“คุณย่าครับ หลับให้สบายนะครับ”
หลังจากทำพิธีศพคุณย่าหลินเสร็จ หลินเจิ้งฉีได้นำเถ้ากระดูกคุณย่ามาฝังอยู่ในสุสานท้ายไร่ในชนบทของเขารวมกับคุณพ่อหลิน คุณแม่หลิน และหลินจิงจือ ทุกคนในครอบครัวได้มาอยู่ในดินแดนที่เงียบสงบนี้ด้วยกัน
“คุณพ่อ คุณแม่ อยู่ที่โน่นก็อย่าทะเลาะกันนะครับ คุยกันดีๆ คุณแม่ก็อย่าชวนคุณพ่อทะเลาะนักเลยนะครับ ส่วนคุณพ่อก็ซื้อแหวนซื้อสร้อยให้คุณแม่เยอะๆ เท่านี้คุณแม่ก็ไม่บ่นแล้ว” หลินเจิ้งฉีหันไปทำความสะอาดที่หลุมศพของน้องสาวต่อ “จิงจือ เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะ อย่าดื้อเหมือนตอนอยู่ที่นี่ พี่ใหญ่ไม่ได้ตามไปดูแลเธอเหมือนเดิมแล้วนะ”
หลินเจิ้งฉีจะมีกิจวัตรประจำวันคือการมาทำความสะอาดสุสานส่วนตัวของครอบครัว และคอยเล่าเื่ของตัวเองให้ครอบครัวฟัง
ถึงแม้คนในครอบครัวของเขาจะจากไปหลายปีแล้ว แต่กิจวัตรประจำวันของเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ชีวิตในแต่ละวันผ่านไปด้วยความเงียบเหงา
่กลางวันจะดีหน่อยก็ตรงที่มีคนงานในไร่พอให้เขาได้พูดคุยด้วยบ้าง แต่พอถึงเวลากลางคืน ซึ่งเป็เวลาที่เขาต้องอยู่คนเดียว ความเหงาก็เข้ามาคลอบคลุมจนชวนอึดอัด หลายครั้งที่เขาคิดว่าชีวิตของเขาทุกวันนี้อยู่ไปเพื่อใคร และอยู่ไปทำไม แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น
“คุณเจิ้งฉี วันนี้หน้าตาไม่สดชื่นเลยนะครับ” เสียงเด็กหนุ่มคนงานในไร่ถามขึ้น “อาการนอนไม่หลับกลับมาอีกแล้วเหรอครับ ให้ผมพาคุณไปหาหมอสักหน่อยดีไหม”
“อืม ่นี้เป็หนักมากกว่าเดิมน่ะ แต่ไม่เป็ไรหรอกนะ ขอบใจมาก ว่าแต่วันนี้มีงานอะไรค้างอยู่อีกไหม เราไปลงข้าวโพดที่ไร่ฝั่งตะวันออกกันเถอะ”
“นอนก็ไม่ได้นอน คุณยังจะโหมงานหนักอีกนะครับเนี่ย นี่ถ้าเป็แม่ผมรู้นะ ท่านคงบ่นผมหูชาไปแล้วล่ะครับ”
“ก็ต้องทำงานให้มันเหนื่อยเข้าไว้ พอเหนื่อยมากๆ มันก็จะทำให้เรานอนหลับสบาย ฉันคิดเอาเองน่ะนะ ว่าต้องหลับสบาย ขอให้คืนนี้หลับสบาย” หลินเจิ้งฉีพูดกับตัวเองเสียเบา
“คุณเจิ้งฉีไม่ได้พูดอะไรกับผมใช่ไหมครับ” เด็กหนุ่มได้ยินเ้านายพูดไม่ถนัดจึงหันไปถามเ้านายอีกรอบ
“ไม่ได้พูดอะไรหรอก ป่ะ เราไปลงข้าวโพดแปลงใหม่กันเถอะ เดี๋ยวแดดจะร้อนซะก่อน”
ชีวิตในแต่ละวันของหลินเจิ้งฉีก็เป็ไปอย่างนั้น เช้าไปทำความสะอาดสุสาน และเวลาที่เหลืออีกทั้งวันก็โหมงานหนักในไร่ ยังดีที่เขาได้หลิวหย่งฉือมาช่วยงาน เด็กหนุ่มคนนี้เป็คนขยันและคุยเก่ง ถึงแม้บางครั้งจะพูดจาเกินเลยไปบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่เขารับได้
“หย่งฉือ นายไม่มีพี่น้องที่ไหนอีกแล้วเหรอ ฉันเห็นนายอยู่กับแม่แค่สองคน” หลินเจิ้งฉีชวนเด็กหนุ่มคุยไปด้วย พร้อมกับหยอดเมล็ดข้าวโพดลงหลุมไปด้วย
“ผมมีพี่ชายคนหนึ่งครับ ตอนนี้ทำงานอยู่ในเมือง แต่ผมกับแม่ติดต่อพี่เขาไม่ได้มาหลายปีแล้ว” หลิวหย่งฉือตอบ
“แล้วได้ไปตามหาเขาไหม หรือว่านายอยากให้ฉันช่วยไหมล่ะ ฉันรู้จักเพื่อนที่เป็ตำรวจอยู่หลายคนเหมือนกันนะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมกับแม่คุยกันแล้ว ถ้าพี่ชายของผมเป็อะไรไป ตำรวจคงแจ้งข่าวมาแล้วล่ะ นี่แสดงว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่เขาตั้งใจไม่ติดต่อมาหาผมกับแม่ ดังนั้น ผมกับแม่ก็แค่ต้องปล่อยเขาไป และถ้าเขาอยากกลับมาบ้านเมื่อไหร่ เดี๋ยวเขาก็คงกลับมาเอง” หลิงหย่งฉือตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“แม่นายทำใจได้เหรอ ลูกชายทั้งคนนะ” หลินเจิ้งฉีถามอย่างสงสัย คนเป็แม่ทุกคนต้องห่วงลูกไม่ใช่เหรอ
“ทำใจไม่ได้ก็ต้องทำครับ ผมก็บอกเหตุผลแม่ไปอย่างนี้ล่ะ แรกๆ แม่ก็ด่าผมซะไม่มีชิ้นดีเลย หาว่าผมไม่ห่วงพี่ชายบ้างล่ะ ไม่รักพี่ชายบ้างล่ะ ผมก็เลยพูดประโยคเด็ดกลับไปจนแม่เงียบไปเลย” หลิวหย่งฉือพูดยิ้มๆ
“ประโยคเด็ดอะไรเหรอ เล่าให้ฟังได้ไหม แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็ไรนะ” หลินเจิ้งฉีรีบทำท่าโบกมือปฏิเสธ
“ผมก็ตอบกลับไปว่า ก็เพราะผมรักผมห่วงพี่ชายมากยังไงล่ะครับ ผมถึงต้องมาทำไร่ส่งเขาเรียนจนจบแทนที่ผมจะได้เรียนต่อเอง” หลิวหย่งฉือยังยิ้มกว้าง “คุณเจิ้งฉีคงไม่รู้สินะครับ เห็นผมเป็อย่างนี้นะ ผมเรียนหนังสือเก่งมากเลยนะครับ แต่ตอนนั้นพ่อผมเพิ่งเสีย แม่ก็ต้องทำงานหาเงินอยู่คนเดียว และพี่ชายก็เพิ่งจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราสองคนก็เลยต้องเลือกว่าจะต้องมีคนหนึ่งที่ได้เรียน และอีกคนหนึ่งจะต้องพักเื่การเรียนไว้ก่อน ก็เป็ผมไงล่ะครับที่ต้องพัก”
“นายเสียใจไหม” หลินเจิ้งฉีไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาถาม
“แรกๆ ผมก็เสียใจนะครับ เพราะผมก็อยากเรียนสูงๆ เหมือนกัน แต่ผมก็ต้องยอม เพราะพี่ชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้น่ะสิครับ ผมหวังว่าพอเขาเรียนจบ เขาก็จะกลับมาดูแลแม่บ้าง แต่ทุกวันนี้มันไม่เป็อย่างนั้น ถ้าผมไม่ทำใจยอมรับมัน แล้วชีวิตผมจะเดินหน้าต่อไปอย่างมีความสุขได้ยังไง จริงไหมล่ะครับ ทุกวันนี้แม่ก็คงจะปลงแล้วเหมือนกัน”
“มองโลกในแง่ดีจริงๆ” หลินเจิ้งฉีพูดให้กำลังใจ “หย่งฉือนายเป็เด็กดีนะ ต่อไปชีวิตนายจะต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอน”
“ผมก็หวังว่าจะเป็อย่างนั้นเหมือนกันครับ ผมอยากดูแลแม่ให้ดีที่สุด” หลิวหย่งฉือยิ้มขอบคุณเ้านาย
เย็นวันนั้น หลินเจิ้งฉีเริ่มร่างพินัยกรรมขึ้นมาฉบับหนึ่ง ในเมื่อเขาไม่มีทายาท แล้วเขาจะกังวลกับสมบัติที่เหลืออยู่ของเขาทำไม เขาเขียนพินัยกรรมโดยระบุว่าหากเขาเสียชีวิตลง ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขา เขายินดียกให้หลิวหย่งฉือ โดยมีเงื่อนไขว่าหลิวหย่งฉือจะต้องดูแลสุสานของตระกูลหลินให้ดีเหมือนกับตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ และในส่วนของเถ้ากระดูกของเขานั้น ให้หลิวหย่งฉือนำไปลอยอังคารทั้งหมดโดยไม่ต้องเก็บมาฝังรวมกับครอบครัวไว้ที่นี่อีก