ร่างใหญ่ยักษ์ของมู่หลงถึงกับปลิวละลิ่วไปดุจว่าวขาดป่าน ลอยออกนอกเวทีและปะทะเข้ากับเสาศิลาจนหักโค่นไปสองต้นผู้คนที่อยู่ใกล้ต่างกรีดร้องวิ่งหลบกันจ้าละหวั่น ฝุ่นฟุ้งตลบ มู่หลงตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยสีหน้าเหยเก นับว่ามันมีความทรหดและร่างกายแข็งแกร่งยิ่งจริง ๆ แม้โดนแรงโจมตีขนาดห้าพันชั่งเข้าไปเต็ม ๆ ถึงกับยังสามารถลุกขึ้นได้อีก กังหลงยังยอมรับนับถือในความทรหดของมัน
แต่ผู้ชมรอบเวทีประลองต่างตื่นตกใจจนปากอ้าตาค้างกันไปพร้อม ๆ กัน มิเว้นแม้แต่ผู้นำตระกูลราชวงศ์ซึ่งบัดนี้ปากอ้าค้างเหมือนกระดูกคางจะหลุดออกมา จนเทพธิดาหงษ์เหลี่ยนถึงกับหัวเราะออกมา กล่าวกระตุ้นพร้อมหัวเราะ
"อิอิ..ท่านพ่อ..ท่านพ่อเป็นอะไรไปรึเดี๋ยวแมลงวันจะบินเข้าปาก ท่านเห็นแล้วรึไม่ เจ้ามู่หลงปลิวกระเด็นออกนอกเวทีไปแล้วถือว่าพ่ายแพ้ไปแล้ว ท่านอย่ากลับคำที่ให้ไว้กับข้าก็แล้วกัน "
"เอ่อ..บิดาไม่บิดพริ้วเจ้าหรอก ..แต่บิดามิคาดคิดว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีความสามารถถึงเพียงนี้ มันสามารถป้องกันการโจมตีจากเจ้ามู่หลงได้ทั้งสามคราโดยมิมีริ้วรอยการเพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย แถมถึงครามันโจมตีเพียงการต่อยออกธรรมดาถึงกับสามารถส่งเจ้ามู่หลงกระเด็นลิ่วไปจนมิอาจต้านทานได้ แท้ที่จริงแล้วพลังฝีมือของเจ้าหนุ่มนั่นอยู่ที่ระดับใดกันแน่ แม้แต่บิดาก็มิสามารถสำรวจตรวจสอบได้ "
"การที่ไม่สามารถตรวจสอบได้มีสาเหตุเพียงสองประการเท่านั้น ประการแรกเจ้าหนุ่มนั่นสวมใส่วัตถุพิเศษที่สามารถปกปิดระดับปราณไว้ ส่วนประการที่สองก็คือ เจ้าหนุ่มนั่นมีระดับปราณที่สูงกว่าผู้ตรวจสอบเท่านั้น..!! "
เทพธิดาหงษ์เหลี่ยนได้ฟังผู้เป็นบิดาวิเคราะห์เช่นนั้นถึงกับอึ้งไปเช่นกัน นางหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานตอนค่ำ กังหลงที่สามารถสังหารราชาอสรพิษเจ็ดดาวได้อย่างง่ายดายโดยมิได้ใช้หยกนาคีสะกดข่มเช่นนาง เพียงการโจมตีมิกี่ครั้ง ปีกสีทองคล้ายปีกค้างคาว ท่าร่างที่สามารถสร้างร่างจำแลงอออกมาถึงแปดร่าง นับเป็นสิ่งที่มิเคยพบเห็นและคาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบเจอในตัวของกังหลงได้
และสัตว์อสูรราชาอสรพิษเจ็ดดาวเป็นสัตว์อสูรระดับสามที่มีปราณยุทธเทียบเท่าผู้ฝึกยุทธระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามระดับห้าขึ้นไป ถ้าเช่นนั้นระดับปราณยุทธของกังหลงคงมิใช่.....นางมิอยากจะคาดคิดว่าสิ่งที่นางคิดนั้นจะเป็นจริงได้ เพราะเนื่องด้วยอายุของกังหลงดูไปก็เทียบเท่ากับนาง หากเขามีปราณยุทธระดับที่นางมิกล้าคาดคิดเช่นนั้นจริง นางถึงกับเผลออุทานออกมาจนผู้นำตระกูลราชวงศ์ถึงกับสงสัย
"โอ...!!..คงมิใช่ดังที่ข้าคาดคิดแน่..."
"มีอะไรรึหงษ์เอ๋อร์..?"
"ไม่..ไม่มีอะไรคะท่านพ่อ..ข้าเพียงคิดเรื่อยเปื่อยไปเท่านั้น"
หลังจากที่มู่หลงลุกขึ้นยืนสำเร็จมันปัดฝุ่นที่ติดตามร่างกายออก หันไปมองยังกังหลงซึ่งยืนยิ้มอย่างสบายบนเวที มันถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ทันใดเสียงของกังหลงได้กล่าวขึ้น
"ตอนนี้เจ้าถึงกับหลุดออกจากเวทีถือว่าพ่ายแพ้ในการประลองนี้แล้ว แต่หากเจ้ายังไม่ยินยอมพร้อมใจ ข้าให้โอกาสเจ้าลองรับการโจมตีของข้าอีกครั้ง เมื่อกี้ข้าใช้พลังไปประมาณสามส่วน ครั้งที่สองข้าจะใช้ประมาณห้าส่วน ถ้าเจ้าคิดว่าสามารถรับได้ก็ขึ้นมาลองทดสอบอีกครา "
กล่าวกับมู่หลงจบกังหลงก็หันไป คารวะผู้อาวุโสสูงสุดและสอบถามความเห็นขึ้น
"มิทราบท่านผู้อาวุโสสูงสุดอนุญาตหรือไม่หากข้าต้องการจะให้มู่หลงแก้ตัวอีกครั้งเพื่อเขาจะได้พ่ายแพ้อย่างยินยอมพร้อมใจ"
ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเหลียวครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวขึ้น
"ตามกฎการประลองแล้ว หากเป็นความยินยอมของผู้ชนะย่อมได้ ถือว่ามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้ได้ แต่ผู้ที่พ่ายแพ้มิมีสิทธิ์ดังกล่าว..
มู่หลงคู่ต่อสู้ของเจ้ากังหลงได้ให้โอกาสเจ้าอีกครั้งมิทราบว่า เจ้าคิดเห็นเช่นไร ?"
มู่หลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ครุ่นคิด เป็นเมื่อก่อนหน้านี้มันมิได้ทุ่เทตั้งรับอย่างสุดกำลัง เนื่องจากมิคิดว่าการโจมตีของบุรุษหนุ่มคู่ต่อสู้ของมันจะมีพลังโจมตีที่หนักหน่วงและรุนแรงจนมันถึงกับปลิวว่อนไป ทำให้สำนึกเสียใจเล็กน้อยแต่อีกใจหนึ่งก็เริ่มขยาดกับพลังโจมตีของเจ้าหนุ่มบอบบางคนนี้เข้าให้ ครุ่นคิดและลังเลชั่วครู่พลันนึกไปถึงเดิมพันที่ได้ตกลงกันไว้ หากแม้นมันพ่ายแพ้มิยินยอมพร้อมใจเพราะความบังเอิญก็เท่ากับมันต้องอึดอัดและโดนผู้คนหัวเราะเยาะ ครานี้เมื่อได้รับโอกาสให้แก้ตัวมันจึงนึกสำนึกขอบคุณกังหลงที่ยังให้โอกาสมันได้แก้ตัว มิฉกฉวยโอกาสนี้ซ้ำเติมตนเหมือนบุคคลอื่นที่มันเคยพบเจอมา จึงใช้สายตาที่แน่วแน่หันไปตอบรับโอกาสนี้กล่าวกับกังหลงด้วยสายตาอันสับสน
"ขอบคุณเจ้าที่ให้โอกาสข้าอีกครั้งข้าจะมิลืมเลือนน้ำใจนี้ ครานี้ข้าจะป้องกันอย่างสุดชีวิต หากเจ้าสามารถล้มข้าได้อีกครั้ง ข้าก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวและขอยินยอมรับความพ่ายแพ้จากหัวใจให้เจ้าดำเนินการตามที่ต้องการ"
"งั้นเจ้าขึ้นมาและเตรียมพร้อมให้เต็มที่ครานี้ข้าจะใช้พลังห้าส่วนมิปราณีเจ้าเช่นคราแรก "
หลังจากมู่หลงขึ้นมาบนเวทีโคจรปราณป้องกันอย่างเต็มเปี่ยมสุดชีวิต มันมีท่าร่างป้องกันที่เลิศล้ำที่มิเคยใช้ออก คือท่วงท่ากระดองเต่าฟ้าซึ่งเป็นท่วงท่าที่สามารถนำปราณมาสร้างเป็นโล่ห์ป้องกันรูปร่างกระดองเต่า มู่หลงคำรามลั่น ทันใดด้านหน้าของมันได้เกิดม่านพลังป้องกันรูปกระดองเต่าสีทองขึ้น ขนาดของโล่ห์สามารถปกปิดร่างอันใหญ่โตของมันจนมิดชิด
"เกราะกระดองเต่าฟ้า ..ย๊ากกกก.!! "
กังหลงเห็นม่านพลังรูปกระดองเต่าสี่ทองที่แข็งแกร่งก็นึกนิยมอยู่ในใจ ลมปราณสวรรค์รวมธาตุหมุนวนอย่างรวดเร็วจนกายาเปลี่ยนเป็นสีทองแดง และได้ง้าวหมัดพุ่งร่างออกไปอย่างรวดเร็วเข้าหาร่างของมู่หลงที่คล้ายยืนถือโล่ห์ยักษ์สีทองป้องกันไว้ พร้อมต่อยหมัดออกในพริบตาจนบังเกิดเสียงดังกึกก้อง
"วูบบ..!!"
"ปัง..!!"
สุ้มเสียงโจมตีดังสนั่นกว่าคราแรก ร่างมู่หลงพร้อมโล่กระดองเต่าสีทองที่ยืนปักหลังเตรียมพร้อมป้องกันอย่างเต็มที่รู้สึกเหมือนโดนช้างเตะ ทั้งร่างทั้งโล่ห์ปลิวละลิ่วออกไปไกลกว่าคราแรกถึงหนึ่งเท่าตัว เสาคอนกรีตที่ขวางกั้นหักกึ่งกลางไปจำนวนสามต้น ร่างมู่หลงกระแทกเสาต้นที่สี่จนร่างเกือบจมมิดเข้าไปในเสาศิลา ครานี้มันถึงกับลุกมิขึ้นแต่ยังมีสติครบถ้วน มู่หลงรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกสลายเป็นชิ้น ๆ มันปวดร้าวระบมไปทั้งตัวหากแม้นมิใช่มีร่างกายที่หนาและแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปและมิได้สร้างโล่ห์กระดองเต่าฟ้าขึ้นมาด้วยแล้วเห็นทีครานี้มันคงต้องกระดูกกระเดี้ยวหักและต้องนอนซมบนเตียงพักรักษาตัวเป็นแรมเดือนแน่ มันกล่าวเสียงอ่อนแรงขึ้น
"ข้าขอยอมแพ้อย่างหมดใจ เจ้ามันสัตว์ประหลาดมิใช่คน ข้ามู่หลงเป็นคนมีสัจจะแพ้ก็คือแพ้ ถือว่าข้าแพ้เดิมพันต่อเจ้า นับแต่นี้ไปข้ามู่หลงจะยอมติดตามเจ้า"
"การประลองคู่ที่ห้ากังหลงเป็นผู้ชนะ..!!"
ผู้ชมเพิ่งหายตกตะลึงกับการต่อยครานี้ของกังหลง เมื่อได้ยินเสียงมู่หลงเอ่ยออกมาและได้ยินเสียงประกาศของผู้อาวุโสสูงสุด ต่างโห่ร้องส่งเสียงกันลั่น
"เจ้าหนุ่มนั่นถึงกับต่อยเจ้ามู่หลงจอมโหดจมไปในเสาศิลา มันทำได้อย่างไร"
"โอ้...เพียงการต่อยธรรมถึงกับสามารถส่งจอมโหดมู่หลงปลิวละลิ่วไปเกือบสามสิบเมตร.."