“ข้าก็ทำได้งั้นเหรอ?”
พี่สาวของอาวั่งเงยหน้าขึ้นมองหนิงเยี่ยน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ไปทำงานที่ร้านเดียวกันกับน้องชายของเจ้า อย่างน้อยที่สุดก็รับประกันความปลอดภัย ไม่อยากทำเหรอ?” หนิงเยี่ยนเอ่ย
“อยากสิ อยาก เพียงแต่ข้าขออนุญาตถามก่อน งานที่ร้านนั้นคืองานอะไร?”
“ร้านเล็ก ๆ คนหนึ่งรับหน้าที่เรียกลูกค้า อีกคนหนึ่งรับหน้าที่ปิ้งย่างของในร้าน”
“ได้เลย ตกลงทำ”
แทบจะไม่รอพี่สาวตอบ อาวั่งรีบพยักหน้าทันที
การชักชวนลูกค้า งานด้านนี้อาวั่งชำนาญมาก ตอนนี้เพราะโจวเฉวียนไม่ต้องพูดถึงการจะออกไปเรียกร้องขอความเป็นธรรม แค่จะออกไปทำงานยังลำบาก
คนหนึ่งรับผิดชอบปิ้งย่าง อีกคนรับผิดชอบเรียกลูกค้า งานปิ้งย่างก็ไม่ต้องพบผู้คนมากให้พี่สาวของเขาทำ ส่วนเขารับผิดชอบงานเรียกลูกค้าที่เขาถนัด
“ดี งั้นข้าจะพาพวกท่านไปสำรวจร้านสักรอบ” หนิงเยี่ยนพูดจบก็เดินออกไปนอกประตู
อาวั่งรีบพาพี่สาวตามออกไป สองสามวันมานี้ไม่มีวิธีหาเงินเลย อาวั่งจึงตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่คนกลุ่มนี้เดินไปที่ร้านปิ้งย่างด้วยกัน พวกเขาก็เดินไปคุยไป ในเวลานี้หนิงเยี่ยนจึงเริ่มรู้จักเรื่องราวของบ้านอาวั่งชัดเจนขึ้น ชื่อจริงของอาวั่งชื่อ ถังเฉิง พี่สาวของอาวั่งชื่อถังอี แม่เป็นลูกสาวของซิ่วฉาย พ่อเป็นจิตรกร เดิมทีชีวิตพวกเขาค่อนข้างดี
เพียงแต่ความเจ็บปวดจะยุคสมัยไหนก็ไม่มีใครหลบพ้นไปได้
2-3 ปีก่อน พ่อของอาวั่งล้มป่วย ใช้ทรัพย์สินในบ้านไปจนหมดเพื่อยื้อยุดกันอยู่นานแต่สุดท้ายก็จากไป แม่ของอาวั่งตรอมใจ ทั้งวี่ทั้งวันนั่งอยู่แต่ในห้อง นอกจากกินก็ไม่สนใจจะทำอะไรอีกแล้ว ภาระในการดูแลครอบครัวจึงตกเป็นของถังเฉิงและถังอี
ที่แท้ก็...ผู้หญิงอีกคนที่จมปลักกับความรัก
เรื่องนี้หนิงเยี่ยนเองไม่อยากออกความเห็นอะไรมากนัก เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน หนิงเยี่ยนจึงเอากุญแจมาไขเปิดประตูร้าน
“ข้าจะซื้อโต๊ะเก้าอี้มาตั้งข้างนอกด้วยจำนวนนึง หากวันไหนคนเข้าร้านเยอะ คนก็นั่งข้างนอกได้ ในครัวเองก็กว้างมาก วันไหนฝนตกกลับไม่ได้ พวกเจ้าเอาโต๊ะยกกลับเข้ามาเก็บไว้ในนี้ แล้วปูผ้าพักผ่อนก็ได้” หนิงเยี่ยนว่า
ถังเฉิงเดินไปดูในครัวและมองขนาดร้านที่ไม่เล็ก ทั้งสองคนต่างพากันตกตะลึง
“ถ้าหากว่าไม่มีอะไรสงสัย รอปรับปรุงร้านเสร็จเจ้าทั้งสองคนก็มาทำงานได้เลย”
“หนิง...เถ้าแก่หนิง ท่านให้ข้ากับอาวั่งมาช่วยงานเดี๋ยวก็จะถูกนายท่านโจวเพ่งเล็งเอา”
พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ถังอีก็ยังรู้สึกว้าวุ่นใจเล็กน้อย แต่ก่อนเธอเคยอยู่บ้านเย็บปักอะไรเล็กน้อย ๆ และเคยรับจ้างซักผ้าให้คนใหญ่คนโตแลกเงิน ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนว่าจะได้ออกมาทำงานหาเงิน ตอนนี้มีงานที่มั่นคงแล้ว เธอจึงไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไปแม้แต่นิดเดียว
แต่ถ้าหากเธอเป็นต้นเหตุที่จะทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้แล้วยังดื้อดึงไปทำงาน แบบนั้นคงกลายเป็นการจงใจทำร้ายผู้อื่น
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องของโจวเฉวียนข้าจะไปหาทางจัดการ” หนิงเยี่ยนว่า
“งั้น..งั้นข้าขอบคุณแม่นางหนิง” ถังอีเอ่ยตอบอย่างซาบซึ้ง
“ไม่เป็นไร อาวั่ง มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าต้องไปจัดการก่อน ร้านนี้ค่อนข้างเก่า ข้าอยากจะหาช่างมาซ่อมแซมให้มันดีอีกครั้ง เจ้าเป็นคนคุมงานให้หน่อยแล้วกัน อีกอย่างเจ้าเป็นคนในเมืองน่าจะรู้จักช่างใช่ไหม?”
“รู้สิ”
อาวั่งพยักหน้าซ้ำหลายรอบ
“งั้นพาข้าไปดูหน่อย”
หนิงเยี่ยนเข้าใจราคาตลาดแล้ว เธอจึงไม่กังวลว่าอาวั่งจะโกงเธอ อีกอย่างให้อาวั่งเป็นคนกลาง ด้านหนึ่งจะได้ให้เด็กขายของคนใหม่ของเธอตอบแทนน้ำใจ อีกด้านหนึ่งหากมีปัญหาอะไรขึ้นมาจะได้ตามเจอคนรับผิดชอบ
เมื่อหาช่างฝีมือได้แล้ว หนิงเยี่ยนจึงยกหน้าที่ซ่อมแซมร้านค้าให้แก่อาวั่ง ทิ้งเงินมัดจำไว้ให้บางส่วน จากนั้นจึงพาเจ้าหนูน้อยโหย่วหยูเดินไปทางประตูเมืองเพื่อกลับบ้าน
ระหว่างทางก็ได้ยินเหตุการณ์แปลก ๆ ในเมือง หนิงเยี่ยนฟังผ่าน ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เมื่อกลับถึงบ้าน เห็นลู่หานจางนั่งอยู่ใต้ต้นฮวายฉู้ หนิงเยี่ยนจึงไปที่แปลงผักเพื่อดูต้นฝ้าย บนพื้นใส่ปุ๋ยไว้เรียบร้อยแล้ว....
นี่ขยันขนาดนี้เลย? เธอคิดไปว่าลู่หานจางเกลียดงานจำพวกนี้ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถทำงานติดดินแบบนี้ได้
“ทำได้ดีนี่”
หนิงเยี่ยนเดินไปข้าง ๆ ลู่หานจาง มองไปทางไส้กรอกที่แขวนไว้ในครัว คล้าย ๆ ว่าไส้กรอกหายไป 2-3 แท่ง เพียงแต่เธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ถึงอย่างไรเธอก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเธอเอาไส้กรอกผึ่งแดดไว้กี่แท่ง
หนิงเยี่ยนหย่อนตัวลงนั่งพักใต้ต้นฮวายฉู้ ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาจากด้านนอก เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เจ้าขนม้วนก็รีบออกมาจากบ้านหมา หนิงเยี่ยนลุกขึ้นเดินไปที่หน้าประตู ก็พบว่าเป็นอู๋เป่าฉือที่หน้าตามอมแมมและร้องไห้จนตาแดงไปหมด
“เกิดอะไรขึ้น?” หนิงเยี่ยนเอ่ยถาม
“ป้าหนิง ช่วยแม่ข้าด้วย ช่วยแม่ข้าด้วย”
อู๋เป่าฉือใช้มือเล็ก ๆ ลากแขนเสื้อของหนิงเยี่ยน เขาพยายามลากเธอตามออกไปด้านนอก เพียงแต่อู๋เป่าฉือนั้นทั้งผอมและไม่มีแรง จึงลากหนิงเยี่ยนออกไปไม่ได้
“ค่อย ๆ พูดออกมาให้ชัดเจน แม่เจ้าเป็นอะไรไป?”
“แม่ข้า แม่ข้า....ใกล้ตายแล้ว”
พอได้ฟัง หนิงเยี่ยนก็คิดด่าในใจไปประโยคหนึ่ง แต่มองไปยังเป๋าฉือที่ร้องออกมาเหมือนคนเจ้าน้ำตา เธอจึงคว้าเอาเจ้าเด็กน้อยแบกขึ้นหลังแล้ววิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน เพียงฮึดเดียวก็วิ่งไปถึงหน้าประตูบ้านของอู๋หวยซาน พวกสอดรู้สอดเห็นจากบ้านตระกูลหนิงก็ตามมาปะปนฝูงชนที่มามุงดู มองเห็นเสี่ยวหลี่ชื่อที่กำลังแทะเมล็ดทานตะวัน ไฟในใจของหนิงเยี่ยนก็ลุกโชน ไอ้พวกนี้มันคนแบบไหนกัน
“ป้าหนิง?”
มองคนที่มุงเต็มหน้าประตูไปหมด อู๋เป่าฉือพยายามจะเบียดเข้าไปสักพัก แต่ก็เบียดเข้าไปไม่ได้ เกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว เขาดึงแขนเสื้อของหนิงเยี่ยนดวงตาที่มีน้ำตาคลอเต็มไปด้วยความวิงวอน
“เข้าไปกัน”
หนิงเยี่ยนไม่สนใจพวกสอดรู้ที่มามุงดูอีกแล้ว เธอเอื้อมมือออกไปผลักคนที่ขวางประตูออก แล้วแบกเอาอู๋เป่าฉือเดินเข้าไป
เห็นเฉียนชื่อนอนอยู่ตรงประตู ที่คอมีเข็มขัดขาด ๆ แขวนอยู่ บนคอมีรอยกดสีแดง
ท่านอาจารย์ซวีก็นั่งอยู่ที่พื้นกำลังฝังเข็มให้เฉียนชื่อ....
เพราะท่านอาจารย์ซวีอยู่ที่นี่ หนิงเยี่ยนจึงไม่ได้ส่งเสียงออกมาอย่างกระวนกระวายใจ หน้าอกของเฉียนชื่อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแผ่ว ๆ ในเวลานี้ไม่ไปรบกวนท่านอาจารย์ซวีจะดีกว่า ถ้าหากพูดอะไรกับท่านอาจารย์ซวีตอนนี้พาลจะไปขัดขวางการช่วยชีวิตคน เดี๋ยวเจ้าหนูเป่าฉือจะได้กลายเป็นเด็กกำพร้าแม่เอา
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านอาจารย์ซวีจึงหยุดมือ
“ช่วยชีวิตได้แล้ว แต่ต้องดูแลนางอย่างดี อย่างน้อยก็ครึ่งปี จึงจะกลับมาแข็งแรงดั่งเดิม”
“อะไรนะ? ครึ่งปี?”
อู๋หวยซานพับแขนเสื้อขึ้น สีหน้าดูไม่ดี
“อืม ครึ่งปี ในครึ่งปีนี้กินยาห้ามขาด ดูแลนางดี ๆ ล่ะ”
“….”
ใบหน้าของอู๋หวยซานแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ครั้งที่แล้วพลั้งตีเป่าฉือก็เสียเงินไปไม่น้อย
ตอนนี้... ถึงแม้ว่าจะมีเงินติดมือ แต่ต้องเก็บไว้ให้น้องสาวไปเป็นสินติดตัวยามแต่งงาน จะให้พี่สะใภ้เอาเงินเพื่อการแต่งงานไปใช้ไม่ได้
“ท่านพี่ ทำยังไงดี?”
เมื่อได้ยินว่าจะต้องจ่ายเงินซื้อยา อู๋เหมยโผล่หัวออกมาจากบริเวณประตู เธอเดินมาหยุดอยู่ใกล้อู๋หวยซาน ดึงแขนของอู๋หวยซาน แววตาของเธอไม่ได้ปกปิดความตึงเครียดไว้เลย
ผ่านไปสักพัก อู๋หวยซานจึงพูดขึ้นมา
“งั้นไม่ต้องให้นางกินยา เอาพี่สะใภ้เจ้ากลับห้องไปให้นางพักผ่อนหน่อย จะรอดหรือไม่รอดแล้วแต่ชะตาของนาง”
“อย่านะ! ข้าต้องการแม่ แม่ข้า”
อู๋เป่าฉือกระโดดออกมาจากหลังหนิงเยี่ยน วิ่งไปไม่กี่ก้าวก็หยุดต่อหน้าอู๋หวยซาน เขาจ้องมองไปยังผู้เป็นพ่อด้วยสายตาวิงวอน ร่างเล็ก ๆ ของเขาเมื่อเทียบกับอู๋หวยซานแล้วทั้งเล็กทั้งอ่อนแอ น่าสงสารเหลือเกิน
“แม่เจ้าวอนตายเอง จะให้โทษใคร?” อู๋หวยซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโมโห
“โทษท่าน ถ้าหากท่านไม่ขู่เข็ญท่านแม่ ท่านแม่ก็ไม่ตาย”
อู๋เป๋าฉือตาแดง จ้องมองอู๋หวยซานราวกับเป็นศัตรูก็ไม่ปาน
“เจ้ามาพูดไร้สาระอะไรกัน ข้าให้นางแต่งเนื้อแต่งตัวดี ๆ ไม่ใช่ทั้งวันแต่งตัวเหมือนขอทาน นางหาเรื่องตายเอง แต่ตายก็ไม่ตาย โชคร้ายจริง”
“ท่าน....”
อู๋เป่าฉือยื่นนิ้วที่เหมือนอุ้งเท้าไก่ออกไป ชี้ไปที่อู๋หวยซาน หน้าอกเล็ก ๆ ของเขากระเพื่อมขึ้นอย่างแรงราวกับจะระเบิดออกมา
อู๋เป่าฉือหดนิ้วกลับแล้วเลิกมองอู๋หวยซาน หมุนตัวกลับไปอยู่หลังหนิงเยี่ยน เอ่ยออกมาเสียงเบา
“ป้าหนิง ท่านช่วยแม่ข้าด้วย ข้าขอขายตัวเองให้กับท่านแลกเงิน ท่านจะช่วยแม่ข้าได้ไหม?”
หนิงเยี่ยนไม่เอ่ยอะไรออกไป ถึงแม้ว่าในใจจะไม่พอใจอู๋หวยซานมาก ๆ แต่เฉียนชื่อไม่ผิดงั้นเหรอ? ตอนคิดจะตายทำไมถึงไม่คิดบ้างว่ายังมีลูกอยู่
..............