แม่ทัพเยี่ยหาญกวง เดือดดาลเป็นอย่างมากไม่คิดเด็กหนุ่มคนนี้จะเตรียมการมาอย่างดี แถมดูท่าจะไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่น้อย เขากำมือจนมีเลือดไหลซึม ก่อนสั่งการไปที่ แม่ทัพเทียนจื่อซาน "เจ้าจงง้างปากมัน ให้มันคายข้อมูลออกมา ข้าไม่สนเจ้าจะใช้วิธีอันใดให้มันคายความลับทั้งหมดออกมา" ก่อนเขาจะเดินจากไป จากห้องสอบสวนในทันที
เทียนจือซาน เขายกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น มองไปที่อี้เฉินราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาหัวเราะออกมาราวคนบ้า ไม่คิดเขาจะได้แก้แค้นรวดเร็วถึงเพียงนี้
เยี่ยฉุนที่เห็น แม่ทัพเทียนจื่อซาน หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาส่ายหัวออกมาก่อนเอ่ยเตือนอี้เฉินด้วยความจริงใจ "เจ้ามีนามว่าอี้เฉินใช่หรือไม่ ข้าว่าหากเจ้ามีอะไรเก็บซ่อนไว้เอาออกมาเสีย ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง"
อี้เฉิน ส่ายหัว "ขอบคุณสำหรับความหวังดีของเจ้า แต่ข้ารู้ดีหากข้าไร้ประโยชน์ข้าก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อ"
เยี่ยฉุนถอนหายใจยาวออกมา เขาไม่พูดสิ่งใดอีกต่อไปก่อนจะเดินออกไปภายนอก เขารู้อี้เฉิน จะต้องเผชิญกับสิ่งใด ก็จริงอย่างที่อี้เฉินเอ่ยพูด หากเขาไร้ประโยชน์ ตัวเขาก็อาจถูกฆ่า มากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
ด้านนอกห้องสืบสวน
ทันที ที่เยี่ยฉุนเดินออกมาภายนอก เยี่ยฉินเอ่ยถามขึ้นมาในทันใด "ท่านพี่ เหตุใดผู้อาวุโสเยี่ยหาญกวง ถึงเดือดดาลมากถึงเพียงนี้"
"เยี่ยฉินเหมือนเราจะเจอกับปัญหาใหญ่ เจ้าคงต้องยุ่งไปอีกหลายวัน ดูแลเด็กหนุ่มให้ดีล่ะ"
"ท่านหมายความว่าอย่างไร" เยี่ยฉินนางรู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ได้มาไม่น้อย นางกำหมัดแน่น คิดว่าการกลับมาครั้งนี้นางจะได้พักผ่อน แต่ดันต้องมาเฝ้าห้องสืบสวนเสียอย่างนั้น
เยี่ยฉุนที่เดินจากไป เขาโบกหลังมือมาให้ เหมือนเป็นการบอกในๆ อย่าถามมาก ก่อนเขาจะเดินลับสายตาจากไป
...ภายในห้องสืบสวน เวลาล่วงเลยไปหนึ่งก้านธูปใหญ่ อี้เฉิน ในยามนี้กายาของเขาเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ค่อยๆ ถูกชายแก่เทียนจื่อซาน เอาเหล็กร้อนเผาไฟนาบไปกลางหน้าอกของอี้เฉินไปหลายครั้ง จนอี้เฉินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ปริปากพูด แม้แต่น้อยปากของเขายัง สบถ ด่า ชายแก่ที่อยู่ตรงหน้าอยู่หลายครั้ง จนชายแก่เดือดดาล อยากจะฆ่าอี้เฉินเสียให้ตายด้วยน้ำมือของเขาเอง
"เจ้าจะทนได้ไปอีกนานเท่าใด บอกความลับที่ทำให้เจ้ามีพลังเพิ่มขึ้นมาในพริบตามาเสีย แล้วเจ้าจะได้ไปสบาย"
อี้เฉินไม่สนคำพูดนั้นแม้แต่น้อย ปากของเขาพ่นเลือดออกมาใส่ชายชราเทียนจือซาน อย่างไม่หวาดกลัว
ชายชราเช็ดเลือดที่อี้เฉินพ่นออกมาออกจากอาภรณ์ "งั้นเราจะได้เห็นดีกัน"
เหล็กที่ถูกเผาจนร้อนก็ไม่ได้แค่นาบอีกต่อไป มันถูกชายชรา ฟาดใส่อี้เฉินไปอีกหลายที จนเนื้อตัวอี้เฉินเต็มไปด้วยบาดแผล รอยฟกช้ำ เลือดสาดกระเซ็น ไปทั่วห้องสอบสวน แต่เขาก็ไม่ปริปากพูดออกมา จน เทียนจื่อซานเริ่มบ้าคลั่ง เขาไม่คิดเด็กหนุ่มจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ มือที่ถือเหล็กเผาไฟร่วงลงกับพื้นในทันที
เขายื่นมือทั้งสองข้างไปที่ใบหน้าของอี้เฉิน ก่อนเปิดผ้าปิดตาของอี้เฉินออก กดนิ้วโป้งอย่างแรงแทงไปที่ดวงตาของอี้เฉินทั้งสองข้าง จนอี้เฉินดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"อ๊ากๆ เจ้า เจ้า อย่าให้ข้ามีโอกาสบ้างนะ ข้าจะ ฆ่าเจ้าอย่างไม่ลังเล"
ดวงตาของเขามีเลือดหลั่งไหลออกมาเป็นสาย ลูกตาทั้งสองข้าง ถูกทำลายจนมองไม่เห็นสิ่งใด ก่อนที่ตัวของอี้เฉินจะหมดสติลงในทันใด จากความเจ็บปวดที่ได้รับ
เทียนจื่อซาน หยิบผ้าขาวจากโต๊ะสืบสวนมาเช็ดมือที่เปื้อนเลือดออก แล้วเดินจากไปภายนอกห้องสืบสวนในทันที เขารู้ดีตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะทรมานอี้เฉินอีกต่อไป มีแค่ต้องทรมานเด็กหนุ่มผมขาวทุกๆ วัน ไม่แน่เด็กหนุ่มอาจปริปากพูดออกมา เขาเริ่มจนปัญญา ไม่คิดเด็กหนุ่มจะปากแข็งถึงเพียงนี้
ภายนอกห้องสืบสวน เทียนจื่อซาน ที่เดินออกมา ออกคำสั่งไปที่ เยี่ยฉินที่เป็นคนของหน่วยข่าวกรองในทันใด "ดูแลเชลยศึกให้ดี อย่าให้มันตายเด็ดขาด"
เยี่ยฉิน นางรับคำสั่งในทันที "ข้าเข้าใจแล้ว" แต่ก็รู้สึกแปลกใจเล็กๆ เมื่อเห็น แม่ทัพเทียนจื่อซาน จากไปด้วยใบหน้ามืดทะมึน ตัวนางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยตามหลักแล้วการสืบสวน ก็ไม่น่าจะยากเช่นนี้ เพียงสืบค้นปราณจิตก็น่าจะได้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด ก่อนนางจะเดินเข้าไปทำหน้าที่เฝ้าห้องสืบสวนตามเดิม
ทันทีที่นางเข้าไปภายในห้องสืบสวน นางถึงกับตกตะลึง สภาพของอี้เฉินในยามนี้ถูกทรมานอย่างหนัก ดวงตามีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด กายาเต็มไปด้วยบาดแผลไฟไหม้ ฟกช้ำ หลายแห่ง อาภรณ์ขาดลุ่ยไม่มีชิ้นดี ใบหน้าเล็กๆ ที่ดูหล่อเหลาเต็มไปด้วยคราบเลือดเปรอะเปื้อนใบหน้า นางถึงกับถอนหายใจยาวออกมา ไม่คิดเด็กหนุ่มจะดื้อรั้นถึงเพียงนี้ เหมือนพวกเหล่าผู้อาวุโสเอง ก็ยังไม่ได้คำตอบจากปากของเด็กหนุ่ม นางชักอยากรู้เด็กหนุ่มมีอะไรเก็บซ่อนไว้กันแน่ จึงทำให้ตัวของเขามีค่ามากขนาด หยุดสงครามเป็นเวลา10ปีได้
เยี่ยฉิน นางนำผ้าขาวมาเช็ดซับเลือดบางส่วนออกจากใบหน้าของอี้เฉิน ยิ่งนางลูบไล้ใบหน้าของเด็กหนุ่มนางยิ่งหน้าแดงด้วยความเขินอาย ก่อนส่งปราณพลังรักษาบาดแผลที่สาหัสให้อี้เฉิน ดูท่าเด็กหนุ่มคงโดนทรมานเช่นนี้ไปอีกหลายวัน เวลาค่อยๆ หลายผ่านไปหนึ่งก้านธูปใหญ่ จนปราณพลังของนางหดหายไปมาก จากการรักษาบาดแผล ก่อนนางจะเอ่ยพึมพำออกมา "หวังว่าเจ้าจะรอดไปถึงวันรุ่งขึ้นได้"
อี้เฉินที่ได้สติเนื่องจากนาง ส่งปราณพลังเข้ามารักษาบาดแผลบางส่วนให้ตัวเขา ทำให้เขาได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน เนื่องจากพวกเขาทั้งสองคนอยู่ใกล้กันเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน "เจ้าห่วงข้างั้นหรือ เช่นนั้นก็ปล่อยข้าไปสิ"
นางที่ได้ยินน้ำเสียงของเด็กหนุ่มส่งเข้ามาใกล้ๆ ใบหูของนาง ตัวนางถึงกับสะดุ้งโหยง "ถุย ถุย ยังจะมีเวลามาพูดเล่นอีก บาดแผลเจ้าสาหัสไม่น้อย หากเจ้าถูกทรมานอย่างมากก็ทนต่อไปได้อีกไม่กี่วัน"
อี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "ข้ารู้ตัว ข้าดีเจ้าไปพักผ่อนเถิด ขอบใจเจ้ามากที่มารักษาข้า ไม่เช่นนั้นข้าอาจไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เป็นได้"
ก่อนนางจะจากไป นางได้เอ่ยคำทิ้งท้ายไว้ให้อี้เฉิน "อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ที่เจ้า ไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ"
อี้เฉินตอบออกมาทันที "ความมุ่งมั่นของข้ากับเจ้า มันไม่เหมือนกัน ถึงตอนนี้ดวงตาของข้า จะมองไม่เห็นแสงสีอีกต่อไป แต่ข้าก็ยังมองเห็นเส้นทางที่ข้าจะเดินไปในเส้นทางข้างหน้าอย่างชัดเจน"
เยี่ยฉินนางที่ได้ยินคำตอบของอี้เฉินทำให้นางทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ แต่หัวใจของนางกลับสั่นไหว ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีความแน่วแน่ถึงเพียงนี้ นางเดินจากไปด้วยความว่างเปล่า ไม่คิดเด็กหนุ่มจะไม่มีความแค้นเคืองต่อ ผู้คนดินแดนจันทราทมิฬ มีเพียงศัตรูของเขาเท่านั้น ที่เขาจะมีโทสะ ยากที่จะพบคนเช่นนี้ แม้แต่ตัวนางก็ไม่เคยพบเคยเจอ
...............
....เวลาผ่านไปไม่ถึง4วัน ดินแดนต่างๆ เริ่มประชุมหารือรับมือกับคนต่างโลกที่มาเยือน ไม่เว้นแม้แต่ดินแดนจันทราทมิฬ พวกเขาไม่อยากให้ของล้ำค่าของดินแดนตน ตกไปอยู่กับกลุ่มคนต่างโลก แต่พวกเขาเองก็หวาดกลัวในพลังของเทพสวรรค์ที่อยู่ภายในพระราชวังบนฟ้าสูงอยู่ไม่น้อย หากไปแหย่หนวดเสือเข้า ก็อาจจะกลายเป็นสงครามระหว่างสองโลกได้ ซึ่งพวกเขาไม่อาจต่อต้านได้แม้แต่น้อย เฝ้ารอกฎเกณฑ์ฟ้าดินกลับมาขวางกั้นอีกครั้ง
ผู้อาวุโสของแต่ละดินแดนส่วนใหญ่ จึงเลือกใช้วิธีส่ง เหล่าจอมยุทธขั้นพลัง กษัตริย์ออกไปค้นหาของล้ำค่าของจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น ด้วยเช่นกัน มันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเลี่ยงความบาดหมาง แต่ก็จะให้ส่งคนทั้งดินแดนไปแย่งชิงก็คงไม่ใช่เรื่อง จึงคิดหาเหล่าจอมยุทธ์มีฝีมือออกค้นหามิติ ลับ ต่างๆ ภายในดินแดนของตน หมายช่วงชิงของล้ำค่าเหล่านั้นกลับมาไว้ในกำมือของตนเอง
มีแม้กระทั่งบางดินแดนอย่างดินแดนเซียน พวกเขาผูกมิตรไมตรีกับเหล่าจอมยุทธรุ่นใหม่ของต่างโลกอย่างหน้าไม่อาย แม้กระทั่งพากันออกไปช่วยสำรวจในสถานที่ต่างๆ มีเพียงดินแดนร้อยแคว้นที่เงียบไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ราวกับพวกเขาไม่สนใจของล้ำค่าของจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น