หนึ่งกระบี่สยบมาร

    บทที่ 40 ข้ามีแค่พี่ชายข้าเท่านั้น2

    บทที่ 40 ข้ามีแค่พี่ชายข้าเท่านั้น2

     

    ชายชราพยักหน้า “ยอดผู้ฝึกกระบี่มักจะเดินทางตามลำพัง พวกเขาจึงมีนิสัยประหลาดไปบ้าง ท่านเผยชื่อของท่านให้เขาฟังก็ถือว่าจริงใจเพียงพอแล้ว แต่ชายคนนี้กลับคิดว่าท่านหยิ่งผยอง เรื่องนั้นช่าง…”

     

    หานเซียงเมิ่งส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอก เขามีนิสัยตรงไปตรงมา แม้เขาจะทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดไปบ้าง แต่เขาก็ดีกว่าคนพวกนั้นที่พูดอย่างหนึ่งแต่คิดอีกอย่างหนึ่ง จงกระจายคำสั่งของข้าไปว่าพวกเขาสามารถอยู่ในห้องระดับสูงนี้ก่อนจะไปถึงเมืองหลวงได้ และให้การปฏิบัติแก่เขาอย่างดีเยี่ยมห้ามขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย!”

     

    หลังจากนั้นนางก็เดินออกไปอย่างรวดเร็วและหายไปกับระยะทาง

     

    ภายในห้อง

     

    “พี่ชาย? ยอดผู้ฝึกกระบี่ทรงพลังมากเลยหรือเจ้าคะ?”

     

    “พวกเขาคงจะทรงพลังมากเลยล่ะ!”

     

    “แล้วท่านไม่ใช่ยอดผู้ฝึกกระบี่หรือ?”

     

    “แน่นอน ข้าเป็นยอดผู้ฝึกกระบี่ สักวันหนึ่งข้าจะเป็นให้ได้ล่ะ!”

     

    “โห พี่ชาย ท่านขี้โกงนี่…”

     

    “หึ...เจ้ารู้มากเกินไปแล้ว ข้าจะสังหารเจ้าปิดปากซะ!”

     

    “ฮิ ๆ ข้าไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ…”

     

    ครึ่งชั่วยามต่อมา เย่ฉวนก็ห่มผ้านวมให้เย่หลิงที่หลับไปแล้ว จากนั้นเข้าไปในหอคอยโลกเรือนจำ

     

    ฝึกวิชา!

     

    มีเพียงผู้มีพลังแข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะเป็นที่ยอมรับ!

     

    ความจริงของสังคมได้สอนให้เขารู้เรื่องนี้ตลอดเวลา!

     

    ตอนนี้ชายหนุ่มมีอยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณ และยังเป็นยอดผู้ฝึกกระบี่อีกด้วย ความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความสามารถตอบสนองเกือบจะอยู่ในจุดสูงสุดแล้วในตอนนี้

     

    อาจกล่าวได้ว่า แม้ในตอนนี้ชายหนุ่มจะมีพลังในขั้นผสานลมปราณเท่านั้น แต่คนธรรมดาที่อยู่ในขั้นหลอมรวมลมปราณก็ไม่สามารถเทียบชั้นเขาได้ในด้านความแข็งแกร่ง ส่วนในขั้นผสานลมปราณ แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเขาอยู่ยงคงกระพัน แต่ก็มีคนไม่มากนักที่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้!

     

    ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่าการฝึกเต๋าเป็นเหมือนการล่องเรือทวนกระเเสน้ำ หากเขาไม่พัฒนาฝีมือเขาก็จะล้าหลัง ดังนั้นเย่ฉวนจึงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย!

     

    ตอนนี้เขาและเงามีฝีมือเสมอกันตอนที่ต่อสู้กัน แต่จริง ๆ แล้วเขากลับไม่รู้สึกพอใจกับเรื่องนี้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของชายหนุ่มก็คือการเอาชนะเงาให้ได้!

     

    ภายในหอคอยโลกเรือนจำ เย่ฉวนอยู่ตัวคนเดียว อันที่จริงเขาก็ชักจะเคยชินกับการอยู่ตามลำพังเช่นนี้แล้วด้วย ส่วนสตรีลึกลับนั้นนางเงียบอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเย่ฉวนจึงไม่รบกวนนางเพราะเขารู้ว่านางย่อมไม่เต็มใจคุยกับเขาแน่นอน

     

    การฝึกวรยุทธ์ช่างน่าเบื่อและโดดเดี่ยวนัก!

     

    หลังจากนั้นสองชั่วยาม เย่ฉวนก็หยุด เขายืนอยู่ในสถานที่เดิมพร้อมกับกระบี่ในมือ ทั้งร่างโชกไปด้วยเหงื่อ

     

    เย่ฉวนมองกระบี่หลิงเซียวในมือจากนั้นก็เอ่ยขึ้น “ผู้อาวุโส ข้ารู้สึกว่าข้าอยู่ในระดับสูงสุดในแต่ละครั้งที่ฝึกกับเงาแล้ว แต่พอข้าฝึกกับมันในครั้งหน้า ข้ากลับมีความรู้สึกเหมือนเดิม ท่านได้เพิ่มพลังของเงาหรือไม่?”

     

    หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เสียงของสตรีลึกลับก็ดังขึ้น “การมีความรู้สึกเช่นนี้พิสูจน์ว่าเจ้ากำลังพัฒนาฝีมือขึ้นในทุกครั้ง สำหรับจุดสูงสุด มันไม่มีจุดสูงสุดหรอก พื้นฐานของเจ้าในตอนนี้นับว่าดีสำหรับเมืองชิงหรือแคว้นเจียงเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในแคว้นใหญ่หรือสำนักตระกูลใหญ่แล้ว พื้นฐานของเจ้านับว่าอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่เจ้าพึ่งอยู่ในขั้นผสานลมปราณ แต่แน่นอนว่าเจ้าไม่อาจอยู่ในขั้นพลังนี้นานเกินไป เช่นเดียวกับเรื่องของกระบี่จิตวิญญาณที่เจ้าต้องค้นหาด้วยตัวเอง!”

     

    เย่ฉวนพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “เข้าใจแล้ว”

     

    สิ่งที่ชายหนุ่มต้องทำในตอนนี้ก็คือยกระดับพลังของตนเองในทุกด้านก่อนที่จะบรรลุขุมพลังหลอมรวมลมปราณ!

     

    เขาหยุดฝึกวิชา จากนั้นก็อาบน้ำและเข้านอน

     

    ชายหนุ่มจะฝึกวรยุทธ์และวนเวียนทำเช่นนี้ในทุกวัน ไม่อย่างนั้นแล้วเขาก็อาจต้องฝึกจนตาย!

     

    หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามครึ่ง เย่ฉวนก็ตื่นนอน!

     

    เย่หลิงก็ตื่นนอนเช่นกัน!

     

    ไม่นานนัก ใครบางคนก็นำอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดมาส่ง สองพี่น้องนั่งทานพวกมันเกือบจะทั้งหมด!

     

    พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะเคยยากจนมาก่อน จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่ยอมกินอะไรทิ้งขว้าง!

     

    หลังรับประทานเสร็จแล้ว เย่ฉวนก็พาเย่หลิงออกจากห้องไปยังชั้นดาดฟ้าของเรือเหาะ!

     

    ในตอนนี้ เรือเหาะได้ลอยอยู่ในอากาศซึ่งสูงจากพื้นดินอย่างน้อยหนึ่งพันเมตร

     

    คนนับไม่ถ้วนมารวมตัวกันอยู่บนดาดฟ้า สองพี่น้องเดินไปยังหัวเรือ จุดดีที่สุดบนเรือที่มีแต่คนจากห้องระดับสูงสุด

     

    เย่ฉวนเหลือบมอง เรือลำนี้ล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่อยู่ห่างออกไปและยังมีนกบินผ่านภูเขาเหล่านี้เป็นระยะ

     

    “ว้าววว!”

     

    ข้าง ๆ เย่ฉวน เย่หลิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “พี่ชาย ดูสิ ภูเขาพวกนั้นดูเล็กลงเรื่อย ๆ เลยเจ้าค่ะ”

     

    เย่ฉวนลูบศีรษะเล็กของเย่หลิงเบา ๆ จากนั้นเขาก็มองออกไปไกลในบริเวณที่มีภูเขาเขียวชอุ่มและเมฆขาว ทันใดนั้นเย่ฉวนก็พลันเกิดอาการลังเลขึ้นมา

     

    ยามที่เขาอยู่บนพื้นดิน ภาพที่เขาเห็นช่างจำกัด แต่ตอนนี้เมื่อเขาอยู่บนฟ้า สิ่งที่เขาเห็นก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เห็นบนพื้นดิน นี่ทำให้เขาคิดในมุมต่างออกไป

     

    เมืองชิงช่างเล็กอย่างยิ่ง แต่โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก!

     

    เขาตัวเล็กอย่างยิ่ง แต่โลกนี้ช่างกว้างใหญ่!

     

    เมื่อเย่หลิงเห็นสีหน้าของเย่ฉวน นางก็พลันเงียบเสียง นางรู้ว่าพี่ชายของนางกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่จึงเดินไปยังกราบเรือ มือทั้งคู่จับราวพลางอุทาน “สวยจังเลย!”

     

    “บ้านนอกจริง ๆ!”

     

    ตอนนั้นเองเสียงกร้าวก็ดังข้างหู เย่หลิงและเย่หลิงก็หันไปมองทางต้นเสียง ไม่ไกลกันนักมีเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งในอาภรณ์หรูหรา เขามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง แต่อวบอ้วนเสียจนนางแทบมองไม่เห็นดวงตาที่อยู่เบื้องหลังแก้มกลมทั้งสอง!

     

    เย่หลิงหลบตาอย่างรวดเร็วเพราะนางไม่อยากสร้างความลำบากให้กับพี่ชาย

     

    แต่เด็กชายตัวเล็กคนนั้นเดินมาหาเย่หลิง เขามองเย่หลิงอย่างดูถูกและเอ่ยขึ้น “ดูเสื้อผ้าของเจ้าสิ มีรอยปะเต็มไปหมด หาเสื้อผ้าใหม่ใส่ไม่ได้หรืออย่างไร?”

     

    เย่หลิงไม่สนใจ นางตอบเขาเสียงเรียบ “ข้าใส่มันได้ มีแต่พี่ชายของข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์มาสอนข้า!”

     

    เด็กชายตัวน้อยตบเสื้อผ้าของตนเองแล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิ “เจ้ารู้ไหมว่าเสื้อผ้าชุดนี้ทำมาจากอะไร? มันทำมาจากขนจิ้งจอกภูติและสัตว์ภูติ มีค่าเท่ากับเสื้อผ้าเจ้าแสนชุด!”

     

    เย่หลิงเหลือบมองเสื้อผ้าของเด็กชายตัวน้อยและเอ่ยตอบ “ข้าไม่สนหรอกเพราะข้ามีพี่ชายข้าอยู่แล้ว”

     

    เด็กชายตัวน้อยหยิบผลึกหยกใสออกมา และดวงตาของเย่หลิงก็พลันมองตาม

     

    หยกนั้นช่างบริสุทธิ์ไร้ที่ติดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง!

     

    เห็นว่าเย่หลิงเสียสมาธิเพราะมันแล้ว เด็กชายตัวน้อยก็เอ่ยอย่างภาคภูมิ “นี่คือหยกเสริมปราณชั้นดี มีค่าเท่ากับก้อนทองหนึ่งพันก้อน เจ้ามีมันไหมล่ะ?”

     

    เย่หลิงแค่นเสียงตอบ “ข้ามีพี่ชายข้าอยู่แล้ว!”

     

    เด็กชายตัวน้อยโมโหขึ้นมาและเอ่ยขึ้น “เจ้าหยุดพูดถึงพี่ชายเจ้าได้หรือไม่?”

     

    เย่หลิงเมินเด็กชายเสีย นางมองท้องฟ้าที่อยู่ห่างออกไปและกระซิบ “ข้ามีแค่พี่ชายข้าเท่านั้น…”

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งกระบี่สยบมาร ที่คุณอ่าน