TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 122 สังหารวิญญาณร่างกายสมบูรณ์

    ตอนที่ 122 สังหารวิญญาณร่างกายสมบูรณ์


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 






    “หรือว่าเธอจะเป็นราชวงศ์ขั้นสูง ... ไม่ใช่ขั้นกลางอย่างที่ข้าเข้าใจ” สีหน้าของสัตว์ประหลาดเฒ่าแปรเปลี่ยนไปหลายครั้งจนน่าเกลียดเป็นอย่างมาก


    หากเป็นอย่างที่คิด เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอตั้งแต่แรก


    ‘อาณาจักรฮาดามีผู้ฝึกสัตว์ที่ร้ายกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เกรงว่านายท่านที่สองก็ไม่น่าจะมีฝีมือขนาดนี้ ข้าช่างโชคร้ายเกินไปแล้วที่ได้รับหน้าที่มาโจมตีอาณาจักรแห่งนี้’ สัตว์ประหลาดเฒ่ากรีดร้องอยู่ในใจ


    เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป


    การต่อสู้กับขอบเขตราชวงศ์ขั้นสูงนั้นเหมือนกับเอาไข่ไปกระทบกับหิน ผู้ที่แหลกลาญย่อมเป็นเขา


    สัตว์ประหลาดเฒ่าไม่สนใจกองทัพของตนเองอีกต่อไป มันตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างและเตรียมตัวกลับไปรับโทษจากลัทธิกระหายชีวา ซึ่งดีกว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่


    ร่างของสัตว์ประหลาดเฒ่าแปรเป็นเส้นแสงสีดำหมายจะกลับเข้าสู่ยานหมอกฟ้าทมิฬ


    ทว่าเสียงที่เยียบเย็นของอีวากลับเอ่ยออกมา


    “คิดจะหนีอย่างนั้นหรอ? ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าไปกัน?”


    แล้วตอนนั้นเองสติรับรู้ของสัตว์ประหลาดเฒ่าก็ถูกดึงรั้งและจมจ่อมเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ความว่างเปล่า ซึ่งในโลกนี้มีความเหมือนจริงมาก เขานั้นแทบจะไม่สามารถแยกความแตกต่างระหร่างโลกจริงและโลกลวงแห่งนี้ได้


    สัตว์ประหลาดเฒ่ามีพลังบ่มเพาะขอบเขตราชวงศ์ขั้นกลางเท่านั้น ซึ่งเท่าเทียมกับอีวา และนี่จึงทำให้วิญญาณของเขาถูกฉุดรั้งเข้ามาในโลกลวงได้อย่างง่ายดาย


    ในระดับขั้นเดียวกันสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ไม่สามารถต่อต้านพลังของอีวาได้เลย


    “ที่นี่คือที่ไหนกัน?” สัตว์ประหลาดเฒ่าสำรวจรอบๆ อย่างร้อนรน


    เขาใช้จิตสำรวจทั้งภายในภายนอกก็พบว่านี่ไม่ใช่โลกแห่งความฝันหรือภาพมายา ร่างกายของเขาสามารถได้รับความเจ็บปวดได้สมจริงจนแทบจะแยกไม่ได้


    วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ ทั้งๆ ที่รอบๆ บริเวณยังคงเป็นความว่างเปล่า


    “อั๊ก ...”


    โดยปกติแล้วตัวตนเช่นเขาสามารถอาศัยอยู่ในน้ำระยะหนึ่งได้อย่างสบายๆ แต่ทว่าเหตุการณ์นี้กลับทำให้เขาดูเหมือนคนธรรมดาที่กำลังจมน้ำ ประหนึ่งว่าเขาไม่เคยบ่มเพาะมาก่อน


    ใบหน้าของสัตว์ประหลาดเฒ่าแดงกล่ำและเริ่มอมม่วงเพราะขาดอากาศหายใจ


    แต่ความน่ากลัวของมันคือแม้เขารู้สึกเหมือนจะตาย แต่กลับไม่สามารถตายได้ ความรู้สึกในตอนนี้จึงเหมือนกับคนทรมานใกล้ตายแต่ยังไม่ตาย


    “อึก ... อั๊ก ...”


    แล้วตอนนั้นเองร่างของหญิงสาวผู้มีเรือนผมและคิ้วสีขาวก็ปรากฏออกมา


    ร่างที่เลือนลางค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา


    ในมือของเธอในตอนนี้มีมีดยาวที่ดูธรรมดาเล่มหนึ่งอยู่ในมือ


    หญิงสาวไม่พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มออกมา


    พรึง!


    ขณะเดียวกันนั้นเองทั้งแขนและขาของสัตว์ประหลาดเฒ่าก็กางออก แม้เขาต้องการจะส่งเสียงกรีดร้องแต่ก็ไม่สามารถกรีดร้องออกมาได้ ราวกับว่าเขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย


    หญิงสาวนำมีดของเธอแทงเข้าไปที่ร่างสัตว์ประหลาดเฒ่าแล้วบิดควั้นกดปาดขึ้นลง สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่สัตว์ประหลาดเฒ่าเป็นอย่างมาก


    การไม่สามารถกรีดร้องออกมาได้ก็เป็นการทรมานอย่างหนึ่ง


    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างไม่มีวันจบ


    สัตว์ประหลาดเฒ่าถูกทรมานในโลกแห่งนี้เป็นเวลานานอย่างไม่มีวันจบสิ้น


    จนกระทั่งในวันหนึ่งหญิงสาวก็หยุดทรมานแล้วปลิดชีพของเขาอย่างแท้จริง


    สัตว์ประหลาดเฒ่าราวกับจะมีความสุขกับการตายนี้ 


    การตายของเขาเกิดขึ้นพร้อมกับการสูญสลายของดวงวิญญาณ


    เหตุการณ์ทุกอย่างพูดแล้วเหมือนจะนาน แต่มันกลับเกิดขึ้นภายในพริบตาเท่านั้น


    ภาพเหตุการณ์ด้านนอก ในขณะที่สัตว์ประหลาดเฒ่ากำลังคิดหลบหนีและอีวาเอ่ยคำพูดนั้นออกมา เพียงชั่วแล่นความคิดจู่ๆ ร่างของสัตว์ประหลาดเฒ่าก็ร่วงหล่นจากกลางอากาศและจมดิ่งไปยังพื้นล่าง


    ตูม!


    ร่างที่ไร้วิญญาณของสัตว์ประหลาดเฒ่าล่วงหล่นจากท้องฟ้า


    สัตว์ประหลาดเฒ่าแห่งลัทธิกระหายชีวาถูกดับสังหารอย่างไร้ร่องรอย ตายตกด้วยการทรมานในดวงจิตอย่างยาวนาน 


    เงามืดสีดำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อไร้คนควบคุม


    ยานหมอกฟ้าทมิฬเป็นถึงวัตถุจารึกขั้นสามที่สร้างมาจากวัสดุที่พิศดารและฝีมือของปรมาจารย์จารึกขั้นสามที่หาได้ยาก บัดนี้ได้เสียการควบคุมจนหมอกสีดำที่เหมือนเงามืดนั้นหายไปแล้วกลายเป็นวัตถุทรงกลมสีดำลูกหนึ่ง


    อีวายกแขนขวาขึ้นคว้าอากาศ แล้ววัตถุทรงกลมสีดำนั้นก็หายวับมาอยู่ในมือของเธอ


    “ช่างละเอียดละออและทรงพลังยิ่งนัก” เธออดที่จะเอ่ยชมวัตถุจารึกชิ้นนี้ไม่ได้


    หลังจากนั้นก็มองไปยังพื้นล่างที่เต็มไปด้วยกองทัพผู้กลืนกินมากมาย


    “คนพวกนี้กลืนกินมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดเหี้ยม จิตใจจมจ่อมเข้าไปในความมืดจนไม่อาจฉุดดึงขึ้นมาได้แล้ว เช่นนั้นก็ตายไปเสียเถอะ” อีวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เฉยเมย


    ทันทีที่เธอเอ่ยจบกองทัพผู้กลืนกินทุกคนก็ทำลายตัวเองในทันที


    ตูม! ตูม! ตูม!


    ขอบเขตโลกลวงของอีวากินพื้นที่ไปเกือบร้อยไมล์ ในทุกๆ ตารางเมตรที่เธอควบคุม กองทัพผู้กลืนกินของลัทธิกระหายชีวาทุกคนล้วนดับสังหารตัวเองจนหมดสิ้นไป


    “หากปล่อยคนพวกนี้ให้รอดกลับไป เกรงว่าจะกลายเป็นทรัพยากรให้ลัทธิกระหายชีวาในการกลืนกิน” อีวากล่าวพึมพำออกมา


    เนื่องจากทั้งเธอและเฟิร์สอ่านหนังสือมาหลายเล่ม รับรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับสงครามมาหลายรูปแบบ 


    ในองค์กรที่เหี้ยมโหดเช่นนี้ย่อมไม่ปล่อยให้ทหารที่พ่ายแพ้ในสงครามรอดกลับไปแน่ๆ 


    แทนที่จะปล่อยไปให้เป็นภัยกับผู้อื่น อีวาจึงตัดสินใจทำลายพวกเขาด้วยตัวเอง


    กองทัพผู้กลืนกินนับหมื่นจึงถูกสังหารเพราะเหตุนี้!


    ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง ทว่าบนท้องฟ้ายังเหลือสัตว์อสูรขนาดยักษ์อีกสามตัวที่จ้องมองอีวาอย่างจงรักภักดี


    อีวามองพวกนั้นครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาว่า


    “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ติดตามข้าเถิด ...” 


    อีวาโบกมือขาวออกไปครั้งหนึ่ง สัตว์อสูรขอบเขตราชวงศ์ทั้งสามตัวก็ถูกดูดเข้าไปในกระเป๋าเก็บสัตว์ที่เธอได้รับมาเป็นของขวัญจากศิษย์พี่สองของเธอ


    แล้วจากนั้นเธอก็มองไปที่ร่างของสัตว์ประหลาดเฒ่าที่ตกอยู่บนพื้นล่าง ร่างกายของเขาไม่ได้รับความเสียหายจากการตกจากที่สูงเลยแม้แต่น้อย ทว่าร่างนี้ไร้ซึ่งวิญญาณจึงกลายเป็นร่างศพที่ทรงพลังร่างหนึ่ง


    “คนผู้นี้อยู่ในขอบเขตราชวงศ์ขั้นกลาง บางทีซากศพของเขาอาจจะนำไปใช้เป็นประโยชน์กับการจารึกได้”


    เมื่อคิดได้ดังนั้นอีวาจึงเก็บร่างศพขอบเขตราชวงศ์ขั้นกลางร่างนี้กลับมา


    เธอเคยได้รับความทรงจำที่เฟิร์สถ่ายทอดมาว่าในศาสตร์อักขระสามารถใช้ร่างศพเป็นนักรบหุ่นเชิดได้ ร่างนี้มีสภาพสมบูรณ์แต่กลับไร้ซึ่งวิญญาณจึงเหมาะสมพอดี


    ตอนนี้เธอมีสัตว์อสูรขอบเขตราชวงศ์อยู่สามตัวแล้ว การจะเพิ่มนักรบหุ่นเชิดขอบเขตราชวงศ์มาอีกหนึ่ง เธอก็ไม่รังเกียจแต่อย่างใด


    เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหญิงสาวผู้มีเรือนผมและคิ้วสีขาวหันหลังกลับแล้วก้าวเดินออกไปก้าวหนึ่งร่างก็หายวับไปกับตา


    ………..


    ภายในเมืองฟิราเดเฟียร์ 


    จาชาเอลผู้เป็นเจ้าเมืองดูกระวนกระวายใจเป็นอย่างมากหลังจากอีวาหายไป


    กองทัพนั้นกลืนกินหลายเมืองมาตลอดทาง แม้แต่เมืองที่มีดยุกคุ้มกันก็ยังไม่พ้นหายนะนี้


    แม้นายท่านที่ห้าจะเป็นขอบเขตราชวงศ์คนหนึ่งแต่เขาก็วางใจไม่ได้อยู่ดี


    แต่เมื่อท้องฟ้าของฟากฝั่งนั้นกลับมาเป็นสดใส ร่างของหญิงสาวผู้มีเรือนผมและคิ้วสีขาวก็ปรากฏตัวกลางอากาศและจ้องมองลงมา


    “นายท่านที่ห้า!”


    อีวายังคงเย็นชาเหมือนดังเริ่มแรก เธอเอ่ยออกมาว่า “ข้าได้จัดการกับกองทัพของลัทธิกระหายชีวาเรียบร้อยแล้ว จงรีบแจ้งต่ออาณาจักรให้ส่งคนมาจัดการเรื่องนี้”


    หญิงสาวไม่ต้องการพูดคุยอันใดอีก ร่างของเธอค่อยๆ จางลงแล้วหายไปในทันที


    ผู้คนทั้งเมืองต่างรู้สึกอึ้งตะลึงงัน


    “จะ ... จบแล้วหรอ? หายนะนี้จบแล้วหรอ?”


    “ขอบพระคุณนายท่านที่ห้า!”


    “ขอบคุณนายท่านที่ห้า!!!!”


    ไม่รู้ว่าใครเอ่ยขึ้นมาคนแรก แต่ผู้คนทั้งเมืองต่างเอ่ยขอบคุณและสรรเสริญต่อหญิงสาวผู้มีเรือนผมและคิ้วสีขาวที่จากไป


    จาชาเอลที่ตั้งสติขึ้นได้จึงสั่งการให้คนไปตรวจสอบพื้นที่นั้นทันที


    ไม่นานเขาก็ได้รับรายงานว่ากองทัพหายนะนั้นเดินทางมาต่างย่อยยับอย่างน่าตกใจ 


    ณ สถานที่แห่งนั้นนอกจากท้องฟ้าที่โปร่งใสแล้วก็มีแต่ซากศพของผู้กลืนกินมากมายที่นอนตายเกลื่อนกราด


    เรื่องนี้ได้สร้างความตกใจให้กับจาชาเอลเป็นอย่างมาก


    “เป็นเรื่องจริงหรอเนี้ย ... นะ นายท่านที่ห้าสามารถจัดการกับกองทัพนั้นด้วยตัวคนเดียว”

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน