้ว่าตอนนี้ร่างกายของอูหลินเฟิงจะมีกล้ามเนื้อไม่ได้ผอมแห้งเหมือนตอนที่อยู่เทือกเขาหมื่นอสูร แต่ก็ยังถือว่าอ่อนแอกว่ากู่ซือเอินอย่างมหาศาล ร่างกายที่ถูกกระชากด้วยความแรงขนาดนั้นได้ลอยขึ้นจนเลยหัวของกู่ซือเอินไป จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ ร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง ร่างของอูหลินเฟิงถูกกู่ซือเอินรับไว้อย่างง่ายดาย เป็นอีกครั้งที่อูหลินเฟิงถูกกู่ซือเอินอุ้มด้วยท่าเจ้าหญิง
“ซือเอิน เจ้าอุ้มข้าอีกครั้งแล้ว" ตุบ "โอ๊ยย” กู่ซือเอินที่รู้ว่าตนเผลอรับร่างของอูหลินเฟิงไว้ พอได้สติก็ปล่อยมือร่างของอูหลินเฟิงจึงตกสู่พื้นทันที
..
..
จบตอน