เป็เวลาสิบห้าวันแล้วที่หยางหลี่หยางอาศัยฐานะของหยางหยาง รักษาตัวอยู่ในจวนตระกูลหยาง อาการาเ็ของมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ กระดูกบางส่วนประสานและเชื่อมต่อกัน
แม้จะยังไม่ถึงขั้นวิ่งได้ แต่หลี่หยางสามารถใช้ไม้ค้ำประครองตัวเองก้าวเดินในระยะสั้นๆได้
ภายในห้องนอนของหยางหลี่หยาง ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิปิดเปลือกตาแน่น บรรยากาศรอบตัวสงบเงียบ
ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา หยางหลี่หยางได้เรียนรู้การฝึกฝนพลังวัตรจากพ่อบ้านจิ้น
‘การฝึกพลังวัตรนั้นง่ายกว่าที่คิด เพียงสละเวลา1ชั่วยามต่อวันในการฝึกฝนเท่านั้น’
ครึ่งชั่วยามแรกฝึกการควบคุม สมาธิและจิตเป็ตัวกระตุ้นให้พลังส่งผ่านจากร่างกายไปยังส่วนต่างๆ ควบคุมการใช้ออกด้วยสมอง ยิ่งฝึกฝน จิตใจยิ่งแจ่มใจ สมองปลอดโปร่งเกิดปัญญา
ตัวผู้ฝึกให้ความรู้สึกเหมือนว่า สามารถสรรค์สร้างสิ่งต่างๆจากความปลอดโปร่งนี้ได้และอีกครึ่งชั่วยามเป็การฝึกฝนร่างกาย สำหรับหลี่หยางแล้วขั้นตอนการฝึกฝนร่างกายนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าฟิตเนสในยุคสมัยของมัน
แต่ด้วยอาการาเ็ติดตัว มันจึงเลือกที่จะฝึกเพียงการควบคุมอย่างเดียวก่อน
การฝึกพลังวัตรใน่แรก หยางหลี่หยางรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ในใจ มันเพียงแค่ฝึกฝนการควบคุม ยังไม่ได้เริ่มฝึกร่างกายด้วยซ้ำ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือนในร่างกายมีพลังงานลึกลับบางอย่างแฝงอยู่
‘หรือว่าการเข้าฟิตเนสของเราสมัยหนุ่มๆก็เป็เหมือนการฝึกพลังวัตร ในร่างของเราจึงมีพลังวัตรไหลเวียนอยู่’ นี้คือคำตอบที่หลี่หยางให้กับตัวเอง
เวลาได้ดำเนินผ่านไปพร้อมกับแสงตะวันโรยลับ ดวงดาวเปล่งประกายระยิบระยับบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
แผ่นดินเหยี่ยชิงได้เข้าสู่่ฤดูใบไม้ร่วง ปลายเดือน8ตามปฏิทินเหยี่ยชิง จะมีการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ที่ถูกเรียกว่าเทศกาลไหว้พระจันทร์
ครบหนึ่งเดือนแล้วที่หยางหลี่หยางได้เข้ามาอาศัยอยู่ในตระกูลหยาง กระดูกที่แตกหักเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ อาการาเ็ไม่เหลืออยู่ให้เป็กังวล
หยางหลี่หยางสั่งให้บ่าวรับใช้ออกไปและแช่ตัวลงอยู่ในถังน้ำใหญ่ ครั้งแรกในรอบเดือนที่มันสามารถอาบน้ำด้วยตัวเองได้ หนวดเคราที่ขึ้นตามใบหน้าถูกโกนออกจนเกลี้ยงเกลา
ชายหนุ่มมองผ่านกระจกทองแดง พร้อมกับใช้ใบมีดทาบไปที่เส้นผม มันคิดจะตัดแต่งทรงผมให้เหมือนก่อน
“ถ้าข้าตัดรองทรงสูงแล้วเปิดข้าง คงได้กลายเป็ตัวประหลาดแน่เลย”
ชายหนุ่มได้คิดถึงการแต่งตัวของคนโลกนี้ จิ้นอวี่ผมยาวใส่ที่รัดผม พ่อบ้านจิ้นก็ไว้ผมยาว ท่านปู่ก็ผมขาวยาว
“ดูเหมือนว่าผมยาวจะเป็สไตล์ของคนที่นี่สินะ แต่เราไม่ชอบเลยแฮะ”
จากนั้นหลี่ยางเปลี่ยนเป้าหมายมันรื้อค้นหีบเสื้อหีบแล้วหีบเล่าเพื่อหาของที่้า สุดท้ายเจอหมวกอยู่สองใบ ใบแรกเป็หมวกทรงสูงสีดำ มีหางสองข้างชี้ยาว
“อะไรกันเนี้ย ถ้าใส่หมวกใบนี้และทาหน้าสีดำละก็ เปาบุ้นจิ้นชัดๆ”
หลี่หยางรีบย้ายสายตาไปที่หมวกอีกใบ ลักษณ์คลุมหัวประดับด้วยขนสัตว์สีน้ำตาลนิ่มมือ “ใบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในมองโกเลียดีแฮะ”
หลี่หยางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นมันลงมือตัดแต่งทรงผมของตัวเองจนสั้นและเพื่อไม่ให้แปลกประหลาดไปจากวัฒนธรรมที่นี่จึงสวมใส่หมวกมองโกลทับเอาไว้
แอ๊ดด...เสียงประตูค่อยๆเปิดออก หยางหลี่หยางรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่เข้ามาเป็ใคร มีเพียงคนเดียวที่ไม่เคาะห้องของเขา!!
ชายหนุ่มรีบหันหลังกลับไปมองอีกฝ่าย “แม่นางไห่ถัง มาหาข้าด้วยเื่ใด??”
หญิงสาวกล่าวตอบ “ได้ยินมาว่า วันนี้ท่านจะออกไปเดินรับลมในเมือง ข้าเลยมาเตือนท่านเอาไว้”
หลี่หยางถามกลับ “เตือนข้า?? หากแม่นางจะย้ำเตือนความปรารถนาและให้ข้าทำตามสัญญาละก็ ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด”
ไห่ถังส่ายหน้าเบาๆ “อย่าลืมสิว่า หยางหยางคนก่อนถูกลอบสังหาร หากท่านออกไปเดินข้างนอก แล้วถูกพบเห็นเข้าละก็ ให้ข้าพูดต่อไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น??”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่หยางเข้าใจในคำพูดของอีกฝ่ายทันที หว่างคิ้วขมวดเข้าหากัน สีหน้าตึงเครียดขึ้นมา
“หมายความ ข้าจะถูกลอบสังหาร??”
ไห่ถังกล่าวต่อ “ข้าไม่้าพบเื่ยุ่งยากไปมากกว่านี้ การมีหยางหยางสองคนก็นับว่าเป็ปัญหาที่หนักหัวมากพอแล้ว
ฉะนั้นท่านจะต้องห้ามตายและช่วยให้ข้าสมปรารถนา ออกไปข้างนอกจงระวังตัว จิ้นอวี่สหายของท่านเป็คนมีฝีมือ จะไปที่ใดก็อย่าได้ห่างจากเขา...ข้ามาเตือนท่านเพียงเท่านี้”
ยังไม่ทันให้หลี่หยางกล่าวคำใด หญิงสาวหันหลังกลับและเดินออกประตูไปทันที นางพึมพำคนเดียวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย
“คนอะไรแต่งตัวประหลาดยิ่งนัก”
สิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาทำให้หยางหลี่หยางรู้สึกตกอยู่มาก แต่ในอึดใจได้กลายเป็ความสับสนงุนงงเข้าแทนที่ “ไม่จริงมั้ง...อย่างนางจะเป็ห่วงข้า?”
บานประตูค่อยๆถูกดันออกด้วยสองมือ แสงตะวันเสียดแทงเข้ามาในดวงตา นี้คือแดดยามเที่ยงวัน
ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นอายของไอแดดและบุปผชาติรอบตัวเต็มปอด นี้เป็ความสดชื่นที่มันได้รับในรอบหนึ่งเดือน
“จ้างให้ข้าก็จะไม่ยอมแขนขาหัก นอนเป็ผักอีกแน่”
หยางหลี่หยางทำตามคำแนะนำของไห่ถัง มันหนีบจิ้นอวี่ไปด้วยทุกที่ที่้าไป
ตลอดเวลาที่หลี่หยางพักฟื้น ชายหนุ่มพอจะได้ยินเื่ราวคราวๆของเมืองเหยี่ยชิงมาบ้าง แต่ในครั้งนี้มันจะไปดูด้วยตาตัวเอง
กระดาษหนังสัตว์ใบใหญ่ถูกกางออก หลี่หยางจดทุกสิ่งที่เห็นลงบนแผ่นกระดาษอย่างตั้งใจ มัน้าหาทางหนีทีไล่เอาไว้ เพื่อวันหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันต้องหนีออกจากตระกูลหยางจะได้ไม่กลายเป็คนตาบอด
“นั้นเ้าทำอะไร??” จิ้นอวี่ถามด้วยความสงสัย
หยางหลี่หยางส่ายหน้า มันรีบกล่าวปัด “ดูเหมือนความจำข้าจะไม่ฟื้นเร็วๆนี้ แต่อย่างน้อยๆจำถนนหนทางไว้บ้างก็ยังดี วันไหนไม่มีเ้าข้าจะได้มาถูก ไปต่อกันเถอะ ข้าอยากเห็นทุกพื้นที่ในเขตที่สองด้วยตาตัวเอง”
ยามอู่(11.00น.)จวบจนยามเซิน(17.00น.) หลี่หยางไปทุกซอกทุกมุมในเขตที่2ของเมืองเหยี่ยชิง และเมื่อกลับถึงจวนตระกูลหยางตะวันก็ใกล้จะตกดินแล้ว
“เหนื่อยเป็บ้า เ้าวิ่งไปทั่วเขตที่2เหมือนเด็กเลยจริงๆ” จิ้นอวี่พึมพำพร้อมกับผลักประตู
“วันนี้ขอบใจเ้ามาก แยกกันตรงนี้แหละ ข้าจะเดินกลับห้องเอง” กล่าวจบหลี่หยางไขว้มือไปด้านหลัง มัน้าจดจำทุกประตูทางออก เวรยามและเส้นทางภายในจวนให้ขึ้นใจ
หยางหลี่หยางเดินสำรวจไปรอบๆ มันพบว่าบริเวณเรือนพักถัดจากห้องของมันถูกสร้างขึ้นในรูปทรงที่ประหลาดเล็กน้อย มันไม่คล้ายกับเป็ห้องพัก แต่ดูคล้ายเป็คุกที่แ่ามากกว่า
ด้านหน้าของประตูเหล็กที่คล้ายคุกนั้นจะมีคนคอยเฝ้าอยู่เสมอ บ้างก็เป็ชายชรา บ้างก็เป็ชายวัยกลางคน เพียงแค่เดินเฉียดใกล้ๆหลี่หยางก็รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตจากคนเ่าั้
‘ถึงจะเรียกว่า ร่างกายอยู่ในสภาวะจำศีล มันก็ไม่ต่างอะไรกับการหลับลึกสินะ ถูกทำร้ายตอนนั้นก็หมดสิทธิ์ขัดขืน
ก็สมเหตุผลที่ต้องลงทุนสร้างห้องพักให้แ่าประหนึ่งคุกกักขัง แถมยังจ้างคนคุ้มกันเป็ด่านหน้าอีกชั้น รอบครอบจังเลยนะ’
หยางหลี่หยางเดินร่อนอยู่ในตระกูลจนดึกจนดื่น ก่อนจะกลับเข้าห้องพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นมันยังคงเตรียมพร้อมทุกอย่างเหมือนเดิม เมืองเหยี่ยชิงแบ่งเป็4เขตปกครอง มันได้สำรวจเขตที่2ไปแล้ว
ในวันนี้หลี่หยางหวังจะออกไปสำรวจเขตอื่นๆให้ครบ หากแต่แผนการที่วางเอาไว้ ดูเหมือนจะต้องพับเก็บลงไป
ยามอู่ หลังเสร็จกิจวัตรประจำวันเรียบร้อยแล้ว หยางหลี่หยางผลักประตูออกมา หมายจะทำตามกำหนดการที่วางเอาไว้ ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดออก
ภาพแรกที่เห็นคือกลุ่มคนที่ยืนขวางทางอยู่ แม้ผู้ที่ยืนขวางทางจะมีหลายคน แต่ทว่าสมองได้สั่งการ ดวงตาตอบสนองให้มองไปที่คนๆหนึ่งอย่างรวดเร็ว
สายตาของหยางหลี่หยางจับจ้องไปที่ ปลายคางแหลมมน ปากกระจุ๋มกระจิ๋มสีชมพูสดใส จมูกโด่งปลาย ใบหน้าขาวบริสุทธิ์ผิวละเอียดราวกับสามารถมองทะลุได้
ั์ตาพาดเฉียงสุกสว่าง ขนตาเรียงยาวเป็แพ ความงดงามที่เห็นนี้แตกต่างจากิจิวที่ให้ผู้คนชื่นชมหรือไห่ถังที่ทำให้ผู้คนหลงใหล แต่นางตรงหน้ามีความงดงามให้ผู้คนพลีชีวิตเพื่อปกป้อง
‘ขะ...ข้าเข้าใจแล้ว ตอนที่ดา วินชี่ วาดภาพโมนาลิซ่า เขาจะรู้สึกเช่นไร??’
สายตาของหลี่หยางจ้องมองไปอย่างไม่กระพริบตา คล้ายกับิญญาถูกดึงออกไปจากร่าง
ชายวัยกลางคนใช้เสียงกระแอ่มไอดังออกมาเพื่อปลุกหลี่หยางให้ตื่นจากภวังค์ ชายวัยกลางผู้นี้คือหลิวฟง เขาเป็เถ้าแก่ร้านอัญมณีแดงในเขตที่สอง
หากเรียกตระกูลหยางเป็ตระกูลขุนนางระดับ1 ตระกูลหลิวก็เรียกได้ว่าเป็คหบดีระดับที่2แม้ฐานะไม่สู้ขุนนางใหญ่แต่เกียรติมิได้ถือว่าแย่
ในความคิดของหลิวฟงเวลานี้ ‘บุรุษที่ใช้สายตาแรงกล้าด้วยปรารถนามองสตรีในยามแรกพบ ย่อมไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน ใจหนึ่งก็รู้สึกสงสารบุตรสาว แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้าขัดชายชราที่อยู่ข้างๆ’
หยางลู่เห็นทีท่าของหลานชายหัวแก้วหัวแหวน มันได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ และเรียกชื่อของอีกฝ่ายเพื่อดึงสติกลับมา
“หยางหยาง...หยางหยาง”
ได้ยินดังนั้นหยางหลี่หยางยืดตัวตรง มันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ทะ...ท่านปู่ มีเื่อันใดขอรับ??”
หยางลู่ยิ้มอ่อนด้วยคำถาม “งดงามหรือไม่??”
น่าเสียดายแววตาของหญิงสาวที่งดงามกลับเ็าเป็น้ำแข็ง 'หากแววตาของนางให้ความรู้สึกเหมือนแสงแดดอ่อนๆ ความงามนี้คงจะหมดจดไร้ที่ติ'
แม้ในใจจะตกตะลึงกับความงามของอีกฝ่าย แต่สายตาเ็าบอกว่าไม่เล่นด้วย หลี่หยางจึงได้ตอบออกไปเพียงสั้นๆ
“ก็งดงามดีขอรับ”
ปู่ของมันยิ้มอย่างพอใจ “นี้คือแม่นางหลิวปิงหยวน บุตรสาวคนเดียวของเถ้าแก่หลิว หญิงสาวที่เ้าแอบชอบมาตลอด เวลานี้เถ้าแก่หลิวก็ไม่ได้มีอะไรติดขัด หากเ้าตกลง ตระกูลหยางของเราจะไปสู่ขอนาง”
ได้ยินเช่นนั้น หยางหลี่หยางฉีกยิ้มปากแข็ง “เดี๋ยวก่อน ขอเวลาครู่หนึ่ง”
จากนั้นมันดึงตัวของจิ้นอวี่ที่อยู่หลังสุดออกมา “เล่า!! นี้มันเื่อะไรกัน??”
“แม่นางผู้นี้ไง เหตุผลที่ทำให้เ้าหนีออกจากตระกูลหยาง” กล่าวถึงตรงนี้จิ้นอวี่ประสานสองมือขึ้นมาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
“ยินดีด้วยนะนายน้อย สมหวังท่านเสียที”
ยังไม่ทันที่หยางหลี่หยางจะได้กล่าวสิ่งใดต่อ เสียงของหยางลู่ดังขึ้น ดึงความสนใจของมันไป
“หยางหยางตกตะลึงในความงามของแม่นางหลิวจนทำตัวไม่ถูก แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ปฏิเสธ หากเถ้าแก่หลิวไม่ติดขัด พวกเราสามารถพูดคุยถึงเวลามงคลได้เลย”
'ดะ...เดี๋ยวนะ ท่านปู่ข้ายังไม่ได้พูด' ในใจของหลี่หยางร้องออกแต่ไม่กล้าเปล่งเสียง จากนั้นมันมองไปที่ใบหน้าของหลิวปิงหยุน
แม้นางจะพยายามเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ หากแต่ใบหน้าของหญิงที่จะได้แต่งงานไม่ควรเป็เช่นนี้
ถึงปากจะแสร้งยิ้มได้ หากแต่แววตาไม่สามารถโกหกใคร หยางหลี่หยางรู้ได้ทันทีว่า นางไม่ได้เต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้
ได้ยินเช่นนั้น หลิวฟงตอบกลับคำของหยางลู่ด้วยความเกรงใจ “นายท่านหยาง เมตตาบุตรสาวของข้า เป็บุญของปิงหยุนแล้วที่จะได้ตบแต่งเข้าตระกูลหยาง”
แม้แต่น้ำเสียงของผู้เป็พ่อที่จะได้เกี่ยวดองตระกูลใหญ่ ยังเป็เพราะความเกรงอกเกรงใจ
ครั้งแม่ทัพหญิงิจิวก็ทีหนึ่งแล้ว เื่ของแม่นางไห่ถังก็อีกครั้ง ในตอนนี้แม่นางหลิวปิงหยุนที่พึ่งพบหน้า ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ชอบใจในตัวของหยางหยางผู้นี้
‘หยางหยาง ใบหน้าของเ้าก็เหมือนกับข้า เื่ความขี้เหร่คงจะเป็ไปไม่ได้ ฐานะก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ หรือนิสัยของเ้ามันสุดโต่งยิ่งกว่าที่ข้าได้ยินมาอีก!!!’
ทันใดนั้นเสียงของหยางลู่ดังเข้ามาในสองหู “หยางหยาง เ้าพาแม่นางหลิวเดินชมจวนตระกูลหยางไปก่อน ปู่จะคุยธุระสำคัญกับเถ้าแก่หลิวหน่อย”
“!!!!”