องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 ซ่อมกำแพง

            "โอ้สองท่านช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียจริง?"

            ขณะที่อันซิ่วเอ๋อร์กำลังอธิบายเรื่องดวงดาวให้จางเจิ้นอันฟังอย่างตั้งอกตั้งใจเสียงหยอกเย้าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นมาอีกแล้ว เขานั่งอยู่บนสันกำแพงเก่าคร่ำคร่าของบ้านนางมองดูพวกเขาอย่างสนใจใคร่รู้

            "คนน่ารำคาญคนนี้อีกแล้ว"อันซิ่วเอ๋อร์ยู่ปาก พึมพำเสียงเบา

            นี่เป็นครั้งแรกที่นางเจอคนปีนขึ้นมาบนกำแพงบ้านยามวิกาลเช่นนี้แม้จะมีจางเจิ้นอันอยู่ข้างกาย นางจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวแต่คนผู้นี้ช่างไร้มารยาทเสียจริง ต่อให้รู้จักกับสามีของนางจริงๆก็ไม่บังควรปีนกำแพงบ้านผู้อื่น

            ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นมิตรหรือศัตรูและมีความสัมพันธ์อย่างไรกับจางเจิ้นอันกันแน่ แต่เมื่อเห็นพฤติกรรมเช่นนี้นางก็บังเกิดความรู้สึกรังเกียจเขาขึ้นมาอีกทั้งกำแพงบ้านของนางก็เก่าทรุดโทรมอยู่แล้ว มิได้แข็งแรงนักถูกเขานั่งทับเช่นนี้ เผลอๆ อาจจะพังครืนลงมาเมื่อใดก็ได้

            "คนผู้นี้สมองคงไม่ปกติเจ้าไม่ต้องไปใส่ใจเขา" จางเจิ้นอันใช้นิ้วชี้ไปที่ศีรษะของตนเองกล่าวกับอันซิ่วเอ๋อร์

            "ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจเขาหรอกเจ้าค่ะเพียงแต่หวั่นว่าเขาจะทำกำแพงบ้านเราพังลงมา" อันซิ่วเอ๋อร์กระซิบตอบเป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ใครเลยจะรู้ว่าพอนางกล่าวจบกำแพงที่ก่อด้วยหินและอิฐดินเผาก็พลันส่งเสียงดังครืนแล้วพังทลายลงมาจริงๆ

             

            "ครืน!"

            "ปากอัปมงคลเสียจริง"

            ร่างของเยี่ยนจิ่งซิวโคลงเคลงเกือบจะถูกกองอิฐหินทับถม โชคดีที่เขาว่องไว พลิกตัวกลางอากาศครึ่งรอบลงสู่พื้นอย่างคล่องแคล่วสวยงาม

            เขารู้สึกพอใจกับการตอบสนองอันฉับไวของตนเองตบมือเบาๆ แล้วเงยหน้ามองไปทางจางเจิ้นอันและอันซิ่วเอ๋อร์แต่กลับต้องสบเข้ากับแววตาเย็นชาของจางเจิ้นอันพอดี

            ภายใต้แสงจันทร์ดวงตาของจางเจิ้นอันดำสนิทลึกล้ำดุจห้วงน้ำเยี่ยนจิ่งซิวรู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่างอย่างหาสาเหตุไม่ได้ราวกับว่าทั้งตัวตนของเขาเกือบจะถูกมองทะลุปรุโปร่ง เขาจึงรีบถอยหลังไปสองก้าวกล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า "การกระทำของข้าเมื่อครู่ไม่เหมาะสมจริงๆที่มารบกวนช่วงเวลาดีๆ ของสองท่าน ข้าขอตัวก่อน"

            "หยุดนะ!"

            เสียงตวาดดังมาจากด้านหลังเยี่ยนจิ่งซิวจำต้องหันหน้ากลับมาอย่างฝืนใจเมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาแข็งกระด้างราวสลักเสลาของจางเจิ้นอัน เขาก็ประสานมือคารวะแสร้งทำเป็นใจเย็นกล่าวว่า "พี่จางยังมีธุระอันใดอีกหรือ?"

            "เจ้าคิดว่าบ้านข้าเป็นที่ใด?นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไปงั้นรึ?"

            ดวงตาของจางเจิ้นอันคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองเขาประหนึ่งมองเหยื่อจ้องจนเยี่ยนจิ่งซิวรู้สึกหนังศีรษะชาวาบไปหมดแล้วจึงกล่าวว่า"เจ้ามิต้องกลัว ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผลวันนี้เจ้าทำกำแพงบ้านข้าพัง ก็จงซ่อมมันให้ดีก่อนแล้วค่อยไปเถิด"

            "อะไรนะ? ให้ข้าซ่อมกำแพง?"

            ใบหน้าของเยี่ยนจิ่งซิวพลันดำคล้ำเขากางมือออก แสดงให้จางเจิ้นอันประจักษ์ว่าตนเองนั้นรูปงามสง่าเพียงใดแล้วกล่าวประท้วง

            "ท่านจะให้บุรุษผู้งามสง่าเช่นข้ามานั่งก่อกำแพงหรือ?ท่านช่างเกินไปแล้ว!"

            "เกินไปรึ? หากไม่ใช่เพราะเจ้ากำแพงบ้านข้าจะพังได้อย่างไร?"

            จางเจิ้นอันเหลือบมองเขาอย่างเย็นชากล่าวว่า"อย่ามาต่อรองกับข้า ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้วก็มีทางเลือกสองทาง คือซ่อมกำแพงนี่ให้เสร็จหรือไม่ก็ให้ข้าซ้อมเจ้าสักมื้อก่อนค่อยว่ากัน"

            "อย่าเลย" เยี่ยนจิ่งซิวนึกถึงพละกำลังของหมัดจางเจิ้นอันสุดท้ายจึงเลือกที่จะยอมประนีประนอม

            ดังนั้น ในค่ำคืนนั้นขณะที่อันซิ่วเอ๋อร์กับจางเจิ้นอันนอนหลับอยู่บนเตียงก็ยังคงได้ยินเสียงตอกเสียงเคาะดังมาจากในลานบ้านตลอดเวลา พร้อมกับเสียงผิวปากเบาๆของคนผู้หนึ่ง อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกรำคาญเสียงจึงเอามืออุดหูจางเจิ้นอันจึงตวาดออกไปข้างนอกว่า "เงียบหน่อย!"

            "ใจดำนัก!"

            เยี่ยนจิ่งซิวสบถออกมาเบาๆแล้วหยิบอิฐหินในมือขึ้นมาก่อกำแพงต่อ ทว่าคราวนี้กลับทำอย่างเบามือลงมาก

            ในที่สุดเสียงข้างนอกก็เงียบสงบลงอันซิ่วเอ๋อร์จึงผล็อยหลับไปอย่างงัวเงีย

            รุ่งอรุณ เมื่อดวงจันทร์เลือนลับขอบฟ้าดวงอาทิตย์ทอแสงเหนือผืนดินอันซิ่วเอ๋อร์ตื่นนอนเดินไปยังลานหลังบ้านเพื่อล้างหน้าล้างตาเมื่อเดินผ่านห้องโถงกลาง นางกลับตกใจจนแทบสิ้นสติเพราะแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้นยังคงอยู่ในบ้านของนาง

            "ท่านพี่เขา...เขาเข้ามาได้อย่างไรเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์รีบวิ่งไปที่ห้องครัวเดินเข้าไปหาจางเจิ้นอัน

            เยี่ยนจิ่งซิวก็เดินตามมาเขาทำท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา กางมือออกกล่าวว่า "เมื่อวานข้าซ่อมกำแพงเพลินไปหน่อย จนติดอยู่ในบ้านพวกท่านโชคดีที่ห้องโถงของพวกท่านไม่ได้ปิดประตูข้าก็เลยถือวิสาสะเข้าไปนอนบนม้านั่งหลับไปคืนหนึ่ง"

            "ซ่อมกำแพงจนติดอยู่ในบ้านเรา?"อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เชื่อคำอธิบายนี้ กล่าวแย้ง

             

            "ท่านก็เปิดประตูออกไปได้นี่เจ้าคะ?"

            "ข้าไหนเลยจะกล้าเปิดประตูบ้านพวกท่านหากแตะโดนเข้า ประตูนี่ก็คงแตกเป็นเสี่ยงๆถึงตอนนั้นจะไม่ใช่ว่าต้องให้ข้ามาทำประตูให้พวกท่านอีกบานรึ?" เยี่ยนจิ่งซิวรีบส่ายหน้า ทำท่าเหมือนว่าตนเองรู้ทัน ไม่หลงกล

            อันซิ่วเอ๋อร์ฟังเขาพูดแล้วรู้สึกขบขันอดที่จะหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้ กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ได้ข้าจะพาท่านออกไปเอง ถึงตอนนั้นประตูพัง ก็ไม่เกี่ยวกับท่านแล้ว"

            "เฮ้ ข้าว่าแม่นางท่านนี้ท่านทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ข้าอุตส่าห์ก่อกำแพงให้พวกท่านทั้งคืนท่านจะไม่คิดเลี้ยงอาหารเช้าข้าสักมื้อเลยรึ?" เยี่ยนจิ่งซิวทำท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง

            ชาวบ้านชนบทส่วนใหญ่มักมีน้ำใจอันซิ่วเอ๋อร์ก็ยังอ่อนต่อโลกนัก เมื่อฟังเขาพูดเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง จึงใจอ่อนยอมตกลง "เช่นนั้นก็ได้ท่านทานอาหารเช้าก่อนแล้วค่อยไป"

            "อย่างนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย"เยี่ยนจิ่งซิวพยักหน้าอย่างพอใจหันไปพูดกับจางเจิ้นอันที่กำลังก่อไฟอยู่ "พี่จางข้าบอกแล้วว่าท่านต้องหุงข้าวเยอะหน่อย ท่านก็ไม่ฟังข้า"

            จางเจิ้นอันไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาอันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าวว่า "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะเดี๋ยวพวกเราแบ่งให้ท่านหน่อยก็พอแล้ว ถึงจะไม่อิ่มท้อง แต่ก็คงไม่ปล่อยให้ท่านหิว"

            จางเจิ้นอันวางที่คีบฟืนในมือลงมองสำรวจเยี่ยนจิ่งซิวสองแวบ แล้วจึงเอ่ยสรุปว่า "ปากคอเราะร้ายถึงเพียงนี้ ข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องกินข้าวก็ได้กระมัง"

            "หามิได้ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว"

            เยี่ยนจิ่งซิวเดินเข้ามาใกล้ๆอย่างหน้าตาเฉย จมูกสูดดมในอากาศสองครั้ง "อืมท่านทำอะไรอยู่รึ? หอมดีเหมือนกัน"

            จางเจิ้นอันไม่สนใจเขาเพียงเดินไปที่หน้าเตา เปิดฝาหม้อออก ใช้ถ้วยตักโจ๊กลูกเดือยในหม้อขึ้นมา

            ทั้งสามคนนั่งลงที่โต๊ะเยี่ยนจิ่งซิวรอไม่ไหว รีบหยิบช้อนตักโจ๊กลูกเดือยส่วนของตนเองขึ้นมาชิมคำหนึ่งพลางกล่าวว่า "รสชาติไม่เลวเลยทีเดียวหอมละมุนยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าฝีมือทำอาหารของพี่จางจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้แล้ว"

            คำพูดของเขาแฝงความนัยเสียดสีอยู่หลายส่วนจางเจิ้นอันหาได้ใส่ใจไม่ ตัวเขาเองคิดไปคิดมาก็รู้สึกลำพองใจขึ้นมาในโลกหล้าแห่งนี้ ผู้ที่ได้ลิ้มรสอาหารซึ่งจางเจิ้นอันลงมือทำเองคงมีนับนิ้วได้การที่เขาหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว

            เมื่อในใจรู้สึกได้ทีเขาก็ไม่สนใจมาดคุณชายหรือมารยาทบนโต๊ะอาหารอีกต่อไป เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินซดโจ๊กเสียงดังจ๊อบแจ๊บ กินอย่างรวดเร็วจนหมดเกลี้ยงชามในพริบตา

            ภาพนี้ทำให้อันซิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆถึงกับอ้าปากค้าง คุณชายที่ท่าทางดูดีมีสกุลเช่นนี้ เวลากินข้าวเหตุใดจึงมีกิริยาท่าทางเช่นนี้ได้หนอ?

            แต่นางก็มิได้เอ่ยตำหนิเขาคนทุกคนล้วนมีข้อบกพร่อง นางไม่สามารถดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นเพียงเพราะเหตุนี้ได้ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทางการกินอันไม่น่ามองของเขาก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรขอเพียงเขากินโจ๊กชามนี้หมดแล้วก็จากไป ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับนางขอแค่ในภายภาคหน้าเขาอย่าได้มาปีนกำแพงบ้านนางอีกก็พอแล้ว

            เมื่อพวกเขากินเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์ก็เก็บถ้วยชามไปล้างที่ห้องครัว หลังจากอันซิ่วเอ๋อร์ออกไปแล้วท่าทีเหลาะแหละไม่เอาไหนก่อนหน้านี้ของเยี่ยนจิ่งซิวก็อันตรธานหายไปสิ้นเขายืดตัวตรงแน่ว มองจางเจิ้นอันอย่างจริงจัง

            "พี่จางท่านคิดจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาแห่งนี้จริงๆ หรือ?"

            "ทำไม? ไม่ได้รึ?"จางเจิ้นอันถามกลับอย่างเฉยเมย

            "ที่นี่คับแคบเกินไปไม่สมควรเป็นที่ที่พี่ใหญ่อย่างท่านจะอยู่" เยี่ยนจิ่งซิวกล่าว

            "แล้วที่ไหนเล่า คือที่ที่ข้าควรอยู่?"

            จางเจิ้นอันเงยหน้ามองเยี่ยนจิ่งซิวกล่าวว่า"ข้าคิดว่าข้าอยู่ที่นี่สุขสบายดีแล้ว ที่นี่มีภรรยาที่รักข้ามีครอบครัวของข้า"

            "เหอะ ครอบครัวของท่านรึ?"เยี่ยนจิ่งซิวกวาดตามองลานบ้านที่ผุพัง กล่าวเย้ยหยัน "กำแพงที่แค่ผลักเบาๆ ก็พัง กระท่อมโทรมๆ สองหลัง นี่น่ะรึคือบ้านของท่าน?แล้วสตรีชาวบ้านป่าคนนี้คือภรรยาของท่านรึ? ท่านอย่าพูดเรื่องตลกให้ข้าขำเลย"

            "ข้าพูดจริงจัง" จางเจิ้นอันกล่าวเสียงเรียบ "ข้าใช้ชีวิตได้ดีมากหากเจ้ายังเห็นข้าเป็นสหาย ก็อย่ามารบกวนชีวิตของข้า"

            "กระท่อมผุพังของท่านนี่แค่จุดไฟเผาก็วอดวายกลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว ส่วนภรรยาของท่านน่ะรึนางก็แค่ยังไม่เจอสิ่งยั่วยวน เมื่อนางได้พบคนที่ดีกว่า พบเจอสิ่งล่อใจอื่นท่านคิดหรือว่านางจะยังอยู่กับท่าน?"

            เยี่ยนจิ่งซิวเห็นสีหน้าของจางเจิ้นอันขมึงขึ้นเล็กน้อยก็หัวเราะออกมา กล่าวว่า "สตรีล้วนเหมือนกันพวกนางไขว่คว้าเพียงลาภยศสรรเสริญและความมั่งคั่งไม่มีใครยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุขกับท่านอย่างแท้จริงหรอก!"

            "นางไม่เหมือนกัน"

            จางเจิ้นอันส่ายหน้ามองไปยังทิศทางของห้องครัว ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง กล่าวว่า"ตอนที่นางมาอยู่กับข้า ข้าสิ้นไร้ไม้ตอกตอนนั้นนางยังปฏิเสธท่านบัณฑิตที่ฐานะดีกว่าข้าด้วยซ้ำ"

            "หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปท่านก็จะสิ้นไร้ไม้ตอกตลอดไป"

            เยี่ยนจิ่งซิวลุกขึ้นยืน กล่าวว่า"สตรีมักมีความเพ้อฝัน รออีกสักพัก เมื่อความฝันลมๆ แล้งๆนั้นแตกสลาย พวกนางก็จะเรียนรู้ที่จะเลือก"

            "ท่านจะแต่งภรรยาก็ได้แต่ข้าเห็นว่าท่านควรเลือกภรรยาที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่สตรีชาวบ้านธรรมดาๆ เช่นนี้ถึงแม้นางจะหน้าตาพอใช้ได้ แต่ใต้หล้านี้มีคนที่งดงามกว่านางถมไปตอนนี้ชั่วครั้งชั่วคราว ท่านอาจจะยังทนนางได้แต่ท่านคิดว่าท่านจะอยู่กับนางไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือ? สตรีเช่นนี้นางไม่รู้อะไรเลย มีแต่จะนำพาความเดือดร้อนมาให้ท่านในภายหลัง!"

            เยี่ยนจิ่งซิวทิ้งคำพูดไว้ตรงนั้นรอคอยคำตอบจากจางเจิ้นอัน จางเจิ้นอันตกอยู่ในภวังค์ความคิดลึกเยี่ยนจิ่งซิวอยากจะเห็นท่าทีตาสว่าง รู้สำนึกและกลับตัวกลับใจของเขาแต่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลังเขาก็รู้สึกว่าควรให้เวลาจางเจิ้นอันได้ครุ่นคิดสักสองสามวันดังนั้นจึงไม่ได้รอคำตอบ หันหลังเดินจากไปทันที

            อันซิ่วเอ๋อร์ล้างถ้วยชามเสร็จออกมาก็เห็นจางเจิ้นอันยืนนิ่งเหม่อลอยอยู่กับที่ส่วนแขกไม่ได้รับเชิญคนก่อนหน้านั้นได้หายตัวไปแล้ว

            เห็นท่าทางของเขาดูผิดปกติอันซิ่วเอ๋อร์จึงเดินเข้าไป ถามด้วยความห่วงใย

             

            "เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ ท่านพี่?ใช่คนผู้นั้นพูดอะไรกับท่านหรือเปล่าเจ้าคะ?"

            จางเจิ้นอันได้สติกลับคืนมา เขาก้มหน้าลงเงาของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตากลมโตกระจ่างใสดุจผืนน้ำในฤดูสารท ในนัยน์ตาสีนิลนั้นมีเพียงภาพของเขาฉายชัดอยู่เต็มดวงตา

            เขายื่นมือออกไปกุมมือนางไว้มั่นกล่าวถามเสียงแผ่ว "ซิ่วเอ๋อร์เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป ใช่หรือไม่?"

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382