[จบ] เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง

    บทที่ 36 เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี

    บทที่ 36 เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี


    เมื่อเห็นบรรยากาศเคร่งเครียด เฝ่ยชิงรั่วหันมองเฝ่ยไป๋ลู่ และกล่าวอย่างจริงจัง “มีใครจะไม่รู้ว่าพี่น้องตระกูลเวินสนิทกันมากขนาดไหน เธอไม่เพียงแช่งคุณเวินว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวันเท่านั้น แต่ยังต้องการทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความบาดหมางระหว่างพี่น้องอีก ต่อให้จะเป็นเรื่องล้อเล่น คนฟังก็รับไม่ได้”


    เมื่อเวินโจวได้ยินคำพูดของเฝ่ยชิงรั่ว ชายหนุ่มก็นึกถึงความรักที่ลูกพี่ลูกน้องของเขามีต่อตัวเองตั้งแต่ยังเป็นเด็ก


    เขาที่เกิดสงสัยในตัวอีกฝ่ายเพียงเพราะได้ฟังคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่ ในใจของเวินโจวจึงรู้สึกผิด จนเกิดเป็นความลำบากใจ


    “พี่ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะ...”


    เวินหมินพ่นลมทางจมูกด้วยความโกรธขึ้ง


    เฝ่ยชิงรั่วรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง แต่สีหน้ากับท่าทางที่แสดงออกกลับเป็นการกล่าวตักเตือนอย่างหวังดี “เธอรีบขอโทษพวกเขาเสีย ถ้าเธออธิบายให้ชัดเจนว่าเธอแค่ล้อเล่น พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ย่อมไม่ถือสาผู้น้อย*[1] และให้อภัยเธอ”


    ถ้ายอมรับว่าล้อเล่น จะไม่เป็นการตบหน้าตัวเองเหรอ?


    แล้วใครคือผู้น้อยกัน?


    ถ้าพูดดี ๆ ไม่ได้ก็อย่าพูดเลย


    เฝ่ยไป๋ลู่ยกมือขึ้นเล็กน้อย ก่อนคาถาที่มองไม่เห็นจะพุ่งโจมตีใส่ร่างเฝ่ยชิงรั่ว


    หลังโจมตีอีกฝ่ายแล้ว หญิงสาวก็ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบสบายใจ ก่อนจะผินหน้าไปมองเวินโจว “ฉันไม่ได้ล้อเล่น ถ้าคุณเชื่อว่ามีมันก็มี แต่ถ้าไม่เชื่อว่ามี มันก็ไม่มี”


    คิ้วของชายหนุ่มเต็มไปด้วยพลังงานสีดำที่สื่อถึงลางไม่ดี โหงวเฮ้งสื่อถึงวาสนาถูกตัดขาดจากเส้นชีวิต สิ่งนี้บ่งบอกว่าเขาจะตายภายในสามวัน


    คนอื่นมองไม่เห็น แต่เธอเห็น


    ปัญหาอยู่ที่ผู้ชายข้างๆ เวินโจว


    เฝ่ยไป๋ลู่ให้ความสำคัญกับโชคชะตาเสมอเมื่อทำสิ่งต่าง ๆ


    ถ้าเชื่อเธอ ชายหนุ่มก็ยังพอมีความหวัง แม้จะริบหรี่ก็ตาม


    หากไม่เชื่อ เธอก็ไม่สามารถช่วยใครจากความตายได้


    เฝ่ยชิงรั่วขมวดคิ้ว “แค่ขอโทษเองน่า ทำไมเธอถึงต้องดื้อด้านแบบนี้ เธอต้องการให้ตระกูลเฝ่ยพลอยติดร่างแหโชคร้ายไปด้วยหรือ...”


    พูดไปได้ครึ่งเดียวเธอก็รีบปิดปากฉับ ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ


    เสียงนุ่มนวลแต่เดิมของเธอ มาตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงแห้งผากราวกับชายชราที่กำลังจะตาย เป็นเสียงราวกับกำลังมีใครบางคนเลื่อยไม้ก็ไม่ปาน


    เวินโจวกับเวินหมินอดไม่ได้ที่จะหันมอง


    เสียงนี้แสลงหูเหลือเกิน!


    ภาพลักษณ์นางฟ้าแสนดีของเฝ่ยชิงรั่วเสียหายไปไม่ใช่น้อย เธอรีบปิดปากไว้ ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่ประโยคเดียว


    เฝ่ยไป๋ลู่เหยียดยิ้มที่มุมปากบาง ๆ จนแทบมองไม่เห็น คิดในใจว่าเท่านี้ก็เรียบร้อย


    เฉินซีมองสีหน้าบิดเบี้ยวของเฝ่ยชิงรั่ว และอดสำลักออกมาไม่ได้ ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดังในที่สุด


    หากจู่ ๆ เฝ่ยชิงรั่วเสียงเปลี่ยน แบบนี้ต้องเป็นฝีมืออาจารย์เฝ่ยที่สำแดงพลังอันยิ่งใหญ่เป็นแน่


    ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์เฝ่ยจะลงมือ สาวน้อยคนนี้เป็นพวกปากไม่ดี และไม่รู้จักเคารพผู้อื่น สมควรได้รับบทเรียนแล้ว!


    เวินหมินจากไปแล้ว เขาพาเฝ่ยชิงรั่วผู้กังวลไปหาหมอด้วยความไม่เต็มใจ


    เฉินซีอยากรั้งเวินโจวให้อยู่ต่อ


    แต่เมื่อเทียบกับเฝ่ยไป๋ลู่แล้ว เวินโจวย่อมเชื่อในตัวเวินหมินมากกว่า และเขาก็ไม่ต้องการมีปัญหากับเวินหมินมากไปกว่านี้


    อีกทั้งเขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะตายภายในสามวันจริงไหม


    ความจริงในสถานการณ์เช่นนี้ การที่เขาสามารถรักษาความใจเย็นไว้ได้ ล้วนเป็นผลมาจากความยับยั้งชั่งใจ


    “คุณเฉิน มีบางอย่างที่ผมต้องทำในงานเลี้ยงอีก ผมขอตัวไปก่อนนะครับ ไว้เราค่อยพูดคุยกันวันหลัง”


    เฉินซีถอนหายใจ “เฮ้อ ทำไม… ทำไมถึงไม่ฟังคำแนะนำกันเล่า…”


    เมื่อเห็นท่าทางกังวลของเฉินซี เฝ่ยไป๋ลู่ก็หยิบขนมบนโต๊ะมาใส่ปาก “ทุกคนล้วนมีชะตากรรมของตัวเองที่ต้องแบกรับ คุณเฉินก็ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพการตัดสินใจของผู้อื่นด้วยนะคะ”


    ……


    เฝ่ยชิงรั่วรีบไปหาเฝ่ยมาด้วยความร้อนใจ


    ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมทนฟังเสียงที่เหมือนฆ้องแตกของตัวเองได้หรอก และสิ่งนี้ก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์อันสูงส่งของหญิงสาวมาก


    พอเดินห่างออกมาจากเฝ่ยไป๋ลู่ เวินโจวก็กล่าวขอโทษเวินหมิน


    “ฉันไม่ได้โกรธ ฉันแค่กังวลว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะหลอกนาย” เวินหมินกล่าว “เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้มาจากพื้นฐานครอบครัวระดับเดียวกันกับพวกเรา เธอเติบโตมาจากบ้านนอก เรียนรู้กลอุบายในการฉ้อโกง และเพียงอยากมาหาเงินที่นี่เท่านั้น หากจะเชื่อใจใครสักคน ไปเชื่อการทำนายทายทักของนักพรตเจิ้งหยางดีกว่านะ”


    “นี่คือเครื่องรางสงบสุขที่ฉันอธิษฐานขอวัดมา นายเก็บไว้กับตัวให้ดี” เวินหมินหยิบแผ่นยันต์สีแดงออกมาจากกระเป๋า “แม้ฉันจะไม่เชื่อในตัวเฝ่ยไป๋ลู่ แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายโชคร้ายเพราะคำพูดของเธอ นี่คือของขวัญ เอาไว้รักษานายให้ปลอดภัย"


    “ขอบคุณนะพี่” เวินโจวทั้งรู้สึกสะเทือนใจและรู้สึกผิด เขารับเครื่องรางสีแดงมา ก่อนจะขอตัวจากไป


    เวินหมินมองตามหลังเวินโจวไป พลันสีหน้าสุขุมและหนักแน่นก็ค่อย ๆ เลือนหาย และดวงตาของเขาก็ดูลุ่มลึกและเย็นชาขึ้นมา


    “คุณชายสามเวินอยู่ที่นี่ พวกเด็กน้อยหลบไปหน่อยเร็ว อย่าทำเป็นงงอยู่” คุณพ่อเวินกล่าว ก่อนจะรีบคว้าของในมือของเวินโจวมาดู พลันก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “ได้ยันต์นี่มาจากไหน?”


    เขาดูงุนงงในทีแรก ทันใดก็ตระหนักได้ และตบบ่าเวินโจวอย่างมีความสุข “แกขอสิ่งนี้มาให้คุณชายสามเวินสินะ แกมีใจคิดดีก็ดี แต่คุณเวินมีพวกซินแสรอบกาย ดังนั้นยันต์ที่เราขอมาอาจไม่มีประโยชน์กับเขา”


    คุณชายสามเวินมีโชคชะตาแปลกประหลาด ผู้คนจึงต้องการเสาะหาปรมาจารย์ฮวงจุ้ยจำนวนมากมาช่วยทำลายโชคชะตาของเขา และคาดหวังลึก ๆ ว่าจะได้รับใช้เศรษฐีหนุ่มผู้นี้อีก


    เห็นเวินโจวถือยันต์มา คุณพ่อเวินย่อมคิดว่าเครื่องรางนี่เป็นของคุณชายสามเวิน


    เวินโจวกลัวว่าพ่อเวินจะอับอาย ดังนั้นจึงคว้าเครื่องรางสงบสุขกลับมา และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นของพี่ที่มอบให้ผม ไม่ใช่ให้คุณชายสามเวินหรอกครับ”


    “แกจะเอาไปทำอะไรน่ะ?” พ่อเวินยิ่งสับสนมากเข้าไปอีก


    เวินโจวเกาจมูก และเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับเฝ่ยไป๋ลู่ให้คุณพ่อเวินฟัง “พี่กลัวว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะสาปแช่งผม นำโชคร้ายมาให้ผม เขาก็เลยมอบสิ่งนี้ให้...”


    “เฉินซีนี่ก็จริง ๆ ฉันคิดว่าเฝ่ยไป๋ลู่นั่นล้างสมองเขาแน่ ๆ!” พ่อเวินโกรธมาก เนื่องจากอีกฝ่ายกล้าสาปแช่งลูกชายของเขาว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินสามวัน เฝ่ยไป๋ลู่ช่างบังอาจจริง ๆ


    เสียงสบถด้วยความขุ่นเคืองลั่นไปทั่วทั้งห้องจัดงานเลี้ยง


    เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นเคย เวินสือเหนียนก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างกระตือรือร้น


    ทว่ายามคุณชายสามเวินเหลือบมองพวกเขา กลับสร้างแรงกดดันให้แก่คนทั้งสองอย่างมาก


    คุณพ่อเวินกับเวินโจวจึงรีบเงียบลง


    ดวงตาของเวินสือเหนียนกวาดมองพ่อลูกตระกูลเวินสลับกันไปมา และสายตาก็มองไปที่แผ่นยันต์สีแดงในมือของเวินโจว มองอยู่หนึ่งวินาที


    จากนั้นเขาก็ละสายตาไปทางอื่นขณะเล่นลูกปัดบนข้อมือด้วยนิ้วเรียวยาว


    เวลานี้ดวงตาของเขาใสกระจ่างเสียจนยากจะคาดเดาความคิด


    คุณพ่อเวินถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลันลดเสียงลง บอกกับเวินโจวว่า “แกควรฟังเวินหมินและสวมเครื่องสงบสุขนี้ไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะพาแกไปสะเดาะเคราะห์ที่วัด”


    เวินโจวพยักหน้า เพราะเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน


    “ส่วนเฝ่ยไป๋ลู่คนนั้น แกลองส่งคนไปสืบดูว่าเธอได้รับคำเชิญมาจากที่ไหน แล้วไล่เธอออกไปซะ!” คุณพ่อเวินรู้สึกไม่ชอบเฝ่ยไป๋ลู่จริง ๆ


    กลอุบายของพวกนักต้มตุ๋นก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด


    มักเริ่มจากการบอกว่า ‘คุณใกล้จะตายแล้ว ถ้ายังไม่อยากตายก็ซื้อเครื่องลาง (ปลอม) จากเราซะสิ’ ด้วยสีหน้าที่จริงจังเสียยิ่งกว่าจริงจัง


    แบบนี้เขาเรียกทำนายดวงชะตาที่ไหน มันแช่งกันชัด ๆ!


    ขณะที่พ่อลูกตระกูลเวินกำลังซุบซิบกันว่าจะขับไล่เฝ่ยไป๋ลู่ออกไปได้อย่างไร เวินสือเหนียนก็ควักโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความ [คุณขายเครื่องรางหรือเปล่าครับ? ไม่ทราบว่าคนแซ่เวินขอซื้อมันในราคาสูงหน่อยได้ไหม?]


    เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้วหลังจากได้รับข้อความ เวินสือเหนียนคนนี้ช่างแตกต่างกับพวกครอบครัวเวินเมื่อครู่เหลือเกิน และจะว่าไปก็ต่างจากคนอื่นที่เธอเคยเจอดด้วย


    ทันทีที่คนอื่นรู้ว่าเธออายุยังน้อย พวกเขาก็ด่วนสรุปไปว่าความสามารถของเธอยังไม่ถึงขั้น และถึงจะเชื่อเธอ พวกเขาเหล่านั้นก็มักจะยังลังเลใจอยู่เล็กน้อย


    แต่ดูเหมือนจะมีเพียงเวินสือเหนียนเท่านั้นที่เชื่อในความสามารถของเธอตั้งแต่แรก ชายหนุ่มขอให้เธอช่วยดูดวงด้วยราคาสูงลิ่ว จากนั้นก็ขอซื้อเครื่องรางในราคาสูงอีก ราวกับไม่กลัวโดนเธอหลอกเลย


    ถือว่าตามีแวว!


    เฝ่ยไป๋ลู่คิดว่า เครื่องรางบางชิ้นที่เธอทำไว้เมื่อไม่นานนี้เหมาะกับชายผู้โชคร้ายที่ถูกยืมโชคไป เธอจึงตอบเขา [ได้สิคะ ฉันจะขายมันให้คุณตอนคุณมาที่เมืองเจียง]


    เธอต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมากในการร่ายคาถา และในตอนนี้ยังไม่สามารถไปเมืองหลวงได้จึงทำได้เพียงรอให้อีกฝ่ายมาที่เมืองเจียงเท่านั้น


    ทว่าเมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ของอีกฝ่าย เธอคาดว่าคงใช้เวลาสักพักกว่าจะมาถึงเมืองเจียง


    มุมปากของเวินสือเหนียนโค้งเล็กน้อย [ตกลง]



    [1]ผู้ใหญ่ไม่ถือสาผู้น้อย เป็นคำสุภาพใช้เมื่อต้องการให้ผู้อื่นยกโทษให้กับความผิดพลาดของตน หรือผู้ที่มีสถานะสูงกว่ายกโทษให้กับความผิดพลาดของผู้ที่มีสถานะต่ำกว่า

    คล้ายกับเรื่อง[จบ] เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง ที่คุณอ่าน