จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 45 ค่าปกปิด

    เสียงใบมีดกรีดผ่านพื้นน้ำแข็ง เศษน้ำแข็งฟุ้งกระจาย ก่อนละลายรวมกับเลือดอุ่นสีเขียวสดที่ไหลนองพื้น

    เสียงคมมีดเฉือนเนื้อ ร่างปีศาจเล็กขาดกระจาย แขน ขา ศีรษะปลิวว่อนเป็นทาง ตามแนวที่ร่างชายหนุ่มไถลผ่านไปอย่างพลิ้วไหวหากมีใครบอกว่า เด็กหนุ่มคนนี้เป็นเพียงนักเวทฝึกหัด คงยากจะมีใครเชื่อ

     

    “นิค… เจ้าเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ?”

    ซีรีนรำพึงกับตัวเอง ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง

    “นายน้อยถูกฝึกหนักจริงอย่างที่เขาว่า... แต่ช่วยเก็บเป็นความลับให้พวกเราหน่อยนะ น้องซีรีน”

    อีรินกล่าวพลางร่ายเวทน้ำแข็งซ้ำลงบนพื้น สร้างสนามรบลื่นไถลให้ตามที่ขอ

    ส่วนอารินสลับยิงธนูอย่างแม่นยำ กำจัดศัตรูที่เสียการทรงตัว

     

    “เจ้าต้องฝึกธนูให้หนักกว่านี้แล้วล่ะ”

    อารินพูดพลางปล่อยศรอีกดอกออกจากสาย ขณะเหลือบมองท่าทางของซีรีน

    “ไม่งั้นอีกไม่นานนักเวทฝึกหัดคนนี้อาจใช้ธนูเก่งกว่าเจ้าก็เป็นได้ แล้วอย่าหาว่าพวกเราไม่เตือนนะ”

    รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของทั้งสองพี่น้อง ท่ามกลางเสียงฟาดฟันที่ดังก้อง

    “ไอ้เจ้าตัวประหลาด...”

    ซีรีนบ่นอุบอิบ มือยังปล่อยศรออกไปอย่างหงุดหงิด

     

    “ทำไมจำนวนพวกมันไม่ลดลงสักที!”

    นิโคลัสสบถ มือซ้ายปัดกรงเล็บของปีศาจ มือขวาฟันเฉือนลำตัวจนขาดครึ่ง

    ร่างของเขาไถลไปมาบนพื้นน้ำแข็งอย่างไร้การหยุดชะงัก แม้จะมีสิ่งกีดขวางกลับพุ่งผ่านได้ราวกับลื่นบนสายลม

    เวทเสริมพลังเริ่มใกล้หมด จึงรีบร่ายเวทใหม่ ประกายหลากสีห่อหุ้มร่างอีกครั้ง แล้วลุยต่อโดยไม่ลังเล

    นักท่องเที่ยวรอบบริเวณเมื่อเริ่มตั้งหลักได้ ก็เริ่มโต้ตอบบ้าง

    แม้ช่วงแรกมีผู้บาดเจ็บหลายราย แต่โชคดีที่พวกซินวาร์กมีพลังโจมตีต่ำ ทำให้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต

    นักรบบางคนช่วยกันตั้งแนวป้องกันด้านหน้า นักเวทและนักธนูเริ่มโจมตีจากแนวหลัง

    “ใครมีอันดับสูงบ้าง? ขึ้นไปชั้นสองที! พวกมันโผล่ออกมาตลอดเวลาเลย!”

    นิโคลัสตะโกนบอกกลุ่มคนที่กำลังสู้ด้านข้าง ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับ

    เมื่อไม่มีใครขยับ เขาจึงพุ่งไปทางอาคารทันที—

     

    พรึ่บ!

    กำแพงน้ำแข็งสูงเท่าตัวผุดขึ้นขวางทาง

    “นายน้อย อย่าวู่วาม! อีกเดี๋ยวหน่วยพิทักษ์ก็มาถึงแล้ว!”

    อีรินร้องเตือนเสียงดัง

    ชายหนุ่มหยุด สูดลมหายใจลึก ค้อมตัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนกลับไปฟาดฟันปีศาจต่ออย่างแน่วแน่

    แม้ซากศพจะเริ่มกองพะเนิน แต่จำนวนศัตรูก็ไม่ได้ลดลงเลย ยังทยอยออกมาจากหน้าต่างชั้นบนอย่างไม่หยุด

    “มันออกมาไม่หยุดเลย ข้าเริ่มเมื่อยแขนแล้วนะ!”

    ซีรีนบ่น ขณะยังง้างคันธนูไม่หยุด

    “เจ้าต้องฝึกอีกเยอะเลยนะ”

    อารินว่า แล้วผงกหัวไปคนที่ยังคนที่ยังวาดดาบอย่างเฉียบขาด

    “ดูไว้ให้ดี นักเวทฝึกหัดคนนั้น... เขายังไม่มีทีท่าจะเหนื่อยเลย”

    ขณะนั้นเอง อารินเห็นเงากลุ่มคนปรากฏที่ปลายถนน

    “นายน้อย! หน่วยพิทักษ์มาแล้ว!”

    “อีริน ขวางพวกมันไว้ก่อน! เราจะไปเดี๋ยวนี้!”

    นิโคลัสตะโกน วิ่งกลับมาหาสามสาว ยกเลิกเวทโลหะที่เท้าก่อนเก็บมีดกลับทันที

    “รีบไป!”

    เขาวิ่งนำออกจากพื้นที่ทันที ก่อนที่หน่วยพิทักษ์เมืองจะทันได้เจอหน้า

     

    หลังวิ่งออกมาหลายช่วงอาคาร ทั้งสี่หยุดพักเหนื่อยในตรอกเงียบ ๆ แห่งหนึ่ง

    “นิค... ทำไมเจ้าต้องหนีด้วย?”

    ซีรีนถามทั้งที่ยังหอบหายใจแรง

    “ข้าไม่อยากตอบคำถาม... และไม่อยากเป็นจุดสนใจ”

    เขาตอบเรียบ ๆ

    “กลัวอะไร? พวกเราเป็นผู้ประสบเหตุนะ ไม่ใช่ผู้ก่อการ”

    นิโคลัสจ้องมองซีรีนอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดเสียงเบา

    “แม้แต่เจ้ายังคิดว่า... ข้าเป็นตัวประหลาด?”

    ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ก่อนที่ซีรีนจะถามขึ้นอย่างอาย ๆ

    “เจ้าได้ยินที่ข้าพูด?”

     

    รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย

    “รบกวนเจ้า... เก็บเรื่องวันนี้ไว้เป็นความลับได้ไหม?”

    “ถึงข้าจะไม่บอก... แต่คนอื่นเห็นตั้งเยอะนะ”

    “ไม่มีใครรู้ว่าข้าเป็นนักเวท”

    “แต่อาจมีคนเห็นเจ้าร่ายเวทเสริมกำลังนะ”

    “ไม่น่ามีใครเห็นตอนที่ข้าร่าย พวกเขาอาจคิดว่าข้าใช้ม้วนเวท”

    “อ้อ... แบบนั้นสินะ”

    ซีรีนเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาค่อย ๆ หรี่ลง ก่อนเปล่งประกายวิบวับอย่างเจ้าเล่ห์

    “เจ้าก็รู้ว่าข้าพูดมาก อาจเผลอหลุดอะไรไปบ้าง…”

    สาวน้อยยิ้มกรุ้มกริ่มก่อนพูดต่อ

    “เจ้ามีอะไรจะ ‘ปิดปาก’ ข้าไหม?”

    “ของกินได้ไหม?”

    “ไม่เอา ข้าซื้อเองได้”

    “ข้าไม่ค่อยมีเงินนะ เจ้าก็รู้”

    “ของที่ข้าอยากได้ ไม่ต้องใช้เงิน”

    “เอาเถอะ บอกมาเถอะ เจ้าต้องการอะไร?”

     

    ซีรีนยิ้มกว้าง ยกมือเท้าคางเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่

    “ที่เจ้าทำ วิ่งไถลไปบนพื้นน้ำแข็ง เอามีดยึดกับเท้านั่นน่ะ สอนข้าทีสิ! มัน... น่าสนุกมาก”

    ยังไม่ทันที่นิโคลัสจะตอบ สองสาวฝาแฝดก็พูดแทรกขึ้นพร้อมกัน

    “นายน้อย สอนข้าด้วย!”“ข้าด้วย!”

    “พวกเจ้านี่...”

    ชายหนุ่มถอนหายใจ แต่เมื่อเห็นแววตาคาดหวังของทั้งสาม เขาก็ยิ้มบาง ๆ

    “ตกลง... อีกหนึ่งสัปดาห์ ข้าจะสอนให้ พวกเจ้าก็รู้ว่าช่วงนี้ข้าไม่ว่าง”

    “ขอบคุณนายน้อย!”“ขอบคุณนิค!”

    ยิ้มกว้างแต่งแต้มใบหน้าสาวน้อย ก่อนที่เธอจะครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ย

    “นิค...เจ้าใช้ธนูเป็นไหม?”

    ลังเลก่อนถาม และหวั่นใจในคำตอบที่กำลังจะได้ยิน

     

    รอยยิ้มเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่มุมปาก ก่อนกล่าว

    “พี่อารินสอนข้า เจ้าถามได้เลย”

    ซีรีนเบนสายตาไปทางอาริน และแสดงออกว่ากำลังรอคำตอบ

    อารินสีหน้าราบเรียบกล่าวเสียงหนักแน่น

    “นอกเหนือจากพลังกายที่เจ้ามีมากกว่าแล้ว นอกนั้นเจ้าตามหลังทั้งหมด ไม่ว่า ความแม่นยำ ความรวดเร็ว และความคล่องแคล่วที่เจ้าได้เห็นกับตาแล้ว”

    สาวน้อยนิ่งงันไร้คำพูด ผิดจากปกติที่มีวาจามากมาย

     

    “ไปกันเถอะ... ก่อนจะมีใครสงสัยพวกเราอีก”

    ทั้งสี่หันหลังให้ความวุ่นวาย มุ่งหน้ากลับโรงแรม ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดลงบนถนน

     

    กว่าทั้งสามจะกลับถึงโรงแรมก็ล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว ระหว่างทาง ซีรีนได้แยกตัวกลับบ้านในเขตเมืองชั้นในไปก่อน

    “พวกเจ้าไปเจออะไรมาหรือ?”

    เสียงทุ้มของบอริสดังขึ้นทันทีที่เห็นเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนและรอยถลอกบนตัวพวกเขา ขณะกำลังร่วมโต๊ะอาหารกับทุกคน

     

    อีรินเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังระหว่างนั่งทานไปด้วย สีหน้าของแต่ละคนเปลี่ยนจากผ่อนคลายเป็นเคร่งเครียดทันตา

    สองเหตุการณ์ติดกัน ทั้งเรื่องปีศาจน้ำ และเหตุจู่โจมกลางเมืองวันนี้ มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

    สายตาสิบกว่าคู่ค่อย ๆ หันไปจ้องชายชราที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นตาเดียว

    “จะมองอะไรนักหนา ข้านั่งกินข้าวอยู่เหมือนพวกเจ้านี่แหละ แถมก็พึ่งรู้เรื่องพร้อมกันนี่เอง คิดว่าข้าจะไปรู้อะไรล่ะ?”

    รอยพูดพลางตักอาหารเข้าปาก ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ

     

    “บอริส ฝากนำทีมออกไปสืบข่าวที”

    เสียงสั่งการของวิคเตอร์ดังขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่

    “พี่วิคเตอร์...”

    นิโคลัสเอ่ยขึ้นทันที พลางหันมองพ่อบ้านชรา

    “เราพอมีทางเริ่มสร้างสายข่าวได้เองบ้างไหม?”

    บอริสเป็นฝ่ายตอบแทน หัวหน้าวิคเตอร์ที่พูดน้อย

    “พอจะเริ่มได้ แต่ปัญหาคือ เราไม่มีเส้นสาย และยังไม่ค่อยรู้จักคนในพื้นที่มากพอจะไว้ใจได้ ส่วนที่สำคัญที่สุดตอนนี้... เรายังไม่มีทุน”

    นายน้อยพยักหน้ารับ ครุ่นคิดชั่วครู่

     

    “ถ้าเรื่องเงิน ข้าพอหาทางได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องคนพื้นที่…”

    สายตาเหลือบไปมองชายชราที่ตอนนี้กำลังวางช้อนไปข้างจาน

    เหมือนรอยจะรู้ทัน เงยหน้าขึ้นก่อนจะพูดขึ้นทันควัน

    “เฮ้อ พวกเจ้านี่นะ อยู่สงบ ๆ กันไม่เคยได้เลยหรือไง เราพึ่งมาถึงที่นี่ไม่นาน ไม่รู้จักพักผ่อนกันบ้างเลยหรือ...”

    เขาบ่นอุบ ก่อนถอนหายใจหนัก ๆ แล้วพูดต่อ

    “ก็ได้ เดี๋ยวข้าจัดการให้ แต่เจ้าก็รู้นี่ว่ามันต้องใช้เงิน”

    “วางใจได้ขอรับ หลังจากที่ต้นแบบเสร็จ เรื่องเงินจะไม่ใช่ปัญหาอีก และข้ายังคิดไว้เรื่องหนึ่งตอนเดินเที่ยว...”

    นิโคลัสสบตาชายชราแน่วแน่

     

    “ถ้าข้าทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นร้านอาหารที่คนต่อแถวเพื่อรอกินได้ ท่านตามีความเห็นว่าอย่างไร?”

    รอยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะเบา ๆ

    “เจ้านี่จะเล่นอะไรอีกล่ะ?”

    “ข้าจะสร้างเมนูที่ไม่เคยมีมาก่อน รสชาติดี และมีแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น”

    “ถ้ามีคนอยากกินมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”

    “วุ่นวายแน่นอน”

    คำตอบห้วน ๆ พร้อมแววตานิ่งของชายชราทำเอานายน้อยถึงกับชะงัก

    แต่เขายังไม่ละความตั้งใจ

     

    “มันจะวุ่นขึ้นก็จริง แต่เราจ้างพนักงานเพิ่มได้ ส่วนแม่ครัวก็ต้องเป็นคนของเรา เพื่อรักษาสูตรลับไว้ ส่วนอาหารทั่วไป ค่อยจ้างคนใหม่แยกไปอีกชุด”

    “ร้านอาหารหลักเราอาจสร้างใหม่ตรงพื้นที่ว่างด้านหน้าโรงแรม ส่วนที่จอดรถม้า ย้ายไปฝั่งคอกม้าแทน”

    รอยพยักหน้าเบา ๆ คิดตามสักพักก่อนตอบ

    “งั้นเอาแบบนี้ ข้าคิดค่าเช่าสามสิบส่วนจากกำไรรายเดือน ถ้าตกลง เจ้าก็ลงมือได้เลย”

    นิโคลัสอยากจะต่อรองแต่เห็นสีหน้าจริงจังของชายชรา ก็ได้แต่บ่นในใจ‘เขี้ยวจริง ๆ’

    “ตกลงขอรับ รอให้ข้าได้เงินก่อนก็จะเริ่มได้เลย ช่วงนี้จะขอทดลองวัตถุดิบกับเมนูใหม่ ๆ ไปพลาง ๆ ก่อน”

     

    ชายชราวางช้อนทันทีหลังฟังจบ

    “เอาล่ะ ข้ากินเสร็จแล้ว คืนนี้ไม่กลับ จะออกไปสำรวจหน่อย”

    ก่อนจะเดินออกไปยังไม่ลืมหันมาสั่ง

    “วิคเตอร์ จัดเวรยามตลอดคืนด้วย”

    จากนั้นหันไปทางนิโคลัส

    “นายน้อย ช่วยให้เพื่อนของท่าน สอดส่องมากขึ้นด้วยนะขอรับ”

    น้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพกลับมาอีกครั้ง

     

    ทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับการพูดคุยของพ่อบ้านรอยและนายน้อยแล้ว นับตั้งแต่วันที่ทายาทตระกูลเบลลาทอร์เริ่มเปลี่ยนไป

    ในยามที่เขาสองคนคุยกันเล่น ๆ มักจะใช้คำพูดที่เป็นกันเอง แม้กระทั่งชายชราอาจจะใช้คำไม่สุภาพด้วยซ้ำ

    แต่เมื่อถึงเวลาจริงจัง จอมเวทรอยจะกระทำราวกับเป็นพ่อบ้านของทายาทตระกูลเบลลาทอร์เช่นแต่ก่อน ทำให้ทุกคนในหน่วยองครักษ์ยึดปฏิบัติตามโดยปริยาย

     

    คฤหาสน์ตระกูลกรีมัลด์ – เขตเมืองชั้นใน

    “ท่านย่า!”

    ซีรีนผลักประตูห้องทำงานเข้ามาด้วยเสียงดังลั่น จนหญิงชราที่นั่งอยู่หลังกองเอกสารเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ

    แม้เส้นผมจะขาว ผิวหนังจะหยาบกร้านตามวัย แต่เรือนร่างยังคงแข็งแรงและสง่างาม

    แววตาคมกล้าอ่อนลงทันทีที่เห็นหลานสาววิ่งเข้ามา

    “เจ้าจะซนอะไรอีกซีรีน?”

    “ท่านย่า! ท่านต้องสอนข้า ข้าจะฝึกแล้ว!”

    คำประกาศก้องของสาวน้อยทำให้หญิงชรานามว่า ซาเรนา กรีมัลด์ หัวหน้ากิลด์กรีมัลด์ถึงกับเลิกคิ้ว

    เธอคือยอดนักล่าขั้นกลาง ระดับเดียวกับจอมเวทรอย

     

    “มีใครกล้ามารังแกเจ้าหรือ? เดี๋ยวข้าจะไปล้างตระกูลมันให้หมด!”

    แววตาของซาเรนาแปรเปลี่ยนเป็นดุดันในพริบตา

    “อ๊า! ท่านย่าหยุดก่อน!”

    ซีรีนสะดุ้งเฮือกเมื่อสัมผัสรังสีสังหารที่ปะทุออกมาโดยไม่ตั้งใจ

    “ข้าไม่ได้โดนรังแก ข้าแค่อยากแข็งแกร่งขึ้น!”

    “อ๋อ อย่างนั้นหรือ...”

    หญิงชรายิ้มบาง ๆ ก่อนลูบศีรษะหลานสาวเบา ๆ

    “เล่ามาให้หมด ข้าถึงจะสอน”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซีรีนจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น แม้จะตกลงกับนิโคลัสว่าจะเก็บเป็นความลับ แต่กับ “ท่านย่า” ของเธอ นั่นคือข้อยกเว้น

    เมื่อฟังจบ ซาเรนานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนพูดช้า ๆ

    “นักเวทที่ใช้ดาบได้ชำนาญไม่แพ้นักดาบฝึกหัด...แปลกทีเดียว”

    เธอยิ้มอย่างพอใจ

    “แต่ดูเหมือนเจ้าหนุ่มนั่นจะทำประโยชน์ให้ข้าได้ไม่น้อยนะ อย่างน้อยก็ทำให้หลานข้าขยันขึ้นสักที!”

    “เจ้าจะเริ่มเมื่อไหร่?”

    “เดี๋ยวนี้!”

    “หึหึ... ดี ข้ารอคำนี้มานานแล้ว ซีรีน ข้าบอกเจ้าหลายครั้งว่าพรสวรรค์เจ้ามีมากกว่าพี่ชายเจ้าหลายเท่า แต่เจ้ามักขี้เกียจ ข้าก็ไม่อยากบังคับ... ตอนนี้ถ้าเจ้าพร้อมแล้ว ก็ไปกันเลย”

    สองยายหลานก้าวลงสู่โรงฝึกใต้ดินทันทีและนั่น...

    คือก้าวแรกของ ‘ราชันนักล่า’ หนึ่งในผู้นำกองทัพโลกที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรในมหาสงครามในอีกสิบปีข้างหน้า

     

     

    ณ อาคารหน่วยงานราชการ ตัวเมืองชั้นใน

    ห้องประชุมชั้นบนสุดในสำนักงานแห่งหนึ่งเงียบสงบ มีเพียงเสียงบทสนทนาของชายชราสองคนเท่านั้น

    “เจ้านี่นะ ไปที่ไหนที่นั่นก็มีเรื่องตลอด ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ”

    “อย่านอกเรื่อง ข้ารอฟังรายละเอียดจากเจ้าอยู่นะ เอลดริก”

    ชายหนึ่งยิ้มแย้ม อีกคนสีหน้าจริงจังสนิท

     

    เอลดริก ผู้บัญชาการหน่วยพิทักษ์เมือง กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ

    “ใจเย็น รอย เรื่องมันยาวหน่อย แต่ข้าดีใจนะที่เจ้ากลับมาในช่วงนี้ มือปราบปีศาจอย่างเจ้ามันเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้จริง ๆ”

    “หน่วยปราบปีศาจยังไม่ได้ตั้งเลยใช่ไหม?”

    เอลดริกพยักหน้า

    “ยัง พวกข้างบนไม่อยากให้ประชาชนแตกตื่น เหตุการณ์พึ่งเกิดแค่ไม่กี่ครั้ง ยังไม่มีหลักฐานว่ามันจะลุกลาม”

    รอยถอนหายใจ

    “ก็เหมือนคนรุ่นก่อนพวกเรา... ตอนอยู่ข้างล่างก็โวยวาย พอขึ้นไปก็ลังเลไม่กล้าตัดสินใจ”

    บทสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง และเบื้องหลังบางอย่างที่ยังไม่ถูกเปิดเผย

     

    “แล้วเจ้ามีเบาะแสอะไรบ้าง?”

    เอลดริกส่ายหน้า

    “วงเวทถูกจัดการเรียบร้อย มานาที่เหลือก็เป็นมานามืดธรรมดา ไม่มีอัตลักษณ์อะไรให้ตามได้”

    “เจ้าของร้านกับพนักงานล่ะ?”

    “โดนเก็บหมด ไม่มีใครรอดมาสอบปากคำเลย”

    เมื่อพูดถึงผู้บาดเจ็บ เอลดริกยิ้มจาง ๆ

    “ข้าต้องขอบคุณหลานชายเจ้า กับสองสาวนั่น ถ้าไม่ได้พวกเขา ป่านนี้อาจมีศพแล้วก็ได้”

     

    รอยนิ่งเงียบไปพักใหญ่

    “พวกเจ้ารู้ได้ยังไง? พวกนั้นหลบออกมาก่อนพวกเจ้าไปถึง ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หรือคุยกับใครเลย”

    เอลดริกหัวเราะเบา ๆ

    “แม้หลานเจ้าไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่ผมเงินด้านข้างศีรษะนั่น... สะดุดตามาก รวมกับแฝดลูกเลี้ยงเจ้าแล้ว โดดเด่นจนผู้คนจำได้แม่น ปิดไม่อยู่หรอก”

    รอยพยักหน้าอย่างจนใจ

    “ฝากปิดข่าวเรื่องหลานข้าด้วยนะ...”

    “ได้เลย แต่เจ้าเป็นหนี้ข้าแล้วนะ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

     

    เอลดริกเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างไม่ปิดบัง มองตาชายชราตรงหน้าโดยไม่พูดอะไรอยู่พักหนึ่ง

    สุดท้าย จอมเวทต้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจนใจ

    “ได้ ข้าช่วยเจ้าได้ไม่มีปัญหา แต่ยังไงคะแนนกิลด์ของเขี้ยวอัสดงก็ต้องมีนะ”

    “ตกลง ฮ่าฮ่าฮ่า!”

    เอลดริกหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี

    “คุยกับเจ้าทีไร สบายใจทุกที ข้าชอบแบบนี้จริง ๆ”

    ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น

    “ว่าแต่... เจ้าตั้งใจจะฝึกหลานเจ้าให้เป็น ‘แบทเทิลเมจ’ เหมือนตัวเจ้าหรือเปล่า? เพราะจากคำให้การของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ บอกตรงกันหมดว่าชายหนุ่มใช้ดาบคู่ได้คล่องแคล่วเกินกว่านักดาบฝึกหัดทั่วไปชัด ๆ ทักษะดาบแบบนั้น... ไม่ใช่แค่จับดาบเฉย ๆ แน่ เจ้าไปฝึกเขายังไงกันแน่?”

    รอยไม่ได้ตอบทันที ทำเพียงชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว

    “ข้าช่วยเจ้าได้สองครั้ง แลกกับการปิดข่าวเรื่อง ‘ดาบคู่’ เอาไว้ ส่วนเรื่องแบทเทิลเมจ... จะพูดหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่าไรหรอก”

    เอลดริกจ้องหน้าเพื่อนเก่าอย่างลึกซึ้ง ก่อนส่ายหัวเบา ๆ

    “ได้ ข้าปิดให้แน่นอน แต่เอาจริง ๆ นะ เจ้าก็ไม่ต้องแลกอะไรหรอก ไม่ว่ากี่ครั้ง สุดท้ายข้าก็ต้องให้เจ้าช่วยอยู่ดี ฮ่าฮ่าฮ่า”

    “มีค่าตอบแทนกับคะแนนกิลด์ให้คนของข้าด้วยแล้วกัน”

    “ตกลงตามนั้น”

     

    จากนั้น สองชายชราก็นั่งคุยกันต่อยาวจนเกือบรุ่งเช้ารายงานจากทุกแหล่ง ข่าวลับ และเบาะแสจากเหตุการณ์ล่าสุด ค่อย ๆ ถูกถ่ายทอดให้จอมเวทรอยได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน…

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน