บทที่ 48 ขอบเขตสร้างรากฐาน
เจียงผิงอันตกตะลึง เพียงสูดหายใจเฮือกเดียว เขาก็แตะพบกำแพงระดับขอบเขตสร้างรากฐาน
โอสถนี้ล้ำค่ายิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก
ยามอยู่บนฝ่ามือ โอสถนี้เรืองรองรัศมีเจ็ดสี แม้เขาจะไม่รู้ว่ามันคือโอสถอะไร แต่เขาก็รู้มูลค่าของมัน
เขานำอ่างสัมฤทธิผลทำจากสำริดออกมา บรรจงวางโอสถลงไป
“ไม่รู้เลยว่าจะลอกเลียนโอสถระดับสูงเพียงนี้ได้หรือไม่”
เจียงผิงอันกลั้นหายใจอย่างกระวนกระวาย
แม้ก่อนหน้านี้โอสถสร้างรากฐานและโอสถทะลวงขั้นจะถูกลอกเลียนได้ แต่โอสถเหล่านี้ก็มิได้สูงค่าสักเท่าไหร่
แต่โอสถประหลาดเจ็ดสีนี้แตกต่างออกไป มูลค่าของมันสูงล้ำเกินเทียบกับโอสถเหล่านั้น
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังกังวล แสงหลากสีก็ฉายจรัส สาดส่องไปทั่วทั้งห้อง
เนื่องด้วยมีปราการ แสงสว่างนั้นจึงไม่รั่วไหล
เจียงผิงอันสุดแสนตื่นเต้น มองมายังอ่างสำริดท่ามกลางรัศมีเจิดจ้า
โอสถปรากฏแล้ว!
ทว่ามิใช่สิบเม็ด แต่เป็นห้าเม็ด
เจียงผิงอันนิ่งไป นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ก่อนหน้านี้ลอกเลียนได้สิบเท่า แต่หนนี้ได้เพียงห้า
อ่างสำริดนี้มีขีดจำกัดจริง ๆ และไม่อาจลอกเลียนทรัพยากรได้สิบเท่าทุกครั้งไป
เหตุนี้อาจเกิดขึ้นยามลอกเลียนสิ่งใดสูงมูลค่าเช่นนี้
เจียงผิงอันผิดหวังเล็กน้อย โอสถห้าเม็ดต่อวันนั้นน้อยไปสักหน่อย
โชคยังดีที่คนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในขณะนี้ หาไม่ เกรงว่าคงมีผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนที่อยากระเบิดกะโหลกเขาเสียเต็มทน
ของสิ่งนี้ หลายตระกูลยอมทุ่มทุนมหาศาลแต่มิอาจพานพบแม้เพียงหนึ่ง แต่เขากลับมาบ่นว่าห้าเม็ดต่อวันน้อยเกินไป
เจียงผิงอันเก็บโอสถทั้งห้าไป เมื่อนับรวมของเมิ่งจิงก็ได้ทั้งสิ้นหกเม็ด
“หวังว่ามันจะทำให้ข้ามีฝีมือมากขึ้นอีกสักหน่อยได้นะ”
เจียงผิงอันมิคาดหวังว่าจะมีอะไรอย่างร่างเทวะวิหคอมตะหรือร่างหมื่นทอง ขอเพียงเขาฝึกฝนได้รวดเร็วขึ้นก็พอแล้ว
เขากินโอสถเจ็ดสีเข้าไปหนึ่งเม็ดและเริ่มย่อย
ขณะนี้ พลังสายหนึ่งหลั่งเป็นคลื่นเข้าสู่แขนขา ทวารทั้งเจ็ดปรากฏแสงเจ็ดสีโชติช่วงเรืองรอง
เจียงผิงอันรู้สึกราวตนทะยานสู่หมู่เมฆ ร่างละล่องบางเบา สบายตัวยิ่งกว่ายามใด
เปรี๊ยะ!
เกิดเสียงสะบั้นตรวนจากภายใน
มิต้องใช้โอสถสร้างรากฐาน ก็บรรลุสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้!
ปราณวิญญาณในกายแปรเปลี่ยนเป็นน้ำพุวิญญาณ นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงอันชัดเจนที่สุดของขอบเขตสร้างรากฐาน
ยามปราณวิญญาณกลายเป็นน้ำพุวิญญาณ ปราณอันสั่งสมในกายก็เพิ่มได้มากขึ้น
ปราณอันละล่องรายล้อมต่างรวมตัวเข้าหาร่างของเจียงผิงอันอย่างบ้าคลั่งราวขุดหลุมใหญ่ชักน้ำเข้าหา
เจียงผิงอันกังวลว่ามันจะกระทบการทะลวงขอบเขตของตน จึงยอมใช้หินวิญญาณหมื่นชิ้นและกลืนโอสถเผยหยวนเข้าหนุนเสริม
ขณะเดียวกัน เหนือยอดเขา
อัจฉริยะคนหนึ่งแพ้พ่าย ลงจากชั้นที่ยี่สิบเก้ามาหาห้องพักผ่อน ณ ชั้นสามสิบ
อัจฉริยะคนนั้นเลื่องชื่อ เป็นที่รู้จักดีในบ้านเกิดเขา แต่ที่นี่เขาเป็นได้เพียงบุคคลชั้นล่างสุด
“พวกเขาแข็งแกร่งเกินสยบได้ แต่ข้าไม่ยอมแพ้หรอก ต้องมุ่งหน้าขึ้นไปให้เร็ว!”
หัวใจของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยจิตต่อสู้
ขณะที่เขากำลังจะพักฟื้นปราณอยู่นั้นเอง เขาก็พบว่าปราณรอบกายสุดแสนบางเบานัก
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดชั้นสามสิบจึงมีปราณน้อยนัก? กระทั่งปราณในโลกภายนอกยังเยอะกว่านี้เลย”
ไม่เพียงเขา คนอื่น ๆ ที่ลงมายังชั้นสามสิบต่างพบว่าปราณที่นี่น้อยเสียจนน่าตกใจเช่นกัน
“ต้องเป็นเพราะองค์หญิงคิดกระตุ้นให้ทุกคนตั้งใจฝึกฝนเป็นแน่แท้ ปราณในชั้นที่สามสิบจึงน้อยเช่นนี้”
“ข้าต้องเร่งรุดขึ้นเขาให้สูงกว่านี้!”
ไม่มีใครสงสัยว่าปราณถูกผู้อื่นดูดไป เพราะถึงอย่างไร ผู้มากฝีมือระดับนี้ ไหนเลยจึงมาอยู่ในชั้นสามสิบ
สามวันจากนั้น ผลของโอสถก็หมดลง
เจียงผิงอันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วหินวิญญาณหมื่นชิ้นตรงหน้าก็แตกสลายเป็นผลึก
เจียงผิงอันแตกตื่นอยู่ในใจ ตกลงเขาทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานหรือจินตานกันแน่นี่?
สูบปราณได้น่ากลัวไปแล้ว
ทว่าเรื่องน่ายินดีก็คือ เขาสร้างรากฐานได้สำเร็จ
เมื่อลองใช้ ‘เคล็ดกายาคลั่ง’ ก็พบว่าความเร็วของมันทวีคูณขึ้นกว่ากาลก่อนสิบเท่าตามคาด!
โอสถที่เมิ่งจิงให้มาไม่ธรรมดาจริง ๆ
มิน่าเล่า อ่างสัมฤทธิผลจึงเลียนแบบได้เพียงหนละห้า
เจียงผิงอันหารู้ไม่ว่า โอสถเทียนเสวียนพัฒนาอะไรมากกว่านั้นเยอะ
เจียงผิงอันสะกดความปรีดาในใจ สงบสติตนเองลง
แม้จะสร้างรากฐานเสร็จสิ้น แต่ก็ยังห่างชั้นจากอัจฉริยะคนอื่น ๆ มากยิ่งอยู่ดี
การคิดเอาชนะคนเหล่านั้นมิใช่เรื่องง่าย ยังต้องเรียนวรยุทธ์อยู่
เหตุผลที่อัจฉริยะเหล่านั้นทรงพลัง หลัก ๆ แล้วมีหลายปัจจัย
หนึ่ง เพราะความเร็วการฝึกฝนของพวกเขาสูงส่ง ทะลวงขอบเขตกันง่ายราวดื่มน้ำ
สอง พวกเขากักเก็บปราณในร่างได้มากกว่า ยิ่งมากฝีมือยิ่งเก็บปราณในกายได้มาก ปลดปล่อยวรยุทธ์ได้ตามใจชอบ มิต้องกังวลถึงความสิ้นเปลือง
สาม คือทักษะพิเศษโดยกำเนิด เช่นร่างวิญญาณอัสนีซึ่งเชิญอัสนีมาได้
สี่ บรรลุคาถาอันแข็งแกร่งยิ่ง
เจียงผิงอันยามนี้มีเพียงหนึ่งปัจจัย คือสั่งสมปราณได้มากมายในตัว
มิกล้าพูดถึงสิ่งอื่น แต่เพียงปราณในกาย เขาก็มั่นใจว่าจะเทียบชั้นร่างเทวะวิหคอมตะบนชั้นหนึ่งได้
ส่วนด้านอื่น ๆ ยังด้อยกว่าผู้อื่นมากนัก
ในด้านความเร็วการฝึกฝนและทักษะพิเศษ เขาอาจดีสู้อัจฉริยะเหล่านั้นที่เกิดมากับพวกมันมิได้
แต่เมื่อพูดถึงคาถา เขายังพยายามไล่ตามได้
ยามสงบสติกลับมา เขาก็เริ่มฝึกฝน ‘หมัดอู๋จี๋’ แล้วไปกินข้าว
เขาไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว จึงรู้สึกหิวอยู่นิดหน่อย
เจียงผิงอันเดินออกจากห้อง มองไปยังยอดเขา การต่อสู้ด้านบนนั้นมิได้ดุเดือดเท่ายามเปิดฉาก
การจัดอันดับถือว่าคงตัวแล้ว มีเพียงชั้นล่าง ๆ ที่ยังมีการต่อสู้กันอยู่
เจียงผิงอันมองหาร่างของเมิ่งจิง
และแล้วก็พบนางอยู่บนชั้นที่ยี่สิบห้า
ขณะนี้ นางกำลังต่อสู้กับใครบางคน
“เจ้าคนน่ารังเกียจ!”
ไม่อาจทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมิ่งจิงก่นด่าอย่างเคืองแค้น ขณะกวัดแกว่งดาบลายครามในมือ
“แม่นางเมิ่ง จะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะ กฎบอกไว้ให้ท้าทายคนในชั้นต่อไปนี่นา”
แม้ร่างของหม่าเหว่ยจะอ้วนกลม แต่กลับพลิ้วไหวยืดหยุ่นอย่างยิ่ง กระทั่งดาบอันว่องไวของเมิ่งจิงยังไล่ตามไม่ทัน
โครม!
หม่าเหว่ยเหวี่ยงกระบี่ บังเกิดเป็นเงากระบี่หลายสิบสาย
เมิ่งจิงหน้าถอดสี ถอยกรูดกระโจนสู่ชั้นถัดไปอย่างเด็ดเดี่ยว
“อ่อนแอจริง ร่างวิญญาณอัสนีก็แค่นี้เอง”
หม่าเหว่ยเก็บกระบี่ไปพลางล้อเลียนอย่างไม่ไว้หน้า
เมิ่งจิงยังอยากบุกขึ้นไปต่อ แต่เมื่อเห็นเจียงผิงอันอยู่บนเขาเบื้องล่าง นางก็ไหวกายลงมา
“ข้าโกรธจะตายแล้ว ไปหาอะไรกินกัน”
เมิ่งจิงข่มเขี้ยว สุดแสนเดือดแค้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เจียงผิงอันถามอย่างสงสัย เขารู้สึกว่าเมิ่งจิงไม่ได้โมโหเพราะความพ่ายแพ้
“จะอะไรอีกถ้าไม่ใช่เจ้าอ้วนจากสำนักเพียวเหมี่ยวนั่น เดิมทีเขาแข็งแกร่งพอจะอยู่ในสิบชั้นแรก แต่เขาจงใจพิรี้พิไรเพื่อท้าทายข้า ตีข้าให้ถอยลงมา ไม่ยอมให้ขึ้นไป”
เพราะหม่าเหว่ยจงใจขวางทาง ไม่ให้เมิ่งจิงไปสู่ชั้นสูง ๆ เด็กสาวจึงไม่อาจขึ้นไปได้
ยิ่งไปสูงยิ่งได้ทรัพยากรมาก การที่อีกฝ่ายขวางทางไว้ก็เท่ากับนางไม่สามารถหาทรัพยากรฝึกฝนมากกว่านี้ได้
เรื่องน่ากลัวเกินสิ่งใดคือ ไม่อาจติดสิบอันดับแรกได้ในท้ายสุด
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว เงยหน้ามองหม่าเหว่ย
ที่อีกฝ่ายระรานเมิ่งจิงมากเพียงนี้ ก็เพราะเขาไปยั่วโมโหหม่าเหว่ยเข้า
หม่าเหว่ยสังเกตเห็นสายตาของเจียงผิงอันแล้วตะโกนเสียงดัง
“มองอะไร ไม่พอใจก็มาท้าทายข้าสิ เอ้อ คิดดูแล้ว ขยะอย่างเจ้ามีคุณสมบัติมาท้าทายข้าเสียที่ไหน ฮ่า ๆ”
เสียงหัวเราะของเขาดังเสียจนดึงสายตาเหล่าอัจฉริยะมากมาย
“คนผู้นี้กล้าล่วงเกินศิษย์สำนักเพียวเหมี่ยว สมองต้องมีอะไรขาดเกินไปจริง ๆ แน่แท้”
“น่าสงสาร ในเมื่อขึ้นไปไม่ได้ ทรัพยากรก็มีน้อยกว่าเขา เมื่อน้อยทรัพยากรกว่า การฝึกฝนก็จะเชื่องช้า”
“อย่าไปเสวนากับเจียงผิงอันนั่นเลย จะได้ไม่ถูกหม่าเหว่ยหมายหัวไปด้วย”
“ใครจะอยากเสวนากับเจ้าคนที่ติดอยู่บนชั้นสามสิบตลอดมาเช่นนี้เล่า?”
บางคนลำพองใจ บางคนลอบรำพึง แต่คนส่วนใหญ่ตั้งใจฝึกฝน เมินเรื่องไกลตัวเช่นนี้ไป
“เจ้า…”
ขณะที่เมิ่งจิงกำลังจะพุ่งออกไปอย่างเดือดดาล ก็ถูกเจียงผิงอันลากเข้าไปในห้องเสียก่อน