การมาถึงของเยี่ยนชุยเสวี่ยประดุจะเิน้ำลึกะเืเลือนลั่นทำให้ทั้งลานพลันกึกก้องไปด้วยเสียงอื้ออึง
ทุกคนต่างทราบดีว่าในเมืองจื่อหรานมีสตรีผู้เปี่ยมด้วยพร์เชิงยุทธ์อยู่สามนางหนึ่งคือ โอวหยางซวง ธิดาแห่งตระกูลโอวหยาง สองคือ เชียนสวินหรูโม่ธิดาแห่งจวนเ้าเมือง และสามคือ เยี่ยนชุยเสวี่ย ธิดาแห่งตระกูลเยี่ยน
หากกล่าวถึงรูปโฉมทั้งสามมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
หากกล่าวถึงพลังฝีมือเยี่ยนชุยเสวี่ยและเชียนสวินหรูโม่จัดว่าอยู่แถวหน้า
แต่หากกล่าวถึงสติปัญญาความสามารถในการเข้าสังคม และความสามารถรอบด้านอื่นๆเยี่ยนชุยเสวี่ยกลับโดดเด่นที่สุด
ในฐานะที่เป็คุณหนูแห่งสมาคมการค้าเยี่ยนนางมีสติปัญญาเหนือผู้ใดมาั้แ่เยาว์วัย ฉลาดเฉลียวพร์และปฏิภาณก็ล้ำเลิศอย่างน่าทึ่งสิ่งนี้สามารถเห็นได้จากการที่นางก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าได้ก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะ
ทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่าในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ของเมืองจื่อหรานเยี่ยนชุยเสวี่ยคือผู้เดียวที่สามารถเทียบเคียงกับต้วนอีในด้านวรยุทธ์ได้
ใน่สองปีที่ผ่านมาตระกูลต้วนได้เชิญเยี่ยนชุยเสวี่ยให้มาเป็แขกผู้มีเกียรติในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลอยู่หลายครั้งแม้แต่เ้าตระกูลต้วน ต้วนเฉวียนเซิน ยังเดินทางไปหาเยี่ยนชุยเสวี่ยด้วยตนเองแสดงความจริงใจอย่างเปี่ยมล้น ทว่าสุดท้ายก็ยังถูกปฏิเสธ
ใครจะคิดว่าในการประลองในปีนี้เยี่ยนชุยเสวี่ยกลับมาชมงานด้วยตนเอง นับเป็เื่เหลือเชื่อยิ่ง
เื่นี้แม้แต่คนสนิทที่ติดตามเยี่ยนชุยเสวี่ยยังไม่เข้าใจ
"คุณหนูท่านไม่ได้บอกว่าจะไปจักรวรรดิเสรีในวันนี้หรือเ้าคะ? เหตุใดจึงเปลี่ยนใจมาชมการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่างตระกูลต้วนและตระกูลโอวหยางเล่า?"
เยี่ยนชุยเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง"ข้า้าพิสูจน์ตัวตนของคนผู้หนึ่ง"
ผู้ที่ใช้นามตระกูลต้วนในเมืองจื่อหรานล้วนมาจากตระกูลต้วนหากต้วนฉื่อจื่อเป็คนของตระกูลต้วนจริงก็คงสามารถพบเห็นเขาได้ในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลครั้งนี้
แน่นอนว่านี่เป็เพียงการคาดเดาอาจเป็ไปได้ว่าต้วนฉื่อจื่อเป็เพียงชื่อที่อีกฝ่ายตั้งขึ้นมาตามอำเภอใจความจริงแท้ยังต้องรอการพิสูจน์
แต่หากมีความเป็ไปได้แม้เพียงน้อยนิดนางก็ต้องลองดู อย่างน้อยก็เพื่อมิให้เสียใจภายหลัง
ผู้ติดตามแสดงสีหน้าภายนอกเป็ปกติแต่ภายในใจกลับสั่นสะท้านด้วยความตระหนก
คนที่สามารถทำให้เยี่ยนชุยเสวี่ยตั้งใจเดินทางมาพิสูจน์ตัวตนได้ผู้นั้นจะเป็ผู้ใดกัน?
"มิคาดคิดว่ายามเช้าตรู่ข้าจะบังเอิญได้ยินเสียงนกร้องทักราวกับเป็การบอกกล่าวถึงการมาเยือนของเยี่ยนชุยเสวี่ย" ต้วนเฉวียนเซินเห็นเยี่ยนชุยเสวี่ยในชุดกระโปรงยาวแต่ไกลจึงรีบลุกขึ้นประสานมือทักทายเสียงดังฉะฉาน
หากเป็คนทั่วไป เขาคงมิได้สุภาพถึงเพียงนี้แต่เยี่ยนชุยเสวี่ยแตกต่างออกไป สตรีผู้นี้มีพร์ทัดเทียม์อีกทั้งยังมีภูมิหลังที่สูงส่งก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะก็ได้รับการส่งต่อทรัพย์สมบัติจากบิดาแล้วเมื่อเติบใหญ่ขึ้น ยอมต้องเป็ผู้นำสมาคมการค้าเยี่ยนคนใหม่ควบคุมอำนาจทางการเงินของสมาคมการค้าเยี่ยนทั้งหมด
ความสามารถเช่นนั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางการค้าขายของเมืองจื่อหรานได้ครึ่งหนึ่งทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นเส้นสายส่วนตัวของเยี่ยนชุยเสวี่ยยังแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่งนักประเมินราคาระดับสูงอย่าง เฟิงเฉิน ผู้ดำเนินการประมูลชื่อดัง เมิ่งซือซินและธิดาแห่งจวนเ้าเมือง เชียนสวินหรูโม่ ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีกับนางว่ากันว่าแม้แต่ราชนิกูลแห่งจักรวรรดิเสรีก็ยังชื่นชมนาง ช่างน่าหวั่นเกรงยิ่ง
ในสายตาของเขาต้วนอีและเยี่ยนชุยเสวี่ยคือคู่ที่ฟ้าประทานทว่าน่าเสียดายที่เยี่ยนชุยเสวี่ยมิได้มีใจให้กับต้วนอีแม้แต่น้อยเขาเคยไปสู่ขอนางหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวสุดท้ายจึงเลือกโอวหยางซวงแห่งตระกูลโอวหยาง
ในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลสองครั้งก่อนหน้านี้เขาได้ส่งเทียบเชิญให้เยี่ยนชุยเสวี่ย ทว่ากลับไร้การตอบกลับ
ใครจะรู้ว่าในปีนี้ที่เขามิได้ส่งเทียบเชิญให้อีกฝ่ายแต่อีกฝ่ายกลับเดินทางมาอย่างน่าประหลาดใจหรือว่าเยี่ยนชุยเสวี่ยเป็สตรีที่ภายนอกเย่อหยิ่ง แต่ภายในกลับซ่อนความปรารถนากัน?
"ท่านเ้าตระกูลต้วนขออภัยที่ข้ามาโดยพลการ" เยี่ยนชุยเสวี่ยเพียงแค่ยิ้มอย่างสุภาพตอบรับท่าทางประจบประแจงของต้วนเฉวียนเซิน
"คุณหนูเยี่ยนกล่าวเกินไปแล้วการมาของท่านเป็เกียรติอย่างยิ่งต่อตระกูลต้วนของพวกเรา หากท่าน้าจะพำนักอยู่ในตระกูลต้วนตลอดไปก็ย่อมได้" ต้วนเฉวียนเซินยิ้มร่าพลางรีบให้คนเพิ่มที่นั่งชั้นในอีกสองที่เพื่อพาเยี่ยนชุยเสวี่ยไปนั่ง
ก่อนการมาถึงของเยี่ยนชุยเสวี่ยสายตาของบรรดาชายหนุ่มต่างแบ่งสันปันส่วนไปยังสตรีต่างๆ สนทนากันว่าใครงามล้ำใครยั่วยวนใจ
ทว่าเมื่อเยี่ยนชุยเสวี่ยมาถึงสายตาของชายทุกคนก็จ้องมองแต่นาง ไม่ขยับไปไหนทำให้เหล่าสตรีที่อยู่ในงานขาดจุดสนใจไปในทันทีในใจจึงเกิดความอิจฉาริษยาต่อนางไม่มากก็น้อย
เยี่ยนชุยเสวี่ยทรุดตัวลงนั่งบนที่นั่งกวาดสายตาไปยังฝูงชน มิพบเห็นต้วนฉื่อจื่อ
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต้วนเฉวียนเซิน"ท่านเ้าตระกูลต้วนในตระกูลต้วนของท่านมีชายหนุ่มชื่อต้วนฉื่อจื่อหรือไม่?"
ต้วนเฉวียนเซินชะงักไปครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนส่ายศีรษะ
"ในตระกูลต้วนของพวกเรามีทั้งคนชื่อต้วนฉื่อและต้วนจื่อ แต่ไม่มีคนชื่อต้วนฉื่อจื่อ"
เยี่ยนชุยเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยนางกำลังจะถามต่อ ก็ได้ยินเสียงของสตรีดังมาจากทางด้านข้าง
"คุณหนูเยี่ยนต้วนฉื่อจื่อที่ท่านกล่าวถึง จะใช่ต้วนจื่อหรือไม่?"
เมื่อมองไปยังต้นเสียงผู้ติดตามก็พบกับสตรีรูปงาม ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวาววับ ผิวขาวผุดผ่องคางมนได้รูป ผมยาวสลวยดูนุ่มนวล เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้วช่างงดงามเกินคำบรรยาย
สตรีผู้นี้ก็คือโอวหยางซวงผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็หนึ่งในสามสตรีผู้เปี่ยมด้วยพร์เชิงยุทธ์เช่นเดียวกับเยี่ยนชุยเสวี่ย
เมื่อได้ยินคำพูดของโอวหยางซวงเยี่ยนชุยเสวี่ยชะงักไป ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความใ
ต้วนฉื่อจื่อ...
ต้วนจื่อ...
นี่มันชื่อที่ถูกนำมารวมกันนี่!
หรือว่าต้วนฉื่อจื่อก็คือต้วนจื่อ?
แต่เป็ไปไม่ได้!
มีข่าวลือว่าต้วนจื่อไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้มาั้แ่ยังเด็กแถมยังเป็คนปัญญาอ่อน แตกต่างจากต้วนฉื่อจื่อมาก
“คุณหนูเ้าคะ ผู้อื่นถามไถ่หากท่านไม่ตอบจะดูเสียมารยาทนะเ้าคะ” เมื่อเห็นเยี่ยนชุยเสวี่ยนิ่งเงียบบ่าวรับใช้จึงเอ่ยเตือนด้วยเสียงกระซิบ
เยี่ยนชุยเสวี่ยรู้สึกตัวและยิ้มอย่างเสียมารยาทให้โอวหยางซวง “ขออภัยข้ากำลังคิดเื่อื่นอยู่”
"ไม่เป็ไรคุณหนูเยี่ยนมีกิจธุระมากมาย ข้าเข้าใจได้" โอวหยางซวงมิได้ใส่ใจนางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "คำพูดของข้าเมื่อครู่ก็เป็เพียงการล้อเล่นเท่านั้นต้วนจื่อผู้ต่ำต้อยเช่นนั้นจะคู่ควรที่จะอยู่ในสายตาของคุณหนูเยี่ยนได้อย่างไร"
ต้วนเฉวียนเซินพยักหน้าเห็นด้วยเหลือบมองถามว่า "ไม่ทราบว่าคุณหนูเยี่ยนกำลังตามหาต้วนฉื่อจื่อด้วยเื่อะไร?"
เยี่ยนชุยเสวี่ยโบกมือ พยายามกลบเกลื่อน
"ไม่มีอะไรก็แค่ความอยากรู้อยากเห็นเล็กๆ ของข้าเท่านั้น"
เมื่อเห็นเช่นนั้นต้วนเฉวียนเซินจึงอ้าปากจะถาม แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แล้วตัดสินใจปล่อยผ่านไป
ทว่าในใจกลับกำลังวางแผน
การที่เยี่ยนชุยเสวี่ยมาที่ตระกูลต้วนในวันนี้ร้อยทั้งร้อยก็เพื่อต้วนฉื่อจื่อ หากช่วยนางหาคนผู้นั้นเจอละก็อาจจะสามารถกระชับความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลต้วนและตระกูลเยี่ยนได้เมื่อสนิทสนมกันก็จะเป็ประโยชน์ต่อการพัฒนาของตระกูลต้วนยิ่ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงสั่งให้ผู้าุโฝูผู้ดูแลประจำตระกูลไปตรวจสอบแผนผังตระกูลต้วน ดูว่าใน่ปีหลังๆมานี้มีใครเปลี่ยนชื่อบ้าง
เวลาค่อยๆ ผ่านไปเหล่าผู้มีอำนาจจำนวนมากทยอยมาถึง เมื่อถึงเวลาแปดนาฬิกาการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลก็เริ่มต้นอย่างเป็ทางการ
ต้วนเฉวียนเซินยืนอยู่ตรงกลางลานประลองกล่าวคำเปิดงานที่น่าเบื่อหน่าย จากนั้นจึงให้คนยกแผ่นศิลาขนาดใหญ่ขึ้นมา
"การประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลที่จัดขึ้นร่วมกันระหว่างตระกูลต้วนและตระกูลโอวหยางมีการทดสอบอยู่เพียงสองรอบแต่เนื่องจากใน่สองปีที่ผ่านมามักจะมีผู้น้อยที่มิบริสุทธิ์ใจแอบรับประทานโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนพลังฝีมือใน่เวลาสั้นๆส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมของการทดสอบในปีนี้จึงมีการเพิ่มรอบการทดสอบพลังฝีมือเข้ามาเพื่อคัดกรองคนไร้ยางอายที่ทำการทุจริต"
กล่าวพลางเขาก็ชี้ไปยังแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง แล้วอธิบายว่า"สิ่งนี้เรียกว่าศิลาทดสอบวรยุทธ์สร้างขึ้นโดยสมาคมนักเล่นแร่แปรธาตุแห่งจักรวรรดิเสรีผู้ฝึกตนทุกท่านเพียงใช้มือััแผ่นศิลา รวบรวมลมปราณจากตันเถียนส่งเข้าไปในนั้นเป็เวลาห้าวินาที ก็จะสามารถทราบระดับพลังฝีมือได้"
เมื่อกล่าวจบต้วนเฉวียนเซินก็ส่งสัญญาณให้เ้าหน้าที่ทำการทดสอบ ทุกคนต่างก็เข้าใจในทันทีหยิบรายชื่อผู้เข้าแข่งขันขึ้นมา กล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด
"ตอนนี้ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนขึ้นมาทดสอบทีละคน"
"คนแรก ต้วนเสี่ยวเสี่ยว"
เมื่อสิ้นเสียงก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มผู้เข้าแข่งขันทำการทดสอบพลังฝีมือตามที่ต้วนเฉวียนเซินกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
แสงสีฟ้าสว่างวาบบนแผ่นศิลาจากนั้นก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นมา
"ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่ไม่พบโอสถกระตุ้น ผ่าน"
ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึง
ต้วนเสี่ยวเสี่ยวมีอายุไม่ถึงสิบสี่ปีกลับมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังถึงระดับสี่พร์ของนางช่างน่าหวาดหวั่นยิ่ง เทียบได้กับลวี่ฉาเปี่ยว ธิดาแห่งตระกูลลวี่
ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายต้วนเสี่ยวเสี่ยวเผยความภาคภูมิใจออกมาบนใบหน้า ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้นางเชื่อว่าคงไม่มีสตรีวัยเดียวกันคนไหนสามารถเทียบเคียง
"คนที่สอง ต้วนเซียวไคว่"เ้าหน้าที่บันทึกผล แล้วให้คนต่อไปขึ้นมา
สิ้นเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งก็ขึ้นเวทีมาอย่างขลาดเขลาราวกับกำลังทำความผิด
เมื่อเขาวางมือลงบนแผ่นศิลาแล้วกระตุ้นลมปราณจากตันเถียน แผ่นศิลาก็พลันเปล่งแสงสีแดงออกมา
"ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสามพบโอสถกระตุ้น ไม่ผ่าน"
เมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้ต้วนเซียวไคว่ก็หน้าซีดเผือดในทันที
"ทุจริตตัดสิทธิ์ในการเข้าร่วมการทดสอบ" เ้าหน้าที่ทดสอบมองเขาด้วยสายตาเ็าพลางป่าวประกาศ
ในขณะเดียวกันนั้นก็มีเ้าหน้าที่คุมกฎเข้าจับกุมต้วนเซียวไคว่
"คนที่สาม ต้วนเกิ่ง"
"คนที่สี่..."
ใน่สิบกว่านาทีต่อมาก็มีผู้คนขึ้นมาทดสอบอย่างต่อเนื่องส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสองถึงสี่และผู้ที่ทำการทุจริตเ่าั้ก็ถูกตัดสิทธิ์โดยไม่มีข้อยกเว้น
"คนที่เก้าสิบแปด ต้วนเอ้อร์"
เมื่อเ้าหน้าที่ทดสอบอ่านชื่อนี้ออกมาน้ำเสียงก็พลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ในทันใดนั้นทุกคนต่างมองไปยังชายหนุ่มรูปงามในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคารพอย่างปิดไม่มิด
ต้วนเอ้อร์บุตรชายคนที่สองของต้วนเฉวียนเซิน อัจฉริยะผู้มีพร์มิได้ด้อยไปกว่าต้วนอี
เห็นเพียงเขาก้าวขึ้นไปทำการทดสอบแผ่นศิลาก็พลันเปล่งแสงสีฟ้าออกมาอย่างเข้มข้น
"ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดตื่นแล้วด้วยตราเทพยุทธ์อัคคี ไม่พบโอสถกระตุ้น ยอดเยี่ยม"
"ฮือ!"
ในทันใดนั้นเสียงสูดลมหายใจเย็นก็ดังไปทั่วลานประลอง
แม้แต่เยี่ยนชุยเสวี่ยยังเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ในทวีปเทพยุทธ์มีคนประเภทหนึ่งที่ได้รับการโอบอุ้มจากเทพยุทธ์และได้รับพร ซึ่งก็คือตราเทพยุทธ์
เมื่อตราเทพยุทธ์ตื่นขึ้นมาแล้วจะมีความไวต่อพลังธาตุบางอย่างเป็พิเศษ
ตัวอย่างเช่นผู้ที่ตื่นรู้ตราเทพยุทธ์อัสนีจะมีความเชี่ยวชาญในด้านเคล็ดวิชา กระบวนท่าและศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสายฟ้ามากกว่าคนทั่วไปการเรียนรู้เคล็ดวิชาสายฟ้าที่คนทั่วไปต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนคนที่ตื่นรู้แล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สำเร็จ
แม้แต่ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็สตรีผู้เปี่ยมด้วยพร์เชิงยุทธ์อย่างนางก็ยังคงอยู่ในสถานะที่กำลังรอการตื่นรู้ทว่าต้วนเอ้อร์กลับนำหน้านางไปก้าวหนึ่งแล้วไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าพร์ของอีกฝ่ายนั้นโดดเด่นเป็อย่างยิ่ง
"เมื่อรวมกับต้วนอีในตระกูลต้วนก็มีผู้ที่ตราเทพยุทธ์ตื่นแล้วถึงสองคน น่าอิจฉาจริงๆ!" มีคนอุทานออกมา
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าแสดงความอิจฉาริษยา
รัศมีที่เปล่งประกายเช่นนี้ทำให้ไม่มีใครในหมู่ผู้เข้าแข่งขันที่สามารถเทียบเคียง
ในฐานะที่เป็บิดาต้วนเฉวียนเซินยิ้มอย่างภาคภูมิใจราวกับสิ่งที่กล่าวถึงมิใช่ต้วนเอ้อร์แต่เป็ตัวเขาเอง
ราวกับเคยชินกับภาพเช่นนี้แล้วต้วนเอ้อร์สีหน้าเรียบเฉย ก้าวลงจากเวทีอย่างเงียบๆ
จากนั้น ผู้เข้าแข่งขันคนที่เก้าสิบเก้าโอวหยางซวง ก็ขึ้นเวที
"ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดไม่พบโอสถกระตุ้น ยอดเยี่ยม"
"โอ้!"
เสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างไม่อยากจะเชื่อว่าโอวหยางซวงจะมีพลังระดับเดียวกับต้วนเอ้อร์
พวกเขายังจำได้ว่าเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนโอวหยางซวงยังมีพลังเพียงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดไฉนจึงก้าวขึ้นมาถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดได้อย่างรวดเร็ว?
เมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของทุกคนโอวหยางลาเฟิงที่นั่งอยู่แถวหน้าด้านในก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ
หลังจากที่โอวหยางลาเฟิงพาโอวหยางซวงกลับมาจากสมาคมการค้าเยี่ยนเมื่อคืนวานก็ให้โอวหยางซวงฝึกฝน [เคล็ดกระบี่สายลม] ทันที เดิมทีคิดเพียงแต่จะเพิ่มพูนฝีมือทว่าใครจะรู้ว่านี่จะช่วยให้อีกฝ่ายทะลวงขีดจำกัดเข้าสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดได้
ด้วยพลังในระดับนี้เมื่อรวมกับเคล็ดวิชาระดับสุดยอดอย่าง [เคล็ดกระบี่สายลม]ต้วนเอ้อร์จึงอาจมิใช่คู่ต่อสู้ของโอวหยางซวง
กล่าวอีกนัยหนึ่งในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลครั้งนี้ตระกูลโอวหยางมีสิทธิ์ที่จะคว้าชัยชนะสูงมากทีเดียว
ขณะที่เสียงอื้ออึงดังกระหึ่มเ้าหน้าที่ทดสอบก็มีสีหน้าประหลาดเอ่ยชื่อคนสุดท้ายในบัญชีรายชื่อออกมาอย่างงุนงง
"คนที่หนึ่งร้อย... ต้วนจื่อ!"