TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 115 บ่มเพาะให้เต็มที่เถิด

    ตอนที่ 115 บ่มเพาะให้เต็มที่เถิด


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 






    ผู้คนทั้งหมดบนยอดเขาฮาดาได้ออกมาต้อนรับอีวา


    จอมปราชญ์และนายท่านทั้งสี่ยินดีที่มีอีวาเป็นสมาชิกคนใหม่อีกคน


    งานเลี้ยงต้อนรับอีวาถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหัน ด้วยอำนาจอักขระของจอมปราชญ์สามารถเนรมิตทุกอย่างขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย


    อีวารู้สึกยินดีกับความสำเร็จนี้เป็นอย่างมาก 


    ในที่สุดเธอก็กลายเป็นนายท่านที่ห้าของยอดเขาฮาดา ด้วยศักดิ์ฐานะนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนระดับแถวหน้าของอาณาจักรก็ว่าได้


    “อีวา การบ่มเพาะของเธออยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตดยุกแล้ว หากมีปัญหาไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับการบ่มเพาะสามารถมาหาฉันได้” นายท่านที่หนึ่ง บุรุษผมเงินเอ่ยขึ้น


    “ขอบคุณเอสโตร หากฉันมีปัญหาฉันจะไปหาคุณอย่างแน่นอน” อีวาเอ่ยตอบ


    ศิษย์ของจอมปราชญ์แต่ละคนล้วนอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ทั้งหมด แม้แต่เอสโตรเองก็ยังอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ขั้นสูงห่างจากขอบเขตจักรพรรดิเพียงแค่ก้าวเดียว


    นอกจากเขาแล้วไซเรนหรือนายท่านที่สามเองก็อยู่ในขอบเขตราชวงศ์ขั้นสูงเช่นกัน


    ส่วนนูฟูอินและไฟเซอร์ล้วนอยู่ในขอบเขตราชวงศ์ขั้นกลางและขั้นแรกตามลำดับ


    ไฟเซอร์พรสวรรค์ไม่ดีนัก กว่าจะสำเร็จขอบเขตดยุกก็อายุมากแล้ว ที่เขาสามารถเข้าสู่ขอบเขตราชวงศ์ได้ก็เป็นเพราะได้เป็นศิษย์ของจอมปราชญ์ 


    จอมปราชญ์รับเขามาก็เป็นเพราะวาสนา ไม่เช่นนั้นการบ่มเพาะของเขาอาจจะหยุดอยู่แค่ขอบเขตดยุกก็เป็นได้


    เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งห้าต่างพูดคุยกันอย่างออกรส 


    อีวาเป็นคนเข้าสังคมเก่ง อีกทั้งเธอเป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวและเป็นน้องเล็กจึงถูกเอาใจเป็นอย่างมาก แม้แต่นายท่านที่สามผู้เงียบขรึมก็ยังเอ่ยปากพูดประโยคสองประโยคกับเธอ ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นคำพูดที่เขาเอ่ยออกมามากที่สุดแล้ว


    หลังจากจบงานเลี้ยง เหล่านายท่านทั้งสี่ก็กลับไปยังที่พำนักของตนเอง


    อีวาที่พึ่งมาใหม่จึงต้องพักกับจอมปราชญ์ในปราสาทหลังใหญ่บนยอดเขา


    วันต่อมาจอมปราชญ์ก็เรียกอีวาเข้าไปพบ ซึ่งในวันนี้ยังคงเป็นวันของอีวาที่ครองร่างนี้เพราะเหตุการณ์เมื่อวานนั้นเกิดในช่วงกลางคืนที่อีวาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา


    “การบ่มเพาะของเจ้าใกล้จะถึงขอบเขตราชวงศ์แล้ว นี่คือกุญแจห้องบ่มเพาะ ข้างในนั้นมีทรัพยากรมากมายที่เจ้าสามารถเลือกใช้ได้ตามสบาย อีกอย่างกุญแจดอกนี้สามารถเปิดประตูห้องที่ใช้ฝึกฝนได้ทุกบานของปราสาทหลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บตำราหรือห้องบันไดสีขาว เจ้าก็สามารถใช้มันเข้าไปได้ทั้งสิ้น” จอมปราชญ์มอบกุญแจสีทองดอกหนึ่งให้กับอีวา


    หญิงสาวรับมันมาแล้วเอ่ย “ขอบคุณท่านอาจารย์”


    เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ไม่ทราบว่าข้างในนั้นมีทรัพยากรประเภทวิญญาณรวมอยู่หรือไม่?”


    “หืม ... ทำไมเจ้าถึงสนใจทรัพยากรประเภทวิญญาณ เจ้าต้องการสร้างวัตถุจารึกอะไรอย่างนั้นหรอ?” จอมปราชญ์เอ่ยอย่างประหลาดใจ


    โดยปกติแล้ววัตถุที่มีพลังวิญญาณสำหรับโลกนี้นั้นค่อนข้างไร้ค่า มีเพียงแต่ปรมาจารย์จารึกเท่านั้นถึงจะพอเห็นค่าของมัน เพราะพวกเขามักจะนำพวกมันมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวิญญาณวัตถุของวัตถุจารึก


    วัตถุจารึกที่มีดวงวิญญาณแน่นอนว่าจะต้องเป็นวัตถุจารึกที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ใช่มันมากมายขนาดนั้น


    การที่อีวาถามหาวัตถุวิญญาณ จอมปราชญ์จึงเข้าใจว่าเธอต้องการสร้างวัตถุจารึกประเภทหนึ่งขึ้นมา


    “ไม่ใช่ เพียงแต่พลังสายเลือดของฉันค่อนข้างพิเศษจำเป็นต้องใช้วัตถุวิญญาณในการบ่มเพาะ” อีวาตอบเรื่องนี้อย่างไม่ปิดบัง เพราะเธอสามารถปิดบังเรื่องความสามารถทางสายเลือดของเธอได้


    “หืม ... อย่างนั้นหรอ?”


    “ใช่แล้ว พลังสายเลือดของฉันคือการตรวจจับ สามารถสอดส่องพื้นที่บริเวณกว้างได้อย่างสบาย เพราะเหตุนี้ถึงสามารถทำความเข้าใจบันไดทดสอบได้อย่างรวดเร็ว”


    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง” สีหน้าของจอมปราชญ์ราวกับได้คลายความสงสัยในทันที


    ความสามารถเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ในการสู้รบ แต่กลับสามารถส่งเสริมในด้านการศึกษาอักขระได้พอดี อีกทั้งยังใช้ทรัพยากรที่มูลค่าไม่สูงในการบ่มเพาะ เพราะเหตุนี้เองหญิงสาวถึงได้บรรลุขอบเขตดยุกได้ในอายุเท่านี้


    ช่างเป็นลูกรักของสวรรค์ที่น่าอิจฉาเสียจริงๆ


    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมฉันถึงได้ใช้ภูเขาเทพเป็นที่พำนัก” จอมปราชญ์เอ่ย


    อีวาตะลึงไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าอาจารย์ของเธอจะถามคำถามนี้


    “อาจเป็นเพราะภูเขาเทพนั้นยิ่งใหญ่มากที่สุดในอาณาจักรฮาดา จักรพรรดิเช่นท่านจึงเลือกสถานที่พำนักให้เหมาะสมกับเกียรติของตนเอง” อีวาเอ่ยตอบไปอย่างซื่อๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเองก็คิดเช่นนี้


    ทว่าจอมปราชญ์กลับส่ายศีรษะไปมาแล้วเอ่ย


    “ไม่ใช่ ...”


    เขายิ้มและเอ่ยต่อ “ภูเขาเทพแม้จะยิ่งใหญ่ แต่ความพิเศษของมันกลับไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ของมัน แต่เป็นพลังงานวิญญาณที่อยู่ในภูเขาเทพต่างหาก”


    “ลึกลงไปในภูเขาเทพมีลาวาวิญญาณไหลเวียนอยู่ที่นั่น มันเป็นวัตถุวิญญาณที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ บ้างก็ว่าวาลาวิญญาณนี้คือเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสัตว์อสูรถึงได้ถือกำเนิดขึ้นมามากมายในภูเขาเทพแห่งนี้”


    ทันทีที่จอมปราชญ์เอ่ยจบ เขาก็ยกมือขวาขึ้นคว้าอากาศ แล้วกุญแจสีทองแดงก็ปรากฏออกมา เขาโยนมันให้กับอีวาอย่างตั้งใจ


    “ในเมื่อเจ้ามีวาสนาในการบ่มเพาะกับวัตถุวิญญาณ เช่นนั้นก็รับกุญแจนี้ไป ชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุดของปราสาทหลังนี้มีประตูทองแดงบานหนึ่งตั้งอยู่ จงใช้กุญแจดอกนี้ไขมันแล้วเจ้าจะพบกับลาวาวิญญาณ แต่เจ้าต้องระวังตัวให้ดีเพราะพลังวิญญาณในห้องนั้นหนาแน่นเป็นอย่างมากจึงมีแรงกดดันที่น่าหวาดหวั่นที่คนทั่วไปรับได้ไม่ไหว” 


    “ขอบคุณท่านอาจารย์” อีวาดีใจอย่างลิงโลด เธอไม่คิดเลยว่าการเป็นศิษย์ของจอมปราชญ์จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการบ่มเพาะขนาดนี้


    แม้ไม่รู้ว่าลาวาวิญญาณจะมีความน่าหวาดหวั่นเช่นใด แต่เธอก็ย่อมแน่ใจว่ามันย่อมมีพลังที่เหนือกว่าศิลาสายเลือดอย่างแน่นอน


    หลังจากที่พบกับจอมปราชญ์เรียบร้อยแล้ว เธอก็ตรงดิ่งเข้าไปสำรวจปราสาทหลังนี้ทันที 


    มีเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้นที่กุญแจสีทองไม่สามารถเปิดได้


    อีวาเข้าไปที่ห้องตำรา เธอพบกับหนังสือมากมายคณานับ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ของปรมาจารย์จารึกอีกด้วย


    เมื่อไปที่ห้องบ่มเพาะ เธอก็พบกับสวนพืชพรรณและสินแร่มากมายที่ราวกับจะยกทั้งป่าและเหมืองที่หายากมากมายมารวมกันอยู่ที่นี่ 


    กระทั่งต้นประกายฟ้าทิพย์ที่เป็นต้นเหตุที่พ่อแม่ของเธอถูกจับก็ยังมีอยู่ที่นี่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นคนละต้นและต้นไม้ต้นนี้ยังมีผลดิบที่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วด้วย


    เรียกได้ว่าภายในห้องบ่มเพาะนี้คือสวรรค์ผู้บ่มเพาะก็ว่าได้ 


    ทว่าห้องนี้กลับมีกฎที่ว่าห้ามนำทรัพยากรออกไปจากห้อง เพราะหากฝ่าฝืนก็จะไม่สามารถออกจากประตูห้องนี้ได้ ซึ่งจอมปราชญ์เป็นผู้ตั้งกฎนี้ด้วยตัวเอง


    ดังนั้นผู้ที่จะใช้ทรัพยากรในการบ่มเพาะนี้ได้จึงมีแต่จอมปราชญ์และเหล่าศิษย์ของเขาเท่านั้น


    “อีกไม่นานชื่อของฉันอีวานายท่านที่ห้าจะถูกประกาศออกไป รอให้ฉันทะลวงขอบเขตราชวงศ์ได้ก่อนเถิด ฉันจะไปรับพ่อกับแม่ออกมาอย่างภาคภูมิแล้วให้พวกท่านได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย”


    อีวาตั้งปณิธานไว้มั่นและเธอต้องทำมันให้ได้


    ความจริงเธอสามารถบอกเรื่องนี้กับอาจารย์หรือศิษย์พี่ของเธอได้ แต่เธออยากจะทำมันด้วยตัวเองมากกว่า


    อีกทั้งตัวตนของเธอในตอนนี้ โลกภายนอกคงยังไม่มีใครรับรู้ เธอจึงอดใจรออีกไม่นานเพราะการทะลวงขอบเขตราชวงศ์ หากมีทรัพยากรที่สมบูรณ์พร้อม มันก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ


    อีวาตระเวนดูทั่วทุกห้องแล้วก็มาจบที่ห้องสุดท้ายที่อยู่ชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุดของปราสาท


    มันคือห้องที่มีบานประตูสีทองแดง ซึ่งเป็นห้องที่มีลาวาวิญญาณอยู่ที่นั่น


    หญิงสาวไม่ลังเลที่จะหยิบกุญแจสีแดงออกมาแล้วไขมันเข้าไป


    ทันทีที่ประตูบานนี้ถูกเปิดออก แรงกดดันวิญญาณที่ร้อนแรงก็ปะทุออกมาประหนึ่งสายลมพัดผ่านร่างของเธอ


    “ช่างเป็นแรงกดดันวิญญาณที่แข็งแกร่งอะไรขนาดนี้” อีวาเอ่ยอย่างทึ้งๆ ทว่าในใจกลับมีความลิงโลดเป็นอย่างมาก

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน