"เต๋อเฟยเป็นคนมีความคิดแยบยล ถ้านางสามารถซื้อตัวคนในตำหนักอี้คุนได้ครั้งต่อไปนางก็อาจจะใช้จ้าวเจียซื่อเพื่อซื้อตัวคนของจวนองค์ชายเก้าได้เช่นกันเช่นนั้นองค์ชายเก้าและท่านชายหงหมินจะไม่ตกอยู่ในอันตรายอย่างนั้นหรือ” ฉีหมัวมัวคิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนเหงื่อซึม
“เรื่องนี้ข้าเตรียมการเอาไว้แล้วแต่ว่าลูกเก้ามีทายาทน้อยเกินไป โชคดีที่ปีหน้ามีการคัดเลือกสาวงามถึงตอนนั้นแล้วข้าค่อยเลือกคนดีๆ ให้กับเขาอีกสักสองคน”หลังจากมีเรื่องของจ้าวเจียซื่ออี้เฟยก็ไม่กล้าเลือกคนให้กับอิ้นถังอย่างขอไปทีอีกต่อไป
“พระสนมทรงฉลาดหลักแหลมจริงๆ” เมื่อรู้ว่าอี้เฟยวางแผนไว้แล้ว ฉีหมัวมัวก็รู้สึกโล่งใจ
อี้เฟยนั่งลงบนเตียงเตาอีกครั้งนิ้วก้อยที่สวมปลอกเล็บกระดกขึ้นเล็กน้อย "หมัวมัว เจ้าคอยดูต่อไปเถอะ อูหย่าซื่อต้องการทำร้ายอิ้นถังข้าจะตอบแทนนางเป็นร้อยเท่าพันทวีตอบแทนนางให้ดีด้วยบุตรชายที่นางรักมากที่สุดอย่างองค์ชายสิบนั่นอย่างไร"
อี้เฟยตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงหูตาของฮ่องเต้ แม้ว่าความยากของเรื่องนี้จะเพิ่มขึ้น แต่โชคดีที่มีเวลาเพียงพอและนางยังมีแรงที่จะต่อสู้ ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่เพียงแต่วางแผนที่จะจัดการกับอิ้นเจิ้งเพื่อให้อูหย่าซื่อเสียใจอย่างถึงที่สุดแต่นางยังจะขยายเรื่องให้ใหญ่ขึ้นและเปิดเผยเรื่องนี้ให้ฮ่องเต้ทรงทราบในที่สุด
ไม่ใช่ว่าอูหย่าซื่อเป็น‘คนในดวงใจ’ ของฮ่องเต้หรอกหรือ
เช่นนั้น นางคงรู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ฮ่องเต้จะตอบโต้กลับไปอย่างไร!
อี้เฟยยินยอมแบกรับความอัปยศอดสูมาถึงเพียงนี้แล้วย่อมไม่ได้ทำไปอย่างไรผลแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก่อนที่อูหย่าซื่อจะรู้ตัวนางก็แอบวางคนไว้ข้างกายอิ้นเจิ้งเรียบร้อยแล้ว
ดังคำกล่าวที่ว่า‘หนทางต้องก้าวทีละก้าว ข้าวต้องกินทีละคำ’ อี้เฟยก็ไม่ได้คิดที่จะประสบความสำเร็จในคราวเดียวและยิ่งกว่านั้นการที่จะยุแยงความสัมพันธ์อันแสนแน่นแฟ้นระหว่างมารดากับบุตรให้แตกแยกกันนั้นก็คงต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร
เมื่อเทียบกับการวางแผนอย่างรอบคอบของอี้เฟยแล้ว อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อผู้ที่อาศัยอยู่นอกวังและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งที่เต๋อเฟยเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
เดิมทีนางคิดว่าคนที่หนุนหลังจ้าวเจียซื่ออาจจะมีความเกี่ยวพันกับองค์ชายเก้าหรือต่งเอ้อซื่อหรืออาจจะเป็นคนที่ต่งเอ้อซื่อไว้ใจเสียเองใครจะรู้ว่าหลังจากขุดค้นลงไปแล้วกลับเป็นคนที่เหมือนจะใกล้ชิดกับพวกเขามากจริงๆ
"กุ้ยหมัวมัวเจ้าคิดว่าการเคลื่อนไหวของเต๋อเฟยหมายความว่าอย่างไร" ท้ายที่สุด อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็เป็นเพียงสตรีในบ้านหลังหนึ่ง การกระทำของเต๋อเฟยเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ซ้ำยังส่อให้เห็นถึงเจตนาที่จะแย่งชิงบัลลังก์ นางเองไม่เคยได้รับอนุญาตให้รับรู้เรื่องทางการเมืองและไม่มีสายข่าวมากมายเหมือนอี้เฟย แล้วจะคาดเดาจุดประสงค์ของเต๋อเฟยออกได้อย่างไร
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าพระชายาเคยทำให้เต๋อเฟยไม่พอพระทัย” กุ้ยหมัวมัวคิดอยู่พักหนึ่ง แต่ก็รู้สึกสับสนเช่นเดียวกัน
"เป็นไปไม่ได้ โอกาสที่ทั้งสองคนจะติดต่อกันมีน้อยมาก จะไปทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจได้อย่างไรหากจะบอกว่าทำให้อี้เฟยไม่พอพระทัยยังจะเป็นไปได้มากกว่า กับเต๋อเฟยข้าว่าน่าจะมีเหตุผลมากกว่านั้น” ไม่ว่านางจะขาดความรู้ แต่อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็ไม่ได้ไร้ประสบการณ์ต่อให้นางคาดเดาการกระทำของเต๋อเฟยไม่ออกทั้งหมด แต่ก็ยังพอเข้าใจได้อยู่บ้าง
เมื่อกุ้ยหมัวมัวได้ยินคำพูดนั้นก็พลันมีความคิดแวบเข้ามาในหัว จึงพูดด้วยน้ำเสียงคาดเดา "ฮูหยินเจ้าคะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดเพียงแค่ในจวนขององค์ชายเก้าแต่เกิดกับจวนอื่นๆ ด้วย"
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อตื่นตระหนกขึ้นมาฉับพลันนางคิดถึงแต่เหตุผลแต่กลับลืมไปแล้วว่าบางอย่างอาจจะไม่ได้มีเหตุผลมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว
สตรีในวังต้องการวางแผนร้ายกับคนอื่นโดยไม่สนใจสิ่งถูกผิดท้ายที่สุดทุกอย่างก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ และจากเหตุการณ์ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่ว่ามันจะมุ่งเป้าไปที่จวนขององค์ชายเก้าเพียงแห่งเดียวหรือมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับจวนองค์ชายอื่นๆ ด้วย อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อกลับรู้สึกว่าทุกอย่างต้องอาศัยหลักฐานมาเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง
“กุ้ยหมัวมัวเรื่องนี้เจ้าอย่าเพิ่งบอกกับผู้ใด เจ้าไปรวบรวมข่าวจากจวนองค์ชายที่อื่นๆ ให้ข้าไม่ว่าจะเป็นการคลอดยาก คลอดก่อนกำหนด หรืออุบัติเหตุใดๆ ก็แล้วแต่จงสืบให้รู้ที่มาที่ไปให้ถ่องแท้ ถ้าเราคิดถูกจริงๆถึงตอนนั้นต่อให้เต๋อเฟยยังรอดอยู่ ข้าก็จะกระชากหนังของนางออกมาสักครั้ง" ทุกครั้งที่อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อนึกถึงบุตรสาวของนางที่ถูกเต๋อเฟยทำร้ายสาหัสก็เกิดความรู้สึกอยากบุกเข้าไปในวังแล้วกัดเนื้อนางออกมาสักชิ้น
“บ่าวเข้าใจแล้ว”
ในจวนองค์ชายเก้า หว่านซีที่ได้รับข่าวเร็วกว่าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อ แต่นางกลับไม่ลงมือทำอะไรเลย
เอ่ยถึงเรื่องนี้หว่านซีก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันนางเคยคาดเดาถึงคนมากมายที่อาจจะอยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อ เพียงแต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะเป็นเต๋อเฟยที่ใจกว้างและอ่อนโยน
แน่นอนว่ายิ่งผู้หญิงที่ยิ้มอ่อนโยนมากเพียงใด มือของนางก็ยิ่งชั่วร้ายมากขึ้นเท่านั้น
"ชายารอง เรื่องนี้..."ทิงอวี่และคนอื่นๆ ก็ประหลาดใจเช่นกันคนที่พวกนางตามหากลับอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง
"ไม่ต้องรีบร้อน เต๋อเฟยทอดทิ้งจ้าวเจียซื่อไปนานแล้วจ้าวเจียซื่อเพียงกำลังหลอกตัวเองเท่านั้น" หว่านซียิ้มเย็น เผยท่าทีดูแคลนจ้าวเจียซื่ออกมาอย่างชัดเจน "แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเต๋อเฟยแล้วในจวนของเราอาจจะมีคนของนางมากกว่าแค่จ้าวเจียซื่อ”
เมื่อทิงอวี่ได้ยินคำพูดนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย"ชายารองพูดถูก เต๋อเฟยดูภายนอกเป็นคนดีแต่ความจริงแล้วกลับมีวิธีการเลวร้ายมากมายเหมือนอย่างหมิ่นเฟยในตอนนั้นที่อยู่โถงข้างตำหนักหย่งเหอที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเต๋อเฟยอยู่บ่อยครั้งแต่สุดท้ายแล้วคนที่ลงมือปลิดชีวิตนางก็คือเต๋อเฟยคนที่นางสำนึกบุญคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นเอง”
หว่านซีเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้นนางไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำด้วย "น่าสนใจ"
“ชายารอง บ่าวบังเอิญได้ทราบเรื่องนี้วันที่หมิ่นเฟยสิ้นพระชนม์นั้นเกิดเรื่องมากมายในวังบ่าวถูกเรียกไปที่ตำหนักหย่งเหอเพื่อช่วยเหลือจึงได้ทราบว่าตอนนั้นที่ตำหนักของหมิ่นเฟยกำลังเร่งลงมือปกปิดอะไรบางอย่างกันอยู่" แม้ว่าทิงอวี่ดูเผินๆ จะไม่ใช่คนโดดเด่นแต่นางมักจะถูกส่งตัวไปใช้งานเสมอไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรงหรืองานอื่นๆความจริงแล้วนางได้รับการฝึกฝนมากมาย รับรู้เรื่องราวเลวร้ายไม่น้อยไม่อย่างนั้นนางคงไม่มีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงวันที่อิ้นถังส่งนางมาหาหว่านซีหรอก
เมื่อพูดถึงโถงด้านข้างของตำหนักหย่งเหอหากมองเผินๆ ก็จะคิดว่าไม่มีอะไรคงมีเพียงความคิดที่ว่าเต๋อเฟยเป็นสตรีใจกว้างโอบอ้อมอารีแต่ความจริงแล้วหากสังเกตให้ดีจะพบว่าหน้าต่าง ผ้าม่าน และเครื่องนอนอื่นๆถูกปิดกั้นไว้ทั้งหมด ฉากกั้น เครื่องประดับ และอีกหลายอย่างล้วนถูกแช่ด้วยน้ำยาพิเศษและรมยาเอาไว้รวมไปถึงกระถางธูปที่คนส่วนใหญ่อาจจะเติมเครื่องหอมลงไปแต่เต๋อเฟยกลับเติมสารพิษลงไปในนั้น
ดังนั้นต่อให้หมิ่นเฟยจะพยายามระวังตัวเพียงใดพลังชีวิตของนางก็หมดไปอย่างช้าๆ สุดท้ายก็ต้องถูกส่งมาอยู่ข้างๆ เต๋อเฟยอีกวิธีการแยบยลเช่นนี้จะมีสักกี่คนที่คิดได้
ยิ่งไปกว่านั้นทุกอย่างในวังมีกฎเกณฑ์ เจ้าของแต่ละตำหนักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่การควบคุมเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นในตำหนักหย่งเหอนี้ยกเว้นเต๋อเฟยผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานแล้ว หลังจากผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก็จะป่วยหนักจนเสียชีวิตในที่สุด
ฟังคำพูดของทิงอวี่แล้วหว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้กับเต๋อเฟย ไม่น่าแปลกใจที่นางจะนั่งอย่างมั่นคงในฐานะสนมเอกคนที่สี่ วิธีการร้ายกาจเช่นนี้จะมีก็แต่เพียงในวังหลัง ไม่สิคงต้องพูดว่าพวกเขาเป็นต้นแบบการแก่งแย่งในเรือนหลังทั้งหมด
หากไม่ใช่เพราะเต๋อเฟยแทรกแซงวุ่นวายกับผู้อื่นตำแหน่งไทเฮาของนางก็คงไม่หดสั้นเช่นนั้นทั้งองค์ชายสิบสี่ก็คงไม่ถูกส่งไปเฝ้าสุสานในท้ายที่สุดเช่นกัน!
อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้เรื่องนี้ หว่านซีจึงต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้วศัตรูนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ตราบใดที่มีเรื่องผลประโยชน์ ใครจะรับประกันได้ว่าผู้ที่เต๋อเฟยจะจัดการเป็นรายต่อไปจะไม่ใช่นาง
“มีหลักฐานอะไรหลงเหลือหรือไม่” หว่านซีถามเบาๆ
“ของพวกนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีเจ้าค่ะท่านป้าผิงติดตามรับใช้ฮองเฮาใกล้ชิด นางรู้เรื่องการแพทย์เป็นอย่างดีบ่าวอาศัยอยู่กับท่านป้าผิงมาระยะหนึ่งแล้วจึงสามารถมองเห็นเงื่อนงำเหล่านี้ได้ในที่สุด"
“ถ้าอย่างนั้นก็หาโอกาสที่เหมาะสมบอกเรื่องนี้กับองค์หญิงสิบเถอะ” ใบหน้าของหว่านซีสงบและอ่อนโยน แต่การกระทำของนางนั้นเด็ดขาดมากกว่าปกติ
"น้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ"ทันทีที่ทิงอวี่ได้ยินคำสั่งของหว่านซีนางก็รู้เจตนาของผู้เป็นนายทันที องค์หญิงสิบได้รับการเลี้ยงดูในตำหนักของฮองเฮาทั้งไทเฮาเองก็ทรงเอ็นดูองค์หญิงเป็นอันมากถึงขั้นดำริว่าจะมอบนางให้กับเผ่าเค่อชิน[1] หากองค์หญิงสิบรู้ว่ามารดาของนางเสียชีวิตอย่างไรนางจะต้องเรียกร้องคำอธิบายแน่นอนและแม้ฮ่องเต้จะไม่สามารถจัดการอะไรได้มากเพราะเห็นแก่หน้าองค์ชายสี่และองค์ชายสิบสี่แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่อาจปล่อยให้เต๋อเฟยมีชีวิตรุ่งโรจน์เช่นนี้ได้อีก
ในตำหนักหย่งเหอ เต๋อเฟยไม่รู้ว่าแผนการของนางถูกเปิดเผยแล้ว เมื่อนางได้รับข่าวจากอวี้หลิว ก็ไม่แม้แต่จะเปิดอ่านแต่ให้อวี้เหราสาวใช้ข้างกายจัดการเผากระดาษแผ่นนั้นทันที
ปกติแล้วเต๋อเฟยจะไม่ถือความคิดของใครเป็นจริงเป็นจังเสมอไปสำหรับตัวหมากอย่างจ้าวเจียซื่อที่ทั้งทะเยอทะยานมีความสามารถแต่ขาดความอดทนแล้วนางมีคนเช่นนี้ในมือมากมาย จะมากกว่านี้คนหนึ่งหรือน้อยกว่านี้คนหนึ่งก็ไม่เป็นไร
น่าเสียดายที่จ้าวเจียซื่อทำงานล้มเหลวมากกว่าสำเร็จแม้ว่าต่งเอ้อซื่อจะถูกเล่นงาน แต่หวันเหยียนซื่อกลับไม่เป็นอะไรเมื่อเห็นว่าบุตรชายของหวันเหยียนซื่อได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้หัวใจนางก็ราวกับกำลังถูกกรีดเฉือน ทำให้นางรู้สึกอึดอัดเหลือประมาณ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่จะดำเนินการใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวันเหยียนซื่อกลับเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่าที่นางคิดและอิ้นถังก็เอาใจใส่สองแม่ลูกมากมายนัก นางจึงยังไม่กล้าเสี่ยงในตอนนี้
ดังนั้น นางจึงได้แต่เฝ้าดูบุตรชายของหวันเหยียนซื่อได้รับความชื่นชอบจากคนอื่นต่อไปโชคดีเหลือเกินที่ลูกสิบสี่ของนางไม่ได้เยาว์วัยอีกต่อไปแล้วการคัดเลือกสาวงามครั้งหน้า ฮ่องเต้จะต้องกำหนดการแต่งงานของเขาอย่างแน่นอนถึงเวลานั้นนางจะเลือกสตรีที่งดงามและดีที่สุดมาเป็นพระชายาของเขาให้ได้
“พระสนมถ้าจ้าวเจียซื่อยังไม่ยอมรามืออีก เราจะทำอย่างไรต่อไปดีเพคะ” อวี้เหรายื่นถ้วยชาที่สาวใช้ในตำหนักนำมาส่งให้กับเต๋อเฟยพลางถามเบาๆ
"ไม่ต้องห่วง!ตอนนี้นางไม่กล้าเผชิญหน้ากับข้าหรอกต่อให้ข้าจะทำกับนางเหมือนนางเป็นเด็กถูกทิ้ง นางจะทำอะไรข้าได้ เตรียมขนมที่ลูกสิบสี่ชอบเอาไว้ด้วย” เต๋อเฟยเปลี่ยนจากท่าทางอ่อนโยนต่อหน้าฮ่องเต้มาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยใบหน้างดงามฉายแววเย็นชาแต่เมื่อเอ่ยถึงองค์ชายสิบสี่นางก็กลับไปมีท่าทีอ่อนโยนเช่นเดิมการเปลี่ยนแปลงไปมาบนใบหน้านี้ทำให้มองดูแล้วก็อดหวาดกลัวไม่ได้
อวี้เหราดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเต๋อเฟยที่เป็นเช่นนี้อยู่แล้วนางจึงเพียงก้มศีรษะลงแล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ"
ทันทีที่เต๋อเฟยพูดจบอิ้นเจิ้ง องค์ชายสิบสี่ก็วิ่งเข้ามาจากข้างนอก ด้านหลังยังมีอิ้นเสียงองค์ชายสิบสามเดินตามเข้ามา ทั้งสองอยู่ห่างกันไปไม่กี่ก้าว แต่ฝ่ายแรกกลับตรงไปหามารดาคารวะนางก่อนแล้วจึงเข้าไปออดอ้อนนางในขณะที่ฝ่ายหลังกลับคารวะนางด้วยความนอบน้อมอย่างถูกต้องไม่ผิดพลาดแม้แต่น้อย
มีคำพูดว่าเด็กไม่มีมารดาก็เหมือนต้นหญ้า[2]องค์ชายสิบสามก็เป็นเช่นนี้เอง
"สิบสามไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตรองถึงขนาดนั้นก็ได้" เต๋อเฟยพูดเช่นนั้น แต่นางก็ยังพอใจกับความประหม่าและความเคารพของอิ้นเสียง
"พ่ะย่ะค่ะ พระสนม"อิ้นเสียงพยักหน้า นั่งลงข้างๆใบหน้าเต๋อเฟยเต็มไปด้วยความเอื้ออารีแต่เขากลับรู้สึกว่าไม่อาจใกล้ชิดสนิทสนมกับนางได้เลย
ตามเหตุผลแล้วเมื่อหมิ่นเฟยจากโลกนี้ไปแล้ว นางมอบอิ้นเสียงให้เต๋อเฟยเป็นผู้เลี้ยงดูต่อเช่นนั้นอิ้นเสียงก็ควรจะสนิทกับนางแต่เขากลับไม่รู้สึกใกล้ชิดกับเต๋อเฟยเลยแม้แต่นิดเดียวซ้ำยังรู้สึกสงสัยเต๋อเฟยอยู่ลึกๆ ว่านางอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจากไปของหมิ่นเฟยก็เป็นได้
ทุกคนต่างรู้ว่าทุกเรื่องควรมีหลักฐานแต่อิ้นเสียงไม่มีหลักฐานอะไรในมือที่จะพิสูจน์ความสงสัยของตนเอง แต่เขาก็ยังคงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใกล้ชิดกับเต๋อเฟยอยู่ดี
ส่วนอิ้นเจิ้งไม่ได้เห็นร่องรอยเรื่องราวอะไรทั้งสิ้นเขาที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตจึงจัดการกับขนมตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเหลือบเห็นอิ้นเสียงที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างเรียบร้อยเขาก็อดนึกถึงอิ้นเจินที่มักจะดุว่าเคร่งครัดเขาไม่ได้ จึงเอ่ยอย่างไม่พอใจทันที“พี่สิบสามไปเลียนแบบท่าทางนี้มาจากผู้ใด เป็นพี่สี่สอนท่านใช่หรือไม่!”เพราะได้รับความคิดมาจากเต๋อเฟยอิ้นเจิ้งจึงไม่ชมชอบพี่สี่ของเขาเลยสักนิดเมื่อพูดถึงก็มีท่าทางต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด
"น้องสิบสี่ พี่สี่เป็นคนดีมาก" หนึ่งในเหตุผลที่อิ้นเสียงไม่ชอบเต๋อเฟย ก็เพราะนางปฏิบัติต่ออิ้นเจินอย่างเลวร้าย
สำหรับอิ้นเสียงที่สูญเสียที่พึ่งอิ้นเจินก็เปรียบเสมือนคนที่คอยช่วยเหลือและชี้แนะเขามาตลอดเป็นเหมือนคนที่จะช่วยให้เขาหลุดพ้น ทั้งยังเป็นที่พึ่งทางใจของเขาอีกด้วยเป็นเพราะพี่สี่ เขาจึงรู้จักที่จะดูแลน้องสาวทั้งสองเป็นอย่างดี
เกิดเป็นสตรีเชื้อพระวงศ์ล้วนต้องถูกส่งออกไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ในที่สุด น้อยคนนักที่จะสามารถอยู่ในเมืองหลวงได้ หากไม่มีมารดาคอยช่วยเหลือต่อสู้เพื่อพวกนางแล้วโอกาสก็เหลือเพียงน้อยนิดหากเขาต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับน้องสาวทั้งคู่เขาก็จะต้องเป็นที่พึ่งที่มั่นคงของพวกนางให้ได้
"เขามีอะไรดี! ชอบตีสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนมีคนติดหนี้เขาอย่างนั้นล่ะ" อิ้นเจิ้งพึมพำสองสามคำ กำลังจะชวนอิ้นเสียงออกไปข้างนอกด้วยกันแต่กลับเห็นอิ้นเจินยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเย็นชา "พี่สี่!"
[1] คำเรียกพื้นที่แล้วชนเผ่ามองโกล
[2] หมายถึงเด็กที่ไม่มีมารดาคอยดูแลทำให้เติบโตมาอย่างยากลำบาก