ภายหลังช่วยเซียวหลิงเทียนออกจากแดนปะาไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานก็พาเขาเดินทางผ่านตอนกลางของดินแดนหัวเซี่ยขึ้นไปทางเหนือของต้นแม่น้ำหวงเหอ
ทั้งสามลัดเลาะไปตามฝั่งแม่น้ำอันคดเคี้ยวจนถึงเทือกเขาสูงที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะ ยามแสงทองแห่งตะวันทาบทาดูราวทองคำ
มีก้อนหินขนาดใหญ่ตรงทางขึ้นสลักคำว่าหุบเขามรณะ
หนทางเริ่มเข้าสู่ป่าสนสูงเสียดฟ้าเมื่อเดินเข้าไปถึงใจกลางดงไพรปรากฏไอหมอกหนาทึบเข้ามาห้อมล้อมพวกเขาสร้างความระคายต่อทางเดินหายใจจนแสบลำคอ
เฟิงจื่อหานะโลั่น “ระวังนะ มันเป็หมอกพิษ”
แล้วก็มีเงาของคนหรือสัตว์ไม่ทราบชัดพุ่งตัวมาโฉบเฉียดพวกเขาอย่างแรงและรวดเร็ว จนเกิดาแขีดข่วนตามตัวทั้งสามคน
ไป๋ชิงซินร้องลั่น“เอ๊ะ นั่นคนหรือตัวอะไรน่ะ พวกเ้าระวังตัวนะ”
สิ่งที่จู่โจมเคลื่อนไหวว่องไวจนยากที่หนึ่งหญิงสองชายจะใช้วรยุทธเข้าต่อกรด้วยหาทิศทางการมาของพวกมันได้ไม่แน่นอน
จากนั้นเถาวัลย์เส้นโตเท่าแขนพุ่งเข้ามารัดร่างของทั้งสามคนขึ้นไปห้อยอยู่บนกิ่งไม้ยิ่งดิ้นเพียงใด ยิ่งถูกรัดรึงแน่นเพียงนั้น
เซียวหลิงเทียนพยายามเคลื่อนลมปราณใช้วิชาัสะบั้น์แต่พิษจากม่านหมอกทำให้เขาโคจรพลังไม่ได้
“แย่แล้วข้าเดินลมปราณมิได้ มัน้าอะไรจากเรากันนะ”
จอมยุทธทั้งสามถูกรุมล้อมด้วยตัวประหลาดนับสิบบางตนมีหัวเป็ทองแดง มีเขาเป็เหล็ก ห่มกายด้วยหนังสัตว์มีขนปุกปุยบ้างก็มีมือเท้าเป็มีดดาบ ตัวเป็ม้า หัวเป็คน บางตนมีปีกมีหัวเป็นก ลำตัวเป็คน
หนึ่งในุ์กล่าว“พวกสูบุกรุกถิ่นที่อยู่ของเรา ต้องนำเนื้อเ้าไปสังเวยผีฟ้าในค่ำคืนนี้”
“พวกเราแค่เดินทางผ่านมาหาได้เจตนารุกล้ำดินแดนของท่านไม่ โปรดอภัยและปล่อยเราไปเถิด” ชิงซินกล่าวอ้อนวอน
“ไม่ได้เมื่อก่อนพวกเราก็เคยปล่อยคนไปแบบนี้แหละ แต่พวกมันกลับย้อนมาทำร้ายคนในเผ่าเราจะไม่ยอมให้อดีตซ้ำรอยอีก”
“แล่เนื้อพวกมันเลย”ปีศาจอีกตนกล่าว
เหล่าตัวประหลาดโห่ร้องชูอาวุธในมือทั้งหอกแหลม มีดดาบ เตรียมจะเชือดเฉือนหนุ่มสาวทั้งสามคน
แต่ทันใดนั้น...
เกิดสายลมรุนแรงอุ่นร้อนพัดเอาหมอกควันในป่าให้มลายไปหมดสิ้น
“เหล่าภูตเช่นพวกเ้าต่างหากสมควรใช้เป็เหยื่อสังเวย”เสียงสดใสของหญิงสาวดังขึ้นพร้อมการปรากฏกายของผู้มาช่วยเหลือ
“มนตราภมรพิฆาต”สาวลึกลับร่ายเวทย์มนตร์เกิดแมลงภู่ ตัวต่อตัวแตน ไล่ต่อยเหล่าตัวประหลาดจนดิ้นทุรนทุรายล้มกลิ้งทรมานส่วนที่เหลือก็พากันหลบหนีไปสิ้น
จากนั้นหญิงสาวก็ใช้วิชาตัวเบาเหินขึ้นไปตัดเถาวัลย์ที่รัดคนทั้งสามแล้วใช้กำลังภายในสร้างกระแสลมประคองร่างพวกอาหนิวลงมาอย่างนุ่มนวล
สาวงามกล่าว“พวกท่านปลอดภัยแล้ว”
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือขอทราบนามผู้มีพระคุณได้หรือไม่”เซียวหลิงเทียนยกมือพนมพลางเพ่งพิศดูนางผู้อารี
หล่อนมีดวงตากลมโตั์ตาสีเขียว จมูกโด่ง ผมยาวสีน้ำตาล ถักเปียเส้นเล็กแซมอยู่รอบศีรษะสวมหมวกถักด้วยไหมหลากสี มีเครื่องประดับห้อยมาปิดหน้าผากคล้ายเป็ดวงตาที่สามสร้อยคอเงินแท้ห้อยลงมาถึงหน้าอก สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าป้ายสาบเสื้อเฉียงไปด้านหนึ่ง นุ่งกระโปรงจีบลายดำแดง สวมถุงเท้าสูงถึงแข้งรองเท้าเป็แบบเชือกถัก
“ข้าชื่อฉู่เยว่เป็ชนเผ่าฮูลาปาในแถบนี้ ว่าแต่พวกท่านมาจากไหน และจะไปที่ใดจึงได้มาถึงหุบเขาแห่งนี้”
“พวกเราเป็ชาวยุทธมาจากจงหยวนข้าชื่อเฟิงจื่อหาน แม่นางคนนี้คือไป๋ชิงซินส่วนพ่อหนุ่มนั่นชื่อว่าเซียวหลิงเทียน เราสามคนเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยยังไม่มีจุดหมายปลายทาง” จื่อหานตอบ
“อ้อกระนั้นข้าใคร่เชิญพวกท่านไปพบกับหัวหน้าเผ่า เป็บิดาของข้าเองท่านนิยมชมชอบคบหาสมาคมกับชาวยุทธ อย่าได้รังเกียจเลย”
พวกอาหนิวต่างมองหน้ากันก่อนไป๋ชิงซินจะกล่าวตอบ
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไม่เกรงใจละนะยินดีไปตามคำเชิญของท่าน”
ณกระโจมที่พักของหัวหน้าเผ่าฮูลาปา บนลานกว้างริมแม่น้ำ
ฉู่เยว่พาแขกทั้งสามเข้าไปภายในพบกับบิดาของนางซึ่งนั่งรอบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ เป็ชายวัยกลางคน หนวดเครายาวสีดำรวบผมไว้ด้านหลัง ผูกเปียเส้นเล็กไว้สองข้างศีรษะ สวมชุดคลุมยาวทับเสื้อตัวในไว้สวมกางเกงขากว้าง มีผ้ารัดเอวไว้
“ท่านพ่อลูกพาเพื่อนสามคนที่พบในป่าโดยบังเอิญ กำลังถูกลูกสมุนของชีโหยวจับแขวนไว้ข้าผ่านไปเห็นพอดี จึงได้ช่วยไว้”
“ขอคารวะท่านหัวหน้าเผ่า” อาหนิวและเพื่อนกล่าวพร้อมกัน
“เชิญตามสบาย นั่งสนทนากันก่อน”
“เป็พระคุณที่ได้คุณหนูช่วยไว้ข้าทั้งสามจักมิลืมบุญคุณนี้” จื่อหานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉู่เยว่กล่าว “อย่าได้ถือเป็บุญคุณเลยเคราะห์ดีที่พวกท่านเจอแค่สมุนปลายแถว หากได้พบกับชีโหยว หัวหน้าใหญ่ของ 80ตัวประหลาด แม้ตัวข้ายังไม่แน่ว่าจะต่อสู้กับมันได้หรือไม่”
ไป๋ชิงซินถาม “มันทั้งหลายร้ายกาจถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
“จักว่าร้ายก็ไม่ร้ายถึงที่สุดเพียงแต่พวกมันเป็เ้าถิ่น เคลื่อนไหวไปมาไร้ร่องรอยและยังมีวิชาเวทย์มนตร์บันดาลฝนฟ้าคะนอง พายุเมฆหมอกควันพิษได้ ส่วนฮูลาปาเป็เพียงชนเผ่าเร่ร่อนเข้ามาอาศัยชั่วคราวจึงไม่คุ้นกับสถานที่ การจะรับมือกับมันจึงลำบาก” หัวหน้าเผ่าชี้แนะรายละเอียด
“หมู่ท่านสนทนากันไปก่อนนะข้าจะไปตระเตรียมที่พักและอาหารไว้ต้อนรับแขกทั้งสามก่อน”ฉู่เย่วกล่าวแล้วเดินออกจากกระโจม
หัวหน้าเผ่าเพ่งมองหน้าอาหนิวแล้วจีงเรียก
“พ่อหนุ่มคนนี้เ้ามานั่งใกล้ ๆ นี่ ข้าจะตรวจดวงชะตาให้เ้าสักครา ด้วยเห็นรัศมีบางอย่างในตัวเ้า”
อาหนิวจึงลุกไปนั่งข้างหัวหน้าเผ่าอย่างงุนงง
ชายาุโเพ่งมองใบหน้าลายมือของชายหนุ่ม ทั้งยังเพ่งกสิณไปยังอ่างน้ำเบื้องหน้าแล้วก็ทอดถอนใจใหญ่
“เฮ้อชะตากรรมของเ้ากว่าจะบรรลุเป้าหมายที่้าก็ต้องผ่านอุปสรรคและวิบากกรรมนับร้อยประการ เ้าต้องอดทนต่อสู้หน่อยนะ”
“ขอบคุณท่านหัวหน้าเผ่า”
“ไม่เป็ไร” ประมุขเผ่าตอบแล้วหันไปหาไป๋ชิงซินกับเฟิงจื่อหาน“สำหรับเ้าทั้งสองมีชะตาผูกพันอยู่กับเ้าหนุ่มนี่ หากชีวิตเขาดี พวกเ้าก็จะดีตามขอให้ร่วมต่อสู้กันไปเถิด”
เสียงสดใจดังขึ้นจากทางเข้ากระโจม
“มาแล้วอาหารของเผ่าเรา”
ฉู่เยว่กับสาวใช้อีกสองคนช่วยกันยกถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะตัวน้อยเบื้องหน้าแขกแต่ละคนเป็แผ่นแป้งย่างไฟและแกงสีเหลืองแดงมีมันฝรั่งและเนื้อสัตว์ กับพวกผักดองถั่วคั่ว นมเปรี้ยว
“ส่วนมากทำจากอาหารแห้งที่สะดวกแก่การพกพาไปขณะโยกย้ายถิ่นฐานเช่นบรรดาเมล็ดธัญพืช ถั่ว ข้าวสาลี นม เนย เครื่องเทศต่าง ๆ หมู่เ้าอาจไม่คุ้นเคยถือว่าเปลี่ยนรสชาดจากอาหารจงหยวนดูบ้างนะ”
“พวกข้ากินง่ายอยู่ง่ายท่านต้อนรับเราดีถึงเพียงนี้ ข้าทั้งสามซาบซึ้งใจยิ่งนัก” จื่อหานกล่าว
“หลังจากรับประทานอาหารแล้วก็เชิญไปพักผ่อนในกระโจมที่เราเตรียมไว้ ถ้าอยากอาบน้ำก็เชิญได้ที่ริมแม่น้ำเป็หิมะละลายมาจากธรรมชาติ น้ำใสไหลเย็น น่าสดชื่นทีเดียว” หัวหน้าเผ่ากล่าวแนะนำ
“เป็พระคุณมากค่ะผู้าุโ” ชิงซินตอบด้วยรอยยิ้ม
ณตำหนักของม่อเทียนหลง
สาวงามตาโต ใบหน้าขาวนวลราวไข่มุกริมฝีปากสีม่วง ขอบตาสีแดงระเรื่อ สวมชุดดำปนแดงยืนอยู่ต่อหน้าจอมมารซึ่งนั่งอยู่ในห้อง
“ท่านพ่อให้ลูกมาพบมีอะไรสั่งการหรือคะ”
“ซั่งเอ๋อ เื่ที่ให้ตามหาทายาทของเซียวอวิ๋นห่าวเ้าไปสืบได้ความประการใดบ้าง”
“ที่ลานปะาเมืองกัวโจว คนของเราไปพบทายาทของไป๋หานเสว่กับเฟิงจิ้นเจาที่หายตัวไป หลังจากเราไปถล่มสำนักกระบี่หิมะคราวนั้น ปรากฏตัวช่วยเซียวหลิงเทียนหลบหนีเ้าค่ะลูกได้ให้คนติดตามแล้ว พวกมันมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือ คาดว่าจะไปแถบต้นแม่น้ำหวงเหอ”
“อ้อ ที่แท้มันยังไม่ตายอีกหรือหากพบเจอ ให้ฆ่าคนแซ่ไป๋และคนแซ่เฟิงเสีย เว้นไว้แต่คนแซ่เซียวนั่นเพราะเราต้องอาศัยมันเปิดผนึกคัมภีร์มหายุทธ”
“ทราบแล้วลูกจะไปดำเนินการเดี๋ยวนี้” ม่อซั้งซั่งกล่าวจบก็หายวับไป
วันรุ่งขึ้น ณเผ่าฮูลาปา
ชายหญิงชาวบ้านจำนวนมากพากันเข้ามาพบหัวหน้าเผ่า
“ท่านหัวหน้าช่วยพวกเราด้วย!”
หัวหน้าเผ่า “มีเื่อะไรกันหรือ ไยมากันมากมายเช่นนี้”
ชาวบ้านร้องไห้พูด“ เด็กน้อยในหมู่บ้านถูกลักพาตัวหายไปหลายคน ขอท่านหัวหน้าช่วยตามหาให้ด้วยเ้าค่ะพวกข้าใจจะขาดแล้ว ฮือ..”
หัวหน้าเผ่า “ เกิดเหตุเดิมอีกแล้วหรือเดือนก่อนก็มีเด็กหาย ยังตามหาร่องรอยมิได้ หรือจะเป็ฝีมือของพวกชีโหยว”
ไป๋ชิงซินเอ่ยถาม“ มัน้าเด็กไปทำอะไรมากมายหรือคะ ท่านผู้าุโ?”
พ่อของฉู่เยว่กล่าว“ข้าก็หารู้ไม่ เกรงว่าจะใช้ในพิธีไสยศาสตร์เพราะปกติพวกมันก็ชอบใช้เวทย์มนตร์ในการสู้รบอยู่แล้ว”
หัวหน้าเผ่าหันไปกล่าวกับชาวบ้านที่ยืนอออยู่หน้ากระโจม
“เอาละ ท่านทั้งหลายวางใจเถิดข้าจะหาทางติดตามนำบุตรหลานของทุกคนกลับคืนมาให้ได้”
คนเ่าั้ได้ยินคำยืนยันแล้วก็พากันกลับไป
ไป๋ชิงซินจึงเสนอแนะ
“หากท่านไม่รังเกียจข้ายินดีจะช่วยวางแผนจับตัวผู้ลักพาเด็กให้ได้”
หัวหน้าเผ่า”ถ้าได้เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณล่วงหน้า เผ่าของเราต้องพึ่งพาพวกเ้าแล้ว”
คุณหนูไป๋จึงเดินเข้าไปกระซิบข้างหูท่านผู้นำเผ่าอยู่ครู่ใหญ่
“ท่านต้องจัดคนให้ผู้ชายแสร้งไปเลี้ยงสัตว์เหล่าหญิงนั่งทอผ้าเลี้ยงเด็ก แต่หาใช่ทารกจริงไม่”
“ออข้าเข้าใจแล้ว ตกลงดำเนินตามแผนได้”
วันรุ่งขึ้น ณทุ่งหญ้าบนเนินกลางหุบเขามรณะ
มองไปเห็นทิวเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนอยู่ไกลๆ
เหล่าบุรุษขี่ม้าต้อนฝูงแกะไปและเล็มหญ้ากินอยู่กลางเนินนั้นตามปกติ
ขณะที่บรรดาสตรีนั่งทอผ้าด้วยกี่เอวภายใต้ร่มเงาของผืนผ้าใบที่ปกคลุมเพิงพักแบบชั่วคราวริมทุ่งเขียวขจีนั้นโดยแต่ละนางสะพายเป้อุ้มทารกน้อยไว้ด้านหลัง
ไม่นานก็มีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งผ่านตัวหญิงทอผ้าคนแล้วคนเล่าจนถึงคนสุดท้ายพร้อมดึงเอาตัวทารกน้อยออกไปด้วยทุกคน
แทบจะในทันทีไป๋ชิงซินรีบใช้วิชาดรรชนีจันทร์เยือกแข็งพุ่งไอเย็นเข้าใส่กลุ่มควันดำนั้นจนกลับกลายร่างเป็ตัวประหลาดตนหนึ่งมีร่างเป็คน แต่มีหัวเป็วัว นอนนิ่งไม่ไหวติง แต่ยังกลอกตาไปมาได้
สาวงามรีบวิ่งเข้าไปเอากระบี่จี้คอเค้นถาม
“ใครส่งเ้ามาใช่ชีโหยวหรือไม่”
“ข้าไม่บอก”
เซียวหลิงเทียนได้ยินดังนั้นก็เกิดโทสะเตรียมจะใช้วิชาัสะบั้น์ซัดฝ่ามือใส่ภูตตนนั้นแต่ชิงซินห้ามไว้ทัน
“ช้าก่อนอาหนิวเรา้าล้วงความลับจากมัน”
ฉู่เยว่หยิบเทียนสีแดงเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วจุดไฟลุกโชติ่ก่อนจะขู่มัน
“หากเ้าไม่บอกข้าจะใช้เทียนอาคมปราบมารนี่หยดใส่เ้าให้ปวดแสบปวดร้อนทรมาน จะอยู่ก็ไม่ได้ตายก็ยาก ้าเช่นนั้นไหม”
ว่าแล้วหล่อนก็สะบัดน้ำตาเทียนใส่ร่างปีศาจนั้นจนร้องโหยหวนครวญครางด้วยความเ็ป
“ยอมแล้วข้ายอมบอกแล้ว...”
เฟิงจื่อหานเอากระบี่จี้คอ“จงเร่งบอกมา ผู้ใดบงการเ้ามา”
ุ์นั้นจึงว่า“เป็ชีโหยวสั่งให้ข้ามาจับเด็กไปเป็การแก้แค้นเพราะที่เผ่าของข้าก็มีเด็กถูกจับไปเช่นกัน พวกเรายังสงสัยว่าเป็ฝีมือของฉู่เว่ยกู่หัวหน้าเผ่าฮูลาปา หากมิใช่เขาแล้วจะเป็ใครกันเล่า”
ไป๋ชิงซินกล่าวต่อ”ครั้งนี้เ้าพลาดแล้ว จงเพ่งดูสิเ้าจับอะไรมา”
ปีศาจหันไปมองอย่างพินิจพิเคราะห์อีกคราจึงได้รู้ว่าสิ่งที่จับมาเป็เพียงหุ่นตุ๊กตาหญ้าห่อผ้าเท่านั้นมันเสียใจนักทั้งยังเกรงความผิดจึงร้องขอ “ ท่านโปรดสังหารข้าเสียเถิดแม้นหากรอดจากท่านไป ข้าก็ต้องถูกชีโหยวลงโทษให้ิญญาดับสูญแน่นอน”
ฉู่เว่ยกู่ที่ยืนฟังอยู่ก็กล่าว“เราจะจับเ้าไว้เป็ตัวประกันก่อนรอให้พวกเราจับตัวต้นเหตุที่ทำให้เด็กของเผ่าเ้าหายได้ เราจึงจะปล่อยไป”เขาหันไปสั่งบริวารอีก
“พันธนาการมันไว้ด้วยตรวนผนึกปีศาจแล้วเอาตัวไปขังไว้ก่อน”
“ครับนายท่าน”
เมื่อผู้ช่วยหัวหน้าเผ่านำตัวประหลาดนั้นไปขังแล้วบิดาของฉู่เยว่ก็ปรึกษากับพวกไป๋ชิงซินเื่คนร้ายตัวจริง
“หากสิ่งที่ตัวประหลาดนั้นเล่าเป็ความจริงพวกเ้าคิดว่าใครอยู่เื้ัการสูญหายของเด็กทั้งสองเผ่ากันหรือ?”
“คราแรกไขปริศนาไปได้เปราะหนึ่งแล้วยังว่าง่ายแต่ครั้งนี้ดูจะคลุมเครือไร้ร่อยรอย คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเ้าก็โปรดพำนักอยู่ที่นี่ช่วยเผ่าของเราสืบหาความจริงจนกว่าจะกระจ่างเถิด”
“นั่นเป็สิ่งสมควรอยู่แล้วเพราะคุณหนูช่วยชีวิตพวกเราไว้ จึงต้องตอบแทน” เฟิงจื่อหานกล่าวเสริม
ธิดาหัวหน้าเผ่ายังกล่าวกับอาหนิว“ท่านพี่เซียว พี่เฟิงและพี่สาว หลังอาหารเย็นวันนี้ขอเชิญพวกท่านมาพบข้าที่กระโจมด้วย”
ชิงซินตอบ“รับทราบ”
ในถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งบนหุบเขามรณะ
ชายร่างใหญ่สวมหน้ากากทองแดง หมวกเหล็กมีเขาโง้งสองข้าง สวมชุดเกราะเหล็กรองเท้าปลายงอนแหลมคม นั่งอยู่บนบัลลังก์ภายในคูหาใหญ่นั้นรายล้อมไปด้วยหมู่บริวารนับร้อย ฟังคำของเขา
“ข้าให้หัวหน้าเผ่าวัวไปจับเด็กของฮูลาปามาเป็ตัวประกันแต่มันกลับทำไม่สำเร็จ แถมยังโดนจับไว้อีก เื่เด็กในเผ่าเราสูญหายพวกเ้าไปตามสืบได้ความว่าอย่างไร”
“เรายังไม่พบร่อยรอยเด็กที่หายเพียงแต่ยังสงสัยพวกฉู่เว่ยกู่ว่าจะอยู่เื้ัเพราะพวกมันก็ใช้เวทย์มนตร์อาคมได้เช่นเดียวกับเรา”
“เห็นทีครานี้ข้าต้องออกโรงเองสั่งการลงไป เตรียมจัดทัพบุกเผ่าฮูลาปาภายในสามวัน ไม่ว่าจะได้ตัวเด็กคืนหรือไม่พบเจอใครจงฆ่ามันให้หมด ไม่เว้นแม้ทารกแบเบาะหรือคนเฒ่าชรา”
“แล้วประมุขเผ่าวัวที่ถูกจับไปล่ะท่านมันจับไว้เป็ตัวประกันต่อรองกับเรา จะทำเช่นไร”
“ยังมีอีก 79เผ่าที่ข้าต้องดูแล หากพะวงแค่เผ่าเดียว แต่สูญเสียเผ่าที่เหลือทั้งหมดข้าจะนั่งตำแหน่งเ้าหุบเขามรณะได้อย่างไร”
“เข้าใจแล้วครับนายท่าน”
เย็นวันนั้นในกระโจมของฉู่เยว่
“ข้าเชิญท่านทั้งสามมาเนื่องด้วยเห็นว่าเราจับคนของชีโหยวมาได้ เ้านายของมันคงไม่นิ่งเฉยอยู่แน่นิสัยของมารผู้นี้ยอมหักมิยอมงอ ข้าสังหรณ์ใจว่าจะเกิดศึกใหญ่เร็ว ๆ นี้จึงใคร่จะถ่ายทอดวิชาให้ท่านสองประการ
หนึ่งคือ พลังปราณัจำศีลสามารถทนต่อไอพิษหมอกปีศาจ หายใจทางิัได้
สองคือเวทย์มนตร์เรียกไฟและพายุแห้งแล้ง ใช้หักล้างเมฆฝนของชีโหยวได้
พวกท่านยินดีศึกษาจากข้าหรือไม่”
หนึ่งหญิงสองชายมองหน้ากันแล้วไป๋ชิงซินก็ตอบรับ
“พวกเรายินดีรับการชี้แนะจากคุณหนูค่ะ”
“ดีมากเช่นนั้นเรามาเริ่มเรียนกันเลย”
ธิดาหัวหน้าเผ่าสอนทั้งสามคนั้แ่หัวค่ำฝึกเดินลมปราณจนคล่องแคล่วดีแล้ว จึงเรียนรู้การใช้เวทย์มนตร์คาถาอาคมได้ดังใจกระทั่งยามสามจึงได้เลิกรา
สองวันต่อมา
ชีโหยวยกกองทัพพร้อมเผ่าบริวาร80 เผ่ามาถึงชายทุ่งที่เผ่าฮูลาปาอาศัยอยู่ พวกนั้นบ้างขี่ม้า บ้างขี่วัวตลอดจนขี่เสือและสัตว์แปลกพิลึกพิลั่นอีกหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็พลเดินเท้าแต่งกายแตกต่างกันตามเผ่าของตนเอง มีธงสัญลักษณ์ของเผ่าเป็รูปสัตว์ต่าง ๆ เช่นั ปลา งู เสือ นก กระทิง ต่างก็ตีกลองศึกโห่ร้องข่มขวัญศัตรูลั่นไปทั้งท้องทุ่งและหุบเขา
ฉู่เว่ยกู่พ่อลูกให้คนเตรียมตั้งทัพรอรับศึกไว้ล่วงหน้าแล้วรอเพียงคำสั่งให้ออกรณรงค์กับผู้รุกรานเท่านั้น
ชีโหยวบนหลังม้าร้องะโลั่น
“ส่งคนของเรามาเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นพวกข้าจะบดขยี้เผ่าของเ้าให้เป็ผุยผงธุลีดิน”
หัวหน้าเผ่าฮูลาปาจึงโต้คารมกลับไป
“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยเด็กที่เ้าจับไปคืนมาให้เราก่อน”
จอมมารหน้าทองแดงจึงตอบในทันใด
“แล้วทีเ้าจับเด็กในเผ่าเราไปล่ะไยจึงไม่คืนมาให้”
ฉู่เยว่ “พวกเราไม่เคยจับเด็กของท่านมาจงคืนคนมาให้เราเสียโดยดี”
ชีโหยวโกรธจัดคำรามลั่น
“ในเมื่อคุยกันไม่รู้เื่ก็จงรับความตายจากข้าเถิด เฮ้ยพวกเรา ลุยมันเลย ฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
ชีโหยวร่ายเวทย์มนตร์บันดาลพายุฝนเมฆหมอกมืดครึ้มถาโถมเข้าใส่กองทัพของฮูลาปาจนมองไม่เห็นอะไร
ฉู่เยว่ร้องบอกพวกอาหนิวทั้งสาม
“พวกเราร่ายมนตร์พายุไฟลมแล้งใส่พวกมันเร็ว”
ทั้งหมดก็เดินพลังปราณร่ายคาถาก่อเกิดพายุไฟและความแห้งแล้งปัดเป่าเมฆฝนของชีโหยวจนมลายไปสิ้นท้องฟ้าสว่างสดใสกลับมาดังเดิม ก่อนจะบุกตลุยเข้าไปโรมรันกับทัพปีศาจอย่างเมามัน
ไป๋ชิงซินบนหลังม้าใช้พลังดรรชนีจันทร์เยือกแข็งชี้นิ้วใส่พวกตัวประหลาดจนกลายเป็แท่งน้ำแข็ง
เซียวหลิงเทียนใช้วิชาัสะบั้น์ซัดพลังฝ่ามือใส่กองทัพม้าของชีโหยวจนล้มคว่ำคะมำหงายกันไปนับร้อยราย
เฟิงจื่อหานใช้วิชากระบี่พยัคฆ์คำรามกวัดแกว่งจนเกิดรัศมีสีส้มเป็วงแหวนกวาดเอาบรรดาตัวประหลาดกระเด็นกระดอนออกไปเป็วงกลม
ฉู่เยว่ใช้มนตราอัคนีก่อเกิดทะเลเพลิงเผากองทัพบริวาร80 เผ่าของชีโหยวจนวอดวายไปหนึ่งในสามส่วน พวกที่เหลือพากันหลบลี้ไป
ฉู่เว่ยกู่เสกบ่วงบาศมันดาลาเข้าไปรัดตัวชีโหยวไว้ได้ เตรียมจะใช้ดาบสังหารจอมปีศาจแต่เซียวหลิงเทียนขอร้องไว้
“ท่านประมุขฉู่โปรดไว้ชีวิตเขาก่อน...”
“เหตุใดเ้าจึงขอร้องแทนมัน”
“พวกเรายังมิทราบเลยว่าเด็กที่ถูกจับไปมีชะตากรรมเช่นไรบ้าง หากฆ่าเขาตาย แล้วจะตามหาบุตรหลานของเผ่าท่านได้จากที่ใด”
หัวหน้าเผ่าฮูลาปาได้ฟังจึงลดดาบในมือลงแล้วกล่าว
“อืมมันก็จริงของเ้า ถ้าเช่นนั้นก็กุมตัวมันกลับไปขังไว้ รอการสอบสวน”
“ขอบใจเ้ามากนะไอ้หนูที่ช่วยชีวิตข้า หากมีโอกาสข้าจะตอบแทนเ้าแน่นอน” ชีโหยวกล่าวกับอาหนิวด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง
ภายในกระโจมที่กักขังชีโหยวณ เผ่าฮูลาปา
เซียวหลิงเทียนถือถาดอาหารและน้ำเข้าไปวางต่อหน้านักโทษใหญ่ที่เพิ่งจับมา
“ท่านทานข้าวทานน้ำเสียก่อนเถิดมาข้าจะป้อนให้”
ชายหนุ่มตักข้าวและกับด้วยช้อนไม้ยื่นไปจ่อที่ปากของชีโหยวจอมปีศาจมองหน้าเขาสักครู่ด้วยสีหน้าและแววตาไม่ค่อยไว้ใจ ก่อนจะยอมอ้าปากขณะที่มือของเขาถูกมัดไพล่หลังไว้
ครั้นได้เคี้ยวคำข้าวแล้วก็รู้สึกอบอุ่นในน้ำใจของเด็กหนุ่ม
“อร่อยไหมล่ะแกงกะหรี่ไก่กับข้าวสีแดง เอ้าดื่มน้ำสักนิด จะได้ไม่ติดคอ ถ้าปวดท้องหนักเบาก็บอกข้านะกระโถนวางไว้ด้านข้างนั่น”
มนุษย์หัวทองแดงซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้ากล่าวกับเขา
“เ้าหนุ่มเหตุไรเ้าจึงดีกับข้าเช่นนี้”
“เพราะข้าััได้ว่าท่านเองก็ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ที่ต้องมารุกรานเผ่าฮูลาปา ก็คงมีเหตุผลจำเป็จริง ๆ“
ชีโหยวได้ฟังก็หัวเราะก่อนจะพูดต่อ
“เ้าเป็คนแรกในชีวิตที่กล่าวเช่นนี้กับข้าั้แ่โตมามีแต่คนกดขี่ข่มเหง ใส่ร้ายข้าถึงได้มีจอมปีศาจนามว่าชีโหยวในทุกวันนี้”
“แล้วเหตุใดท่านจึงต้องมารุกรานทำร้ายคนอื่นด้วยเล่า?”
“เดิมทีชนเผ่าของข้าชื่อว่าจิ่วหลีเป็ชาวม้งขาวจำพวกหนึ่ง อาศัยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอแต่ต่อมาถูกชาวหัวเซี่ยรุกราน ขับไล่พวกเราถอยร่นจนมาถึงหุบเขามรณะนี่แหละพวกเราแท้จริงไม่ใช่ปีศาจ เป็มนุษย์ธรรมดานี่แหละเพียงแต่ใช้เวทย์มนตร์จำแลงแปลงกายเป็ปีศาจเพื่อข่มขวัญศัตรูและปกป้องคนในเผ่าให้ปลอดภัย”
“อ้อที่แท้พวกท่านมีเื้ัอันน่าขมขื่นไม่น้อย”
“และที่เรามารบกับเผ่าฮูลาปาก็มิใช่ว่าเราอยากสร้างศัตรูแต่เพราะเราถูกรุกรานก่อน จะใช่ฝีมือของพวกฉู่เว่ยกู่หรือไม่ ก็ยากจะพิสูจน์”
“ท่านวางใจเถิดข้าจะช่วยตามล่าคนร้ายตัวจริงมาให้ได้”
“เ้าก็ต้องระวังตัวเองด้วยมันอยู่ในที่ลับ ส่วนเ้าอยู่ในที่แจ้ง”ชีโหยวกล่าวกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่สดชื่นขึ้น
เมื่อออกมาภายนอกกระโจมไป๋ชิงซินเดินเข้ามากระซิบถามอาหนิว
“เมื่อครู่พวกเ้าคุยอะไรกันได้ความว่ากระไร”
“ข้าได้รู้ว่าที่แท้เขาเป็มนุษย์เดินดินธรรมดามิใช่ภูตผีปีศาจดังที่เราเข้าใจแต่แรก เขาว่าไม่อยากจะเป็ศัตรูกับเผ่าฮูลาปาแต่เพราะถูกรุกรานก่อนจึงต้องตอบโต้”
คุณหนูไป๋ได้ฟังก็คิดวิเคราะห์สถานการณ์ “เป็ไปได้ไหมว่า มีบุคคลที่สามยุแยงให้สองฝ่ายทำากัน”
“หากเป็เช่นนั้นจะเป็ใครกันเล่า” เฟิงจื่อหานถามด้วยความสงสัย
เมื่ออาหนิวปลีกตัวไปทำธุระที่มุมอื่นจื่อหานจึงคุยกับชิงซิน
“เ้าคิดว่าอาหนิวจะโดนหลอกหรือไม่คนใสซื่ออ่อนต่อโลกเช่นเขา เพิ่งเคยพบหน้ากับชีโหยวเป็ครั้งแรกก็เชื่อในสิ่งที่เล่ามาเป็ตุเป็ตะ เช่นนี้หรือคือคนที่จะมากอบกู้สามภพ”
“บางทีลิขิตฟ้าก็ยากที่คนเดินดินจะอธิบายนะ”คุณหนูไป๋กล่าว
ณริมแม่น้ำที่สองตลิ่งมีก้อนหินขนาดเล็กเรียงรายเต็มหาด น้ำใสสะอาดไหลเอื่อยไปตามความเคี้ยวคด
อาหนิวเดินเก็บสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามกอหญ้าโคนต้นไม้ ไป๋ชิงซินก็ยกถังไม้และเสื้อผ้ามาซักที่ริมธารแล้วหล่อนก็เผลอทำผ้าหลุดมือลอยไปตามสายน้ำ
“โอ๊ะผ้าของข้า ช่วยเก็บด้วย พี่อาหนิว”
ชายหนุ่มหันไปดูจึงรีบวิ่งลงไปตะครุบผืนผ้านั้นในน้ำจนตัวเปียกปอนก่อนจะนำมันขึ้นมายื่นให้สาวงามกับมือ
“ขอบใจนะ” สาวสวยยิ้มหวานให้เขาเซียวหลิงเทียนก็ยิ้มตอบ
ทั้งสองก็หวนคิดย้อนไปในวัยเด็กที่พวกเขาวิ่งเล่นกันริมน้ำตกเชิงเขาหลังสำนักกระบี่หิมะ
“ท่านพี่กระเป๋าผ้าของข้าหล่นลงไปในน้ำแล้ว” เด็กหญิงร้องขึ้น
เด็กชายจึงะโลงไปในแอ่งน้ำหน้าน้ำตกลอยตามกระแสธารไปติดตามเอาสิ่งของแทนลูกสาวเ้าสำนักกระทั่งเขาตะครุบเอาไว้ได้ แต่ตนเองก็หมดสติไป จนมาฟื้นเอาในห้องของตนเอง
“ฟื้นแล้วหรือพี่อาหนิว”เด็กน้อยชิงซินกล่าวขณะนั่งเฝ้าดูอาการ
“นี่ข้าเป็อะไรไป”เด็กชายยังรู้สึกมึนงง
“ท่านสลบไปสามวันคงจะสำลักน้ำ ท่านอาเยี่ยนช่วยขึ้นมาได้ ต่อไปท่านอย่าทำอะไรสุ่มเสี่ยงเช่นนี้อีกนะข้าเป็ห่วง” สาวน้อยกล่าวพร้อมกับกุมมืออาหนิวไว้
เด็กชายจึงบอกความในใจ“ แม้ข้าต้องตายก็จะขอปกป้องเ้า”
หวนกลับมาสู่ปัจจุบันความประทับใจครั้งนั้นยังตราตรึงในส่วนลึกของดวงจิตสาวงามแซ่ไป๋มิรู้ลืมทว่าบัดนี้หล่อนยังเป็คู่หมั้นของเฟิงจื่อหาน ชายที่นางนับถือเป็เพียงพี่ชายสร้างความสับสนในอารมณ์ยิ่งนัก
ทันใดนั้น ในลำธารมีร่างลึกลับราวสิบตนพุ่งขึ้นมาแล้วซัดอาวุธลับใส่ชายหนุ่มหญิงสาวที่นั่งริมน้ำแต่ทั้งสองหลบหลีกได้ทัน ก่อนจะใช้วิทยายุทธในตัวเข้าต่อสู้กับพวกนั้น
เฟิงจื่อหานเดินลงมาที่ฝั่งแม่น้ำเห็นเหตุการณ์จึงะโเข้าร่วมปะทะกับกลุ่มคนร้าย
อาหนิวใช้วิชาัสะบั้น์ซัดพลังฝ่ามือใส่คนร้ายจนกระเด็นลอยไปตกในแม่น้ำ
ชิงซินใช้พลังดรรชนีชี้ไปที่ตัวผู้รุกรานจนร่างแข็งทื่อเป็แท่งหิมะ
จื่อหานใช้กระบี่พยัคฆ์คำรามกวัดแกว่งจนเหล่าปีศาจล้มตายสิ้น
ขณะเดียวกันในอีกมุมหนึ่งหน้ากระโจมใหญ่ของหัวหน้าเผ่า
ซึ่งฉู่เยว่กำลังสอบสวนชีโหยวเื่เด็กหายอยู่นั้น
ม่อซั้งซั่งนำบริวารนั่งมาบนโลงศพลอยฟ้าพุ่งเข้าใส่แหล่งพำนักของฉู่เว่ยกู่ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนเผ่าฮูลาปา
เสียงฉีกขาดของผ้าใบกระโจมกับเสียงโครมเมื่อโลงไม้ใบใหญ่กระแทกลงบนพื้นทำให้สองพ่อลูกแซ่ฉู่ลุกขึ้นยืนในทันที
นางมารน้อยะโลั่น
“ส่งตัวพวกเซียวหลิงเทียนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นจะถล่มเผ่าของเ้าให้ยับเยิน”
“เทพีแห่งงานศพม่อซั้งซั่ง กระนั้นหรือ? พวกเรามิเคยบาดหมางกับม่อเทียนหลงและสามคนนั่นก็เป็แขกของเผ่าเรา เ้ามากระทำเช่นนี้ มิเสียมารยาทไปหน่อยหรือ ”ฉู่เว่ยกู่กล่าวอย่างองอาจ
“ในเมื่อรู้จักกิตติศัพท์ของข้าและบิดาคงรู้ดีว่ามันผู้ใดที่ขัดคำสั่งของเรา จักประสบชะตากรรมเยี่ยงไร” ปีศาจสาวกล่าวก่อนจะฟาดแส้นรกโลกันต์สีดำใส่สองพ่อลูก พุ่งไปทางซ้ายแล้วย้ายไปทางขวา แต่ทั้งคู่นั้นเลี่ยงหลบได้สิ่งของในกระโจมโดนแส้ฟาดแตกกระจาย พลังของแส้ก่อเกิดหลุมลึกบนพื้นเถ้าถ่านปลิวว่อนจากแรงกระแทก
ฉู่เยว่ใช้มือขวาทำท่าสุณิมุทรานิ้วกลางแตะกับนิ้วโป้ง มือซ้ายทำท่าวาตานาสักมุทรานิ้วโป้งแตะกับนิ้วชี้และนิ้วกลาง ปล่อยนิ้วนางนิ้วก้อยตั้งตรง บริกรรมคาถา ตรีภวัมสโตรตัม ใช้เวทย์มนตร์อาคมเปิดตาที่สามปล่อยลำแสงสีเขียวพุ่งใส่ธิดามารแต่ม่อซั้งซั่งทำมือประหนึ่งปั้นลูกบอลกลมกลิ้ง ปล่อยพลังสีม่วงพุ่งเป็เกลียวเข้ากระทบจนเกิดเสียงะเิพร้อมประกายแสงพร่างพรายไปทั่ว
ผู้เฒ่าฉู่ถอยไปหนึ่งก้าวก่อนร่ายอาคมเสกพยัคฆ์สีขาวกระโจนเข้าใส่นางปีศาจ แต่ถูกหล่อนเสกหลาวเหล็กอาคมพุ่งเข้าใส่ร่างเสือจนสลายเป็ไอหมอก
นางมารสาวะเิพลังให้หลังคากระโจมปลิวหายไปก่อนจะเหาะขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ
“ของเด็กเล่นแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” หล่อนเย้ยหยัน พร้อมกางกรงเล็บเตรียมจะปล่อยพลังปีศาจแต่พวกอาหนิวสามคนวิ่งเข้ามาสมทบ
"เกิดอะไรขึ้นนั่น..นางเป็ใคร?” เซียวหลิงเทียนเอ่ยถาม
“อ้อ มากันพอดีใช่คนที่ข้าตามหาหรือไม่ ถ้างั้นก็ตายพร้อมกันเสียเลย” ม่อซั้งซั่งปล่อยพลังปีศาจอเวจีะเืเป็แสงเจ็ดสีเข้าใส่กลุ่มคนหนุ่มสาวนั้นแต่...
ก่อนลำแสงจะกระทบร่างของพวกอาหนิวบังเกิดประกายสีส้มในตัวเฟิงจื่อหาน และแสงสีชมพูในร่างไป๋ชิงซินพร้อมรัศมีสีฟ้าจากหน้าผากของเซียวหลิงเทียน พุ่งสวนลำแสงปีศาจจนร่างของนางมารลอยกระเด็นไปไกลหลายวา
ม่อซั้งซั่งเอามือกุมท้องด้วยอาการจุกเสียดก่อนจะพยุงกายลุกขึ้น
อะไรกันนี่ เจ็บใจนักพวกมันเป็ใครกัน ไยจึงมีพลังบางอย่างต่อต้านธิดาพญามารเช่นข้าได้
“พวกเรากลับ!” นางโบกมือเรียกบริวารก่อนหายตัววับไปพร้อมหมอกควันสีดำ
“ท่านประมุขเป็อย่างไรบ้าง?” ไป๋ชิงซินเอ่ยถามหัวหน้าเผ่า
“ข้าและลูกปลอดภัยดีว่าแต่พวกจอมมาร้าตัวเ้าทั้งสามไปทำไม”
“อาจเป็เพราะพวกมัน้าตัวอาหนิวไปเปิดผนึกคัมภีร์มหายุทธบัลลังก์์กระมังท่านผู้าุโ” เฟิงจื่อหานเสนอความเห็น
“แล้วคัมภีร์ที่ว่านั้นอยู่ที่ใดกันเล่า”ฉู่เยว่ถาม
“พวกเราก็มิอาจทราบได้”ไป๋ชิงซินตอบ
“แต่ข้าพอจะรู้....”เสียงของชีโหยวที่ยังถูกจับมัดเอ่ยขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมองทางเดียวกัน
ผู้นำเผ่าประหลาดยังกล่าวต่อไป
“ข้าเคยได้ยินตำนานเล่าขานของคนเฒ่าคนแก่ว่ายังมีนักพรตลึกลับเฝ้าคัมภีร์์อยู่ในถ้ำใหญ่แห่งหนึ่ง บนเทือกเขาตอนเหนือของทะเลทรายทาคลา-มากัน”
อาหนิวได้ฟังก็ตื่นเต้นนักถามผู้เฒ่าประหลาดด้วยน้ำเสียงสั่น
“เป็ความจริงหรือแล้วท่านเคยไปตามเอาคัมภีร์นั้นไหม?”
ชีโหยวสีหน้าเรียบเฉยก่อนตอบ
“ข้าไม่ค่อยเชื่อตำนานเื่เล่าสักเท่าใดหรอกหากมีจริง บรรดาผู้คนในยุทธจักรต่างก็คงไป่ชิงกันหมดแล้ว ไฉนจะหลงเหลือมาถึงข้าเล่า”
“แต่ข้ากลับคิดว่าหากคัมภีร์ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง พวกจอมมารคงไม่ดิ้นรนมาไล่ล่าถึงเพียงนี้ “ฉู่เว่ยกู่แสดงความเห็น
ฉู่เยว่เอ่ยถาม”ว่าแต่เทือกเขาตอนเหนือของทะเลทรายที่ท่านกล่าว มีทั้งเทือกเขาเทียนซานและเทือกเขาอัลไต แท้จริงเป็แห่งใดกันที่ใช้เก็บรักษาคัมภีร์”
“นั่นคงเป็โจทย์ซึ่งเด็กน้อยสามคนนี้ต้องไปไขปัญหาเอาเองแล้วละ”ชีโหยวกล่าวแล้วมองดูพวกอาหนิว
“เมื่อได้เบาะแสของคัมภีร์แล้วพวกเราสามคนคงต้องขออำลาท่านหัวหน้าเผ่า เพื่อเดินทางตามหาต่อไป” ไป๋ชิงซินกล่าว
“ต้องขอขอบคุณท่านประมุขเก้าลี่ด้วยที่แจ้งแหล่งเก็บคัมภีร์ให้เราทราบ“ อาหนิวยกมือคารวะชีโหยว
เฟิงจื่อหานก็เสริมอีกคน
”ข้าวอนขอท่านหัวหน้าเผ่ากับท่านชีโหยวโปรดทำสัญญาสงบศึกต่อกันเสียเถิดเพราะข้าเกรงว่าที่เด็กหาย อาจจะเป็แผนของพวกม่อเทียนหลง้ายุแยงให้เราทำากัน”
“หากข้าปล่อยเด็กที่จับไปคืนมาให้ท่านจะปล่อยข้าไปได้หรือไม่ ส่วนเด็กของเรา ท่านจะคืนหรือไม่คืน ก็เป็เื่ของท่าน”ชีโหยวถามเว่ยกู่ ด้วยสายตาวิงวอน
“ความจริงข้าก็ไม่อยากรบรากับใครอยู่แล้วอีกประการหนึ่ง ดินแดนแถบนี้ เป็อาณาเขตในความคุ้มครองของท่านเมื่อเอ่ยขอมาดังว่า ข้าก็ยินดีรับข้อเสนอของท่าน อาลูฟู่ จงทำหนังสือไปถึงเผ่าเก้าลี่ ว่าให้นำตัวเด็กมาแลกกับตัวประมุขของเขาภายในสามวัน”
“ขอรับท่านหัวหน้า”
“ก่อนพวกท่านจะเดินทางไปให้เราจัดงานเลี้ยงส่งเป็การตอบแทนที่ช่วยต่อสู้กับมารเถิดนะ” ฉู่เว่ยกู่เชื้อเชิญ
“พวกเราเกรงใจนัก”อาหนิวกล่าวก่อนจะหันไปมองชิงซินกับจื่อหาน
“หลังจากนี้พวกเราจะได้พบกับท่านอีกหรือไม่ยังมิอาจทราบได้ขอให้เราได้ทำเพื่อท่านอีกสักครั้ง อย่าได้เกรงใจเลย” ฉู่เยว่วิงวอน
“ถ้าเช่นนั้นเราก็น้อมรับน้ำใจจากท่าน”เฟิงจื่อหานยกมือคารวะ
คืนนั้นเผ่าฮูลาปาจัดงานกินเลี้ยงรอบกองไฟอย่างสนุกสนาน
นักดนตรีดีดเครื่องสายในมืออีกคนตีกลองให้จังหวะคึกคัก สตรีอีกหลายนางพากันร่ายรำกลางลานกว้างอย่างอ่อนช้อยกระโปรงบานของพวกหล่อนพลิ้วไหวยามหมุนตัว
เหล้าองุ่นในไหถูกรินใส่ถ้วยให้กันและกันมีแกะย่างทั้งตัวบนกองถ่านส่งกลิ่นหอมฉุย
ชีโหยวได้รับการปล่อยตัวเป็อิสระก็นั่งดื่มฉลองเคียงข้างฉู่เว่ยกู่ด้วย
วันรุ่งขึ้น พวกอาหนิวทั้งสามยืนร่ำลาหัวหน้าเผ่าและบุตรสาว
“พวกเราขอลาก่อนขอขอบคุณสำหรับการดูแลที่ผ่านมาอย่างดี” ไป๋ชิงชินกล่าวพร้อมยกมือคารวะ
“มิเป็ไรมิได้แต่ว่าทางลงไปจากหุบเขามรณะยังอีกยาวไกล กว่าจะพ้นออกไปทางทะเลทรายได้คงอีกสองสามวัน พวกท่านจงระวังตัวด้วย เพราะหนทางเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและปีศาจ”
เซียวหลิงเทียน:“ขอบคุณสำหรับคำเตือน เราขออำลา”
ชีโหยวะโเรียก“ไอ้หนู ขากลับเอ็งอย่าลืมแวะหาข้าที่เผ่าด้วยนะ จะให้เ้าชิมเหล้าพันปีของข้าอุตส่าห์หมักไว้อย่างดี”
อาหนิวยิ้มตอบ “แน่นอน ท่านก็อย่าดื่มหมดเสียก่อนล่ะ”
ณตำหนักของม่อเทียนหลง
จอมมารนั่งสง่าบนบัลลังก์
เงาดำแวบผ่านม่านสีน้ำชาเสียงฝีเท้าเบาราวสายลม แต่กลับทำให้ทั้งห้องคล้ายเย็นลง
"เ้ารู้จักเส้นทางของเผ่าฮูลาปาดีจงไปนำศีรษะไป๋ชิงซินและเฟิงจื่อหานกลับมา... ส่วนเด็กหนุ่มนั่น จงจับเป็!"
เงานั้นมิได้ตอบคำ มีเพียงเสียงกระบี่ในฝักที่ขยับเล็กน้อยก่อนร่างนั้นจะจางหายไปราวเงาในม่านรัตติกาล
เ้าตำหนักอสูรกล่าวพึมพำกับตนเอง
แม้แต่ซั่งเอ๋อยังพ่ายแพ้มันกลับมาสามคนนั้นมีสิ่งวิเศษใดในตัวกระนั้นหรือ...
“ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้ารอดไปได้”
จบตอนที่ 3โปรดติดตามตอนที่ 4 ปีศาจค้างคาวกับผีสาวแห่งขุนเขา
(แต่งจบตอนนี้วันที่27 ก.พ.68)