โจนาธานเพิ่งจะวิ่งม้าออกมาได้ไม่กี่่ตึกก็มองเห็นรถม้าประจำบ้านที่วิ่งมาด้วยความเร็ว ราวกับจะชดเชยเวลาที่สูญเสียไป เขาจึงชักม้าเข้าไปเทียบ
“ผมกำลังจะออกไปตามแม่อยู่พอดีเทียวครับ แม่ไม่เป็อะไรใช่ไหม”
“ไม่ได้เป็อะไรหรอกลูก ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ใ”
“สงสัยว่าแม่กับคุณนายฟอร์ไซท์คงจะเข้ากันได้ดีมากเลยนะครับ ถึงได้คุยติดลมกันจนตลอดบ่ายอย่างนี้ แม่ไปนั่งปรึกษาหารืออะไรอยู่ที่นั่นล่ะครับ นอกจากวางแผนแต่งงานให้ผม แล้วก็เลยคิดจะวางแผนฮันนีมูนให้ด้วยเลยยังงั้นใช่ไหมครับ” เขาถามปนหัวเราะ
“มันไม่ได้ไปไกลถึงขนาดนั้นหรอกน่า โจนาธาน” อัลลิสันพยายามฝืนยิ้มไว้เมื่อตอบลูกชายออกไป
“แล้วแม่คิดว่าเขาเป็ยังไงบ้างล่ะครับ”
“ใคร คุณนายฟอร์ไซท์น่ะหรือ”
“ไม่ใช่ครับ จินน่าต่างหากเล่า เขาเป็คนสวยมากทีเดียว แม่ว่ายังงั้นไหมครับ”
“ก็คิดว่าคงจะสวยอย่างที่ลูกว่านั่นแหละ บังเอิญวันนี้แม่ไม่ได้เห็นเพราะเขาไม่ได้อยู่บ้าน พบแต่คุณนายฟอร์ไซท์คนเดียวเท่านั้น เอ้า...ขี่ม้ากลับไปเสียทีสิ บราวน์เขาจะได้พาแม่กลับบ้านบ้าง” เธอเร่งลูกชาย “มีอะไรเดี๋ยวค่อยคุยกันต่อก็ได้”
โจนาธานผู้มีสีหน้าผิดหวังพิจารณาความรู้สึกในสีหน้าของมารดาอยู่ ที่จริงรอยยิ้มแจ่มใสที่อัลลิสันพยายามฝืนแสดงออกอยู่ในขณะนี้ก็เกือบจะทำให้เธอประสบความสำเร็จอยู่เหมือนกัน เพียงแต่โจนาธานรู้จักมารดาดี เขาเชื่อแน่ว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น และแม่พยายามปิดบังไว้ไม่บอกให้เขารู้
‘คุณพระช่วย...ฉันน่าจะทำได้ดีกว่านี้นี่นา’ อัลลิสันบอกตัวเองขณะมองตามร่างลูกชายที่ขี่ม้าจากไป
เธอรู้ว่าโจนาธานเป็คนช่างสังเกต หลอกเขาได้ยากกว่าแร้ดมาก แต่ขณะนี้สิ่งที่เธอจะต้องคำนึงถึงก็คือ จะต้องเร่งเร้าตนเองให้กระฉับกระเฉงสดชื่นแจ่มใสเข้าไว้ เพื่อที่เป๊กกี้ เดรค จะไม่สามารถจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเธอได้อีกคนหนึ่ง
อัลลิสันผวาวิ่งขึ้นบันไดตรงไปยังห้องส่วนตัว เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นแร้ดกำลังสาละวนอยู่กับการติดกระดุมข้อมือ
“เฮลโล ดาร์ลิ่ง” เธอเดินเข้าไปหาเขาเงยหน้าขึ้นรับจูบเบาๆ “ขอโทษอย่างมากเลยค่ะที่ฉันใช้เวลาไปจนหมดบ่ายอย่างนี้”
“นั่นสิ หายไปจนทั้งพ่อทั้งลูกเป็ห่วงกันจะแย่”
“โจนาธานเขาบอกแล้วละค่ะ”
“ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เื่เสียหายอะไรนักหรอก นอกเสียจากว่าคุณจะต้องใช้เวลาแต่งตัวไปงานดินเนอร์คืนนี้อีกหนึ่งชั่วโมงอะไรทำนองนั้น” แร้ดพูดล้อๆ “ที่จริงผมเองก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี่เอง”
อัลลิสันเดินตรงไปยังห้องน้ำ แต่พอไปถึงหน้าประตูก็หันกลับมามองในห้องนอนอีกครั้ง จับตามองดู แร้ดซึ่งกำลังใช้แปรงเงินแปรงผมดำสนิทอยู่ ไรผมตรงขมับทั้งสองข้างเริ่มมีสีเทาขึ้นแซมแล้ว
เขาเบือนหน้ามาพอดีและสายตาก็ประสานกันอยู่
“อะไรหรืออัลลิสัน หรือว่าชุดที่ผมสวมอยู่นี่มันมีอะไรผิดปกติ”
“พันตรีมีเดอร์สคะ ระยะหลังๆ นี่ฉันบอกคุณบ้างหรือเปล่าว่าคุณเป็ผู้ชายที่หล่อมาก”
เขายิ้มกว้างให้และอัลลิสันก็ผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำแต่พอเดินกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง เงาสะท้อนในกระจกก็ฉายให้เห็นภาพแร้ดที่กำลังนั่งใช้ความคิด ท่าทางของเขาในยามนี้ดูเป็คนเ้าความคิดมากกว่าที่แสดงออกมาให้ใครเห็น
เพียงแต่ว่าครั้งนี้ เขาไม่อาจเดาได้เลยว่ามันมีข่าวร้ายบางอย่างที่สร้างความสั่นะเืให้เกิดขึ้นกับโลกของอัลลิสัน เขาเพียงแต่คิดว่านี่คือเดือนกรกฎาคมที่เวียนมาอีกครั้งหนึ่ง และคิดว่านั่นมันเป็เหตุผลที่เพียงพอแล้วที่เธอจะแสดงความหวั่นไหวออกมาให้เห็น
ขณะที่อัลลิสันเริ่มลงมือแต่งตัว แร้ดก็เดินลงไปข้างล่าง ปล่อยให้แม็กกี้ ต้นห้องซึ่งเป็หญิงสาวชาวไอริชช่วยเธอแต่งตัวอยู่
“ข้างนอกฝนกำลังตกหนักมากทีเดียวละค่ะ คุณนาย” แม็กกี้รายงาน “คุณนายจะสวมชุดหนังลายดอกเดซี่แทนชุดยาวไหมคะ”
อัลลิสันแทบไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าฝนกำลังตกกระทั่งเมื่อสาวใช้เอ่ยขึ้น
“ไม่ต้องหรอกแม็กกี้ เอาชุดที่เธอเตรียมไว้ให้ฉันก็แล้วกัน”
อัลลิสันอยู่ในสภาพของตุ๊กตาที่ถูกแต่งตัว เธอชูแขนขึ้นเพื่อให้เสื้อสวมลงทางศีรษะ ไม่สนใจกับสีสันของมันด้วยซ้ำ หลังจากที่สวมชุดราตรีลูกไม้สีเหลืองอ่อน คาดทับด้วยผ้าซาตินสีเข้มตรง่เอว เธอก็ทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้แม็กกี้แต่งทรงผมและเสียบประดับด้วยปิ่นเพชร
จนเมื่อแร้ดประคองเธอขึ้นนั่งบนรถม้าแล้ว อัลลิสันจึงได้สังเกตเห็นกระเป๋าราตรีสีเหลืองเข้ากับชุดที่เธอสวมใส่อยู่ แม็กกี้ได้ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอด้วยความรักและเอาใจใส่อย่างแท้จริง
“ผมดีใจจริงๆ นะอัลลิสัน ที่คุณมาอยู่วอชิงตันกับผมด้วย จริงๆ แล้วไอ้งานดินเนอร์ที่กินกันอย่างเป็งานเป็การนี่มันน่าเบื่อหน่ายที่สุด แม้แต่ที่บ้านเดรคนี่ก็ตาม”
เสียงพูดของแร้ดที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นราวกับลอยมาจาก ณ ที่ซึ่งไกลแสนไกล
“ที่จริงแล้วผมไม่อยากไปงานคืนนี้เลยนะ อัลลิสัน” แร้ดเปิดเผยความรู้สึกให้ภรรยาฟัง “ผมรู้ว่าวันนี้พวกตัวเขมือบทั้งหลายจะต้องไปรวมกันอยู่ที่นั่น คงจะคอยจับตามองดูผมอยู่ว่าหลังจากที่คณะกรรมการผ่านกฎหมายฉบับนี้แล้วผมจะเหลือซากให้เขาขย้ำได้มากน้อยแค่ไหน”
“แหม...ฉันคิดว่ามันคงไม่รุนแรงขนาดนั้นหรอกนะคะ”
“ตอนกินอาหารน่ะไม่รุนแรงหรอก แต่พอเราแยกออกมาสูบซิการ์ดื่มบรั่นดีนั่นแหละ นรกมันจะะเิ น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะที่คุณไม่ได้เจ็บป่วยเป็อะไรในคืนนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงพอจะหาข้ออ้างปลีกตัวกลับก่อนได้”
“จริงๆ แล้วฉันก็เริ่มปวดหัวขึ้นมาแล้วละค่ะ ว่าแต่แค่นี้เป็ข้ออ้างที่เพียงพอไหมล่ะคะแร้ด”
เขาบีบมือเธอเบาๆ อย่างรักใคร่ก่อนจะตอบว่า
“ผมว่า มันไม่พอหรอกนะสำหรับเป๊กกี้หรือทริพพ์ ถึงยังไงเมื่อมันเป็หน้าที่เราก็จำต้องทำไป ไม่ว่ามันจะไม่น่าพอใจสักแค่ไหนก็ตาม”
อัลลิสันเมินหน้าไปเสียทางหนึ่ง ความหวาดหวั่นและความสิ้นหวังที่เกาะกินอยู่ในใจมาั้แ่บ่ายดูจะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ แต่เพื่อเห็นแก่แร้ด เธอจำเป็จะต้องสงบระงับจิตใจและอารมณ์ไว้ ไม่อาจจะแสดงความปริวิตกออกมาให้เพื่อนๆ เห็นได้ และเมื่อเป็เช่นนี้ อัลลิสันก็รู้อยู่ว่างานปาร์ตี้ในค่ำวันนี้เป็งานที่เธอจำต้องฝืนใจยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา
ชาร์ลส์ ฟอร์ไซท์ เลิกคิดถึงตัวเองในฐานะของคอยน์มานานแล้ว ส่วนหนึ่งแห่งชีวิตของเขาได้ถูกเก็บใส่กุญแจไปแล้ว ไม่มีความปรารถนาจะหันกลับไปมองหรือคำนึกถึงมันอีก
แต่ทว่าสายใยแห่งอดีตก็ยังติดตามมา บังคับให้เขาต้องทำลายเครื่องกีดขวางที่สร้างขึ้นไว้สิบกว่าปีลง ในที่สุดมันก็ถึงวาระที่เขาจะต้องหันกลับไปจัดการกับแผลเป็ที่ยังสร้างความเ็ปให้เกิดขึ้นอีกครั้ง เขายอมรับว่ามันมีความเคืองแค้นเกิดขึ้นนับแต่วันที่เขาได้เห็นอัลลิสันครั้งแรกขณะยืนอยู่ข้างสนามแข่งม้าซาราโตก้ากับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
แรงกระตุ้นในหัวใจทำให้เขาอยากะโเรียกเธอออกไป อยากจะบอกให้เธอรู้ว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพียงไรตลอดสองปีแรก มันไม่ยุติธรรมเลยที่เธอจะสร้างชีวิตใหม่ให้กับตัวเองอย่างนี้ แม้ว่าจะมีรายงานว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
แต่โดยความเป็จริงเขายังมีชีวิตอยู่ และขณะนี้เขาได้พบเธอแล้ว เขาอยากจะได้ทั้งลูกและภรรยากลับคืนมาทั้งนี้เพราะเธอและลูกเป็ส่วนหนึ่งแห่งความฝันที่เขาเฝ้าประคับประคองไว้
และแล้วเขาก็เหลือบไปเห็นรีเบคก้า สาวใช้คนสนิทของเธอที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้า คอยดูแลลูกชายคนใหม่ของอัลลิสันที่ชื่อโจนาธาน และตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ว่าความฝันได้มลายหายสูญไปแล้ว เขาพบกับอัลลิสันช้าเกินไป
เมื่อรีเบคก้าให้สัตย์สาบานว่าจะเก็บเื่ของเขาไว้เป็ความลับ ชาร์ลส์ก็เดินทางออกจากแคนาดาและไม่คิดจะหวนกลับมาอีก เพื่อเห็นแก่อนาคตของอัลลิสัน เขาจะต้องทำตัวให้สาบสูญไปจากโลกนี้ เป็เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายภายหลังจากเกิดาระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ แต่ทว่าบัดนี้ อดีตได้หันกลับมาหยันเยาะเขาอีกครั้งเมื่อเหยื่อรายใหม่ของมันคือ จินน่า ลูกสาวของเขาเอง