คณะเดินทางทั้งหมดกำลังเดินทางโดยไม่มีหยุด มีเสียงหวีดหวิวของสายลมยามค่ำคืนที่กำลังฝ่าอากาศพุ่งไปเป็นฉากหลัง บนผืนนภาอันเป็นน่านฟ้าของอาณาจักรเลวา ภาพในความทรงจำของขุนซ่าก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เป็นผืนแผ่นดินที่ตัวมันคุ้นตาเป็นอย่างดี โนตูรอนแปลงกายแบกทุกคนมุ่งหน้ากลับ มังกรยักษ์บินลัดฟ้าผ่าเมฆาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม เดินผ่านบ้านเขาก็ต้องแวะทักทายเจ้าบ้านเสียก่อน นั่นคือเรื่องที่สมควรกระทำ…
มิเนอร์วาไม่ได้คร้ามเกรงต่อเหล่าครึ่งเทพทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงของอาณาจักรเลวา ชายหนุ่มสั่งให้โนตูรอนลดระดับความเร็วลง และบินผ่านไปอย่างช้าๆ เขามองลงไปด้านล่างก็เห็นภาพทิวทัศน์จากที่สูง เพียงชั่วกะพริบตา ครึ่งเทพหลายคนของอาณาจักรเลวา ก็โผล่หัวปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน พวกมันเงยหน้าขึ้นไปมองมังกรตัวโตด้วยสายตาเป็นกังวล ผู้นำมาซึ่งความตายก็แผ่กลิ่นอายมังกรพร้อมกับเสียงคำรามก้องฟ้า ภายในสายตาก็แฝงความดูแคลนเอาไว้อยู่หลายส่วน
มิเนอร์วาจ้องสบตาแต่ละคน แล้วเลื่อนสายตาไปหยุดลงที่บุรุษผู้หนึ่ง ชายผู้นี้เงยหน้ามองไม่หลบตา เขายืนอยู่ในสวนบุปผาข้างสระน้ำด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ ขุนซ่ารีบส่งสัญญาณห้ามแทบจะไม่ทัน ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะบ้าดีเดือดขนาดนี้ กลุ่มคนทางด้านล่างจึงทำเพียงแค่รักษาการณ์ป้องกันภัย โนตูรอนเองก็แลตามองอยู่หนึ่งครั้งก่อนจะบินข้ามหัวผ่านไป โดยไม่สนใจไยดีความรู้สึกของผู้ที่เงยหน้ามอง เสียงฮือฮาเอะอะคนผู้คนต่างก็ดังระงมไปรอบด้าน
“ก็แค่แวะมาทักทาย” มิเนอร์วาพูดเสียงเบา แต่คลื่นสั่นสะเทือนกลับสามารถกระทบกับโสตประสาท ราวกับว่ามาพูดอยู่ที่ข้างใบหู ชายหนุ่มตบหลังโนตูรอนเบาๆ หนึ่งครั้ง คลื่นกระเพื่อมของแรงลมก็ถูกปีกคู่ใหญ่แหวกอากาศพุ่งหายไป จนกระทั่งบินมาถึงชายแดงของอาณาจักรเลวา โนตูรอนจึงร่อนลงกลางทุ่งโล่งใกล้กับเขตคฤหาสน์ของขุนซ่า แม้จะมีท่าทีอิดออดไม่ยินยอมอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วขุนซ่าก็เลือกที่จะมอบสมบัติเพิ่มเติมให้ หมดธุระแล้วพวกเขาก็แยกตัวจากมา มุ่งหน้ากลับอาณาจักรซัลวาโตเรอันเป็นบ้านเกิด หลังจากบินกลับไปแวะดูปากทางเข้าสู่ดินแดนลับแลตรงเขตชายแดนอีกครั้ง พืชเถาวัลย์พิษชนิดหนึ่งก็ถูกปลูกลงไปเป็นม่านอำพรางตา…
ภายในอาณาจักรซัลวาโตเรตอนนี้อยู่ในช่วงตรวจตราอย่างเข้มงวด เห็นได้ชัดว่าภาระหน้าที่ในส่วนที่มิเนอร์วาเคยรับผิดชอบอยู่นั้นหนักหนามากแค่ไหน เสือสมิงอามูร์ที่อยู่ในสภาพอิดโรยกำลังออกคำสั่งจัดการทุกสิ่งอย่างจนหัวหมุน มันวิ่งวุ่นขึ้นเหนือล่องใต้จนแทบจะไม่มีเวลาพัก ในขณะที่กำลังจะหยุดพักหายใจ บนท้องฟ้าไกลออกไปก็ได้ยินเสียงคำรามของเงาดำร่างยักษ์ สถานการณ์ที่วุ่นวายอยู่แล้วยิ่งปั่นป่วนมากกว่าเดิม
“ข้ากลับมาแล้ว…” แม้น้ำเสียงจะบางเบา แต่อามูร์ก็จดจำได้เป็นอย่างดี ราวกับได้ยินเสียงของแตรสวรรค์ที่จะช่วยให้ปัญหานั้นผ่อนคลาย หอกแห่งการเจรจาจึงรีบพุ่งตัวไปรอรับผู้เป็นนายด้วยความกระวนกระวายหน้าตาตื่น
“นายท่านเกิดเรื่องใหญ่แล้ว…” อามูร์เอ่ยเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทุกเหตุการณ์หลังจากที่ชายหนุ่มไม่อยู่กำลังร้อยเรียงเล่าเป็นเรื่องยาว เริ่มตั้งแต่ปัญหายาเสพติดไปจนถึงเรื่องนักโทษสูญหาย มิเนอร์วาขมวดคิ้วเป็นปมยืนรับฟังทุกปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น อามูร์เห็นดังนี้ก็เอาแต่โทษตัวเองไม่ยอมหยุด
“เอาล่ะๆ เดี๋ยวข้ารับช่วงต่อเองเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ลำบากเจ้าแล้ว…” มิเนอร์วายกมือขึ้นเป็นสัญญาณ จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับเอเธนส์ผู้เป็นศิษย์
“ข้าจะไปดูที่เกิดเหตุเสียหน่อย ส่วนเจ้าก็ดูแลพวกเขาไปก่อนก็แล้วกัน ฝากทางนี้ด้วย” เอ่ยจบคำมิเนอร์วาก็กะพริบร่างหายไป ปรากฏตัวอีกทีก็โผล่มาอยู่ที่จุดเกิดเหตุ ไร้ซึ่งพยานเห็นเหตุการณ์ ไม่มีหลักฐานใดหลงเหลืออยู่ แม้จะลองตามรอยเลือดดู ก็ปราศจากร่องรอยให้สืบสาว แต่เพียงแค่หลับตา เส้นทางแห่งอดีตกาลก็สุ่มภาพปรากฏขึ้นมาให้ได้เห็น ชายหนุ่มขมวดคิ้วเป็นปมมากกว่าเดิม เพราะมองเห็นฝ่ามือที่เหี่ยวย่นจนหนังติดกระดูกข้างหนึ่ง ฝ่ามือนี้กำลังกวาดมือคว้าอากาศ เพียงครั้งเดียวร่างทั้งสามก็ถูกกระชากให้ลอยเข้าหา ราวกับโดนดึงดูดอย่างรุนแรงให้หายจากไปอย่างรวดเร็ว มิเนอร์วาเองก็หวนนึกไปถึงคำพูดของจักรพรรดิมังกรพาราเซีย
“ภัยร้ายที่ข้าคิดว่าได้กำจัดควบคุมไปแล้ว จะหวนกลับมาปรากฏอีกครั้ง…” มิเนอร์วาพูดทวนคำ จากนั้นก็หมุนกายเดินไปตามเส้นทางที่มองเห็น เขาหักเลี้ยวอยู่หลายโค้งจนกระทั่งมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล จุดนี้คือสถานที่สุดท้ายในภาพที่ได้เห็น บุรุษในชุดดำผู้หนึ่งแจวเรือพานักโทษทั้งสามคนหนีไปตรงจุดนี้ มิเนอร์วาที่ไม่อาจตามต่อไปได้อีกก็หยุดยืนพิจารณาอยู่สักพัก เขาไม่อาจเดาได้เลยว่าเป็นผู้ใดที่ลักลอบให้การช่วยเหลืออีกฝ่าย และเพราะสาเหตุใดต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงจึงจะลงมือ คำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบมากมายกำลังผุดขึ้นมาไม่ยอมหยุด
“ไม่ว่าพวกเจ้าทั้งสามคนจะหนีไปอยู่ที่ใด… ไม่ว่าฝ่ามือบัดซบนั่นจะเป็นของทวยเทพหรือปีศาจตนไหนที่ให้การช่วยเหลือ ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สักวันหนึ่งข้าก็จะล่าพวกเจ้าทั้งหมดกลับมาเอง” มิเนอร์วาทอดตามองไปตามแม่น้ำที่คดโค้ง เขาเอ่ยกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเย็นชา บรรยากาศรอบกายก็หนาวเยือกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ชายหนุ่มพยายามกดข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ตั้งสติให้กลับมาเยือกเย็นได้ดังเดิมก็หมุนกายหายไปจากจุดเกิดเหตุสุดท้าย…
หอกแห่งปัญญาจัดแจงสั่งงานอย่างรวดเร็ว ปัญหามากมายจึงถูกแบ่งสันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปแก้ไข มิเนอร์วามุ่งหน้าเข้าวังมรณะสาบสูญในทันที เขาต้องการปรึกษากับบิดาบุญธรรมถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เฟรเกียก็ได้แต่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะไม่มีข้อมูลของฝ่ามือเหี่ยวย่นข้างที่ว่านั้นเลย
“ผู้ใดจะคาดคิด…บุตรข้าเติบโตเป็นครึ่งเทพแล้ว…” เฟรเกียยกมือลูบหัวไหล่ของมิเนอร์วาอย่างมีความสุข เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยสู้จะดีจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“ท่านพ่อ…บ้านเมืองก็เจริญขึ้นมากถึงเพียงนี้…หลังจากสะสางปัญหาในครานี้จบ ข้าคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะส่งมอบอำนาจปกครองให้แก่คลื่นลูกใหม่ ตระกูลซัลวาโตเรจะเร้นกายเข้าสู่ที่มืด การออกเดินทางในครั้งที่ผ่านมา ทำให้ข้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของโลกใบนี้ พวกเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” มิเนอร์วากำลังพูดถึงสงครามครั้งสุดท้ายที่จะอุบัติขึ้นในอนาคต อีกทั้งตัวเขาก็พึ่งรับเอามรดกของเผ่ามายามาเพียงทฤษฎี ส่วนในเรื่องของการลงมือปฏิบัติก็จะทำหลังจากนี้
แม้มวลกล้ามเนื้อจะแข็งแกร่งเกือบเท่าเหล่าทวยเทพ แต่มิเนอร์วาก็ยังคงเป็นเพียงแค่ครึ่งเทพที่พึ่งบรรลุขั้น ในด้านอื่นๆ หากต้องประมือกับตัวตนระดับปีศาจหรือเทพเทวาที่สู้ด้วยร่างจริง ก็คงเป็นเรื่องที่อันตรายแล้ว ในเมื่อยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับตัวตนเช่นนั้น การซุ่มเก็บตัวเพื่อพัฒนาให้ก้าวกระโดดย่อมต้องปลอดภัยกว่า
“เจ้าก็เลยจะมาชวน ให้ข้าตามไปอยู่กับเจ้า?” ผู้นำแห่งวังมรณะสาบสูญเห็นบุตรเปลี่ยนหัวข้อสนทนา จึงเอ่ยแซวหยอกล้ออย่างหาได้ยาก เฟรเกียในยามนี้กำลังหวนนึกไปถึงเรื่องราวในครั้งนั้น ที่ชายหนุ่มโดนกลั่นแกล้ง บุตรบุญธรรมของตนแข็งแกร่งขึ้นมากถึงเพียงนี้ ตัวมันผู้เป็นบิดาจะรู้สึกอิ่มเอมใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“เอาสิ…ตามใจเจ้าเลย…ข้าเองก็เบื่อเรื่องวุ่นวายพวกนี้แล้ว” เห็นมิเนอร์วาพยักหน้ารับ เฟรเกียก็ตอบตกลงในทันที มีเหตุผลสามประการที่ทำให้เขาตัดสินใจตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว เหตุผลแรกเป็นเพราะความเชื่อมั่นในตัวของชายหนุ่ม จึงสามารถเลือกฝั่งได้อย่างง่ายดาย เหตุผลที่สองคือ…อาณาจักรแห่งนี้ได้เติบโตจนสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว แม้จะไม่แข็งแกร่งมาก แต่ก็สามารถมั่นใจได้ ว่าชื่อของซัลวาโตเรจะไม่ถูกรังแกจากเหล่าเพื่อนบ้านอีก และด้วยเหตุผลข้อที่สามจึงทำให้เฟรเกียตัดสินใจได้โดยง่ายเข้าไปอีก…เขาเบื่อแล้ว…
มิเนอร์วาเป็นดั่งแสงสว่างที่เข้ามารักษาบาดแผลในจิตใจ เรื่องราวในอดีตสีดำมืดของเฟรเกียจึงถูกปลดเปลื้องให้จางหาย ในยามนี้เรื่องงานบริหารต่างๆ ล้วนทำให้เฟรเกียรู้สึกอยากอยู่อย่างสงบ เขาจึงเห็นด้วยกับทุกคำพูดที่บุตรเอ่ยเสนอ ปรึกษากันอีกสักพักมิเนอร์วาก็ขอตัวแยกจากไป
“ข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้…” มิเนอร์วาลูบคางของตัวเอง ในขณะที่กำลังมุ่งหน้ากลับตระกูล
กรุงซัลวาโตเรในตอนนี้ยิ่งใหญ่กว่ากรุงฮัลเฟนด์ในอดีตหลายเท่านัก มันทั้งวิจิตรงดงาม และดูเป็นเมืองที่หรูหราเป็นที่สุด สิ่งก่อสร้างอาคารทั้งหลายรวมไปถึงจำนวนประชากร และเหล่าผู้มากฝีมือต่างก็กลายเป็นบุคคลผู้มีคุณภาพ ระหว่างทางเขามองเห็นผู้คนที่มีอาการติดยานอนตัวสั่นในมุมมืด แต่มิเนอร์วาก็เลือกที่จะเมินเฉยเดินผ่านไปโดยไม่เข้าไปช่วยเหลือ หากตนไม่เป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วผู้ใดจะช่วยเหลือได้ ชายหนุ่มกะพริบร่างเดินหายไป ก้าวเดินไปอีกสักพักก็หายเข้าไปภายในตระกูลซัลวาโตเรของตนเอง
เป็นเพราะการมีอยู่ของตระกูลซัลวาโตเร จึงทำให้ปัญหาสงครามนั้นจบลงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะสูญเสียไปบ้าง แต่ทางสภาผู้แทนก็ช่วยกันผลักดันให้มีการเยียวยาผู้สูญเสียอย่างเหมาะสม ในด้านการป้องกันชายแดน กองทหารของอาณาจักรที่ผ่านการฝึกร่วมกับตระกูลซัลวาโตเร ก็แสดงศักยภาพในการศึกสงครามได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อเดินเข้ามาถึงส่วนลึกของตระกูลอันเป็นห้องโถงสำหรับประชุม อามูร์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ก็รีบออกมาต้อนรับ
“ต้องยอมรับว่าเล่าตี้ผู้นี้อ่านเกมขาด…มันอาศัยจังหวะตอนที่ข้าไม่อยู่…ลอบแอบปล่อยของ กว่าข้าจะกลับมาคนโง่เหล่านั้นก็ติดยากันงอมแงมเสียแล้ว” มิเนอร์วาพูดกับอามูร์ จากนั้นก็เดินไปนั่งที่บัลลังก์ทมิฬขนาดใหญ่ของตัวเอง เขาทอดสายตามองตรงไปอย่างองอาจ เบื้องหน้าคือโถงประชุมอันใหญ่โต ที่จัดสรรวางตำแหน่งเก้าอี้นั่งเป็นลำดับ
“บอกให้เอเธนส์เรียกคาโปเดชินาทุกคนมารวมตัวที่นี่…ข้าจะแจ้งเรื่องสำคัญให้รับทราบโดยทั่วกัน ไปเถอะ” มิเนอร์วาสั่งการเสร็จ ก็ยกมือโบกให้อามูร์ไปแจ้งข่าว เขาคีบมวนพันลำขึ้นมาจุดสูบ จากนั้นก็พ่นควันขาวให้ร่างกายได้หายเหนื่อย ชีวิตมันตึงมากเกินไป ก็ต้องผ่อนคลายให้อยู่บนทางสายกลาง ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เหล่าคาโปเดชินาทั้งหมดก็เดินเกาะกลุ่ม มุ่งหน้าไปที่โถงสำหรับประชุมอย่างพร้อมเพรียง แม้อามูร์จะรู้จักเหล่าผู้มาใหม่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเจ้าเด็กประหลาดผู้นี้เองก็เป็นหนึ่งในสิบหอก
เพียงไม่นาน พวกเขาก็เดินเรียงแถวเข้าสู่ที่ประชุม สองข้างซ้ายขวามีบัลลังก์ไม้สลักเป็นรูปหอกข้างละห้า หอกจำนวนมากถักซ้อนกันหลายสิบเล่ม เป็นดั่งบัลลังก์ศาสตราอันน่าเกรงขามของตระกูลซัลวาโตเร เอเธนส์เดินนำเข้ามานั่งอยู่ทางด้านขวามือของมิเนอร์วา ธันวามองทุกคนรอบหนึ่งก็สุ่มเลือกเอาที่นั่งฝั่งซ้ายตรงข้ามกับผู้เป็นศิษย์พี่ ในขณะที่เดินผ่านอามูร์ซึ่งกำลังคิดว่าจะนั่งตรงไหนดี เสือสมิงก็ต้องตกใจสะดุ้งเพราะเสียงหัวเราะในลำคอของเด็กหนุ่ม ยิ่งได้เห็นว่าอีกฝ่ายเลือกที่จะนั่งใกล้กับผู้เป็นนายโดยไม่หวาดเกรง อามูร์ก็พอจะเดาได้จากท่าทางของธันวา เด็กหนุ่มผู้นี้สติไม่ดีไม่สมควรเข้าไปใกล้ ตัวมันจึงเลือกเดินไปนั่งที่ด้านขวาข้างเอเธนส์
โนตูรอนที่อยู่ในร่างมนุษย์กวาดตามองรอบหนึ่งก็เดินไปนั่งทางซ้ายข้างธันวา มันหาวขึ้นมาด้วยท่าทางที่เซื่องซึม พลางมองดูนาคินทร์นาคราชที่เดินไปนั่งข้างอามูร์ มิเนอร์วามองทุกคนที่เข้านั่งประจำที่ เขายืดอกเปล่งเสียงดังจนฟังชัด
“หอกทั้งสิบเล่มของตระกูลซัลวาโตเรในยามนี้ มีพวกเจ้าทั้งหกเป็นผู้ถือครอง ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้แนะนำตัวกันอีกสักครั้ง…เริ่มที่เจ้าก่อนก็แล้วกัน” มิเนอร์วายกมือข้างที่คีบวีดให้แก่ผู้เป็นศิษย์ อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ แล้วยืนหลังตรงเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น ไม่หวั่นไหวเมื่อต้องตกเป็นเป้าหมายตาของคนจำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าเคยชินกับเรื่องเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว
“สวัสดีทุกท่านขอแนะนำตัวอีกครั้ง…ข้ามีชื่อว่าเอเธนส์ เป็นคาโปเดชินาผู้ถือหอกแห่งปัญญา…” เอเธนส์โค้งตัวเพื่อทักทายสมาชิกทุกคนที่นั่งอยู่ ยืดกายขึ้นได้ก็ยกยิ้มอย่างสุภาพ มอบความรู้สึกอ่อนโยนให้แก่ทุกผู้ที่ได้เห็น อามูร์เห็นวิธีการแนะนำตัวของเอเธนส์ ตัวมันก็ลอกเลียนแบบ เสือสมิงในร่างมนุษย์จึงรีบยืนเชิดหน้ายกยิ้มให้เปื้อนไปทั่วใบหน้า
“สวัสดีผู้มาใหม่ทุกท่าน… ข้ามีนามว่าอามูร์ เป็นผู้ถือหอกแห่งการเจรจา มักจะติดสอยห้อยตามนายท่านมาโดยตลอด หากสงสัยสิ่งใดก็สามารถสอบถามเอากับข้าได้…” สมกับเป็นหอกแห่งการเจรจา อามูร์พูดเน้นคำสื่อความหมายให้เหล่าผู้มาใหม่ต้องรู้จักการวางตัว ในขณะที่อามูร์กำลังจะเอ่ยร่ายเรื่องยาว ธันวาที่นึกสงสัยก็ยกมือแทรกแล้วพูดขึ้น ขัดจังหวะคำพูดของอามูร์ไปเสียฉิบ จนมีแต่เสียงลมหายใจเท่านั้นที่ออกมาจากปากแทน
“แล้วข้าถือหอกใดกันขอรับท่านอาจารย์?” ธันวาถามออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย อามูร์ที่กำลังจะตวาดด่าสวนกลับก็ต้องรีบงับปากลง หอกแห่งการเจรจามองเห็นแววตาที่คุ้นเคย ตัวมันจึงรีบมองไปที่บัลลังก์มังกรทมิฬด้วยความตกใจ แววตาของเด็กหนุ่มผู้นี้ มอบความรู้สึกคล้ายคลึงกับของมิเนอร์วาเป็นอย่างมาก อามูร์จึงเลือกที่จะปล่อยเลยตามเลยแล้วนั่งลง เพื่อรอฟังคำตอบจากผู้นำตระกูล
“ในกาลอนาคต…ข้าจะทำให้ตัวเจ้ากลายเป็นความวุ่นวาย…เป็นความปั่นป่วนที่พร้อมจะบุกตะลุยเพื่อตระกูลซัลวาโตเรอย่างแท้จริง…ข้าเรียกว่าหอกแห่งความโกลาหล” มิเนอร์วายกยิ้มพร้อมกับเอ่ยอธิบาย ส่วนศิษย์คนรองก็พยักหน้าแล้วเลื่อนสายตามองไปที่ทุกคน
“ข้าชื่อธันวา…ถือหอกแห่งความโกลาหล” ธันวาเอ่ยจบก็นั่งลงด้วยท่าทีที่เรียบเฉย ไม่รู้ว่านึกคิดสิ่งใดอยู่ จู่ๆ ธันวาก็หัวเราะออกมาเบาๆ อามูร์ที่นั่งมองอยู่ ก็ได้แต่ต้องขมวดคิ้วระวังตัว ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของอีกฝ่าย ช่างเหมาะสมกับชื่อของหอกแห่งความโกลาหลเป็นที่สุด อามูร์เห็นด้วยกับเหตุผลในการตั้งชื่อของผู้เป็นนาย ตัวมันจึงนั่งนิ่ง มองไปที่บุรุษทั้งสองที่ยังไม่ได้เอ่ยแนะนำตัว
“เชิญท่านก่อนเลย” นาคินทร์นาคราชไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ จึงเอ่ยเชิญโนตูรอนให้พูดก่อนได้เลย ผู้นำมาซึ่งความตายก็ตอบรับด้วยการลุกขึ้นยืน
“ในอดีต…พวกเขาเรียกข้าว่า…ผู้นำมาซึ่งความตาย…โนตูรอน แต่บัดนี้ข้าคือหอกแห่งสงครามของตระกูลซัลวาโตเร” กล่าวจบเจ้ามังกรก็นั่งลง จากนั้นก็มองไปที่บุรุษคนสุดท้าย รอฟังชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ นาคินทร์นาคราชไม่รู้ว่าตนนั้นถือหอกอะไรอยู่ เขาจึงมองไปที่อาจารย์ของตัวเองเพื่อขอคำตอบ มิเนอร์วาหัวเราะเบาๆ ด้วยฤทธิ์ของตัวยาที่ยังคงแสดงผลอยู่
“ในเมื่อเป็นเทวะแล้ว…ก็รับบทลงโทษทุกผู้ที่ทรยศต่อตระกูลเถิด…ควบคุมทุกกฎเกณฑ์ภายในตระกูลให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะเรียกว่าเป็นเหมือนผู้คุมกฎก็ไม่ผิดนัก ส่วนตัวข้าเรียกว่า…หอกแห่งการลงทัณฑ์” มิเนอร์วามองไปศิษย์คนที่สาม นาคินทร์ติดตามเขาก็เพราะอยากสนทนาธรรม ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้แต่ต้องส่งเสริมศิษย์ จึงมอบหน้าที่ในการคุมกฎ อันเป็นเรื่องสำคัญให้แก่นาคินทร์นาคราช
“ข้าชื่อว่านาคินทร์…เป็นผู้ถือหอกแห่งการลงทัณฑ์” พญานาคราชก้มศีรษะไหว้ผู้เป็นอาจารย์ จากนั้นก็เอ่ยแนะนำตัวเสียงดัง เมื่อเห็นว่าทุกคนนั่งประจำที่กันอย่างพร้อมเพรียงดีแล้ว ชายหนุ่มกระแอมไอไปหนึ่งทีเพื่อซ้อมเสียง จากนั้นก็ยกยิ้มแล้วเอ่ยพูดกับทุกคน
“เอาล่ะ…พวกเรามาเริ่มประชุมกันต่อเถิด…”