ตอนที่แปดสิบสี่เลโอนาร์ดที่เป็นที่นิยม
ผมอยากจะกุมขมับ แต่ผมต้องตั้งสติว่าที่ผมคุยด้วยตอนนี้คือคนจริงๆไม่ใช่ตัวละครในนิยาย
ที่ผมต้องอยู่ร่วมโลกกับคนพวกนี้ไม่ใช่แค่คนที่ผมจะปิดซี่รี่ย์ ปิดหนังสือ ปิดชีทคาแรกเตอร์แล้วผมจะถอยห่างจากคนพวกนี้ได้ไปในอีกมิติหนึ่ง
ตอนนี้พวกเธอคือคนที่อยู่ร่วมโลกและสูดลมหายใจบนโลกเดียวกันกับผม
เมื่อการกระทำของพวกเธอสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับผมไม่ใช่สิ่งที่สามารถปล่อยไปได้
เป็นเรื่องที่น่าตลกดีเหมือนกัน
แม็กนีโต้บอกไว้ว่าคนคนเดียวมีพลังทำลายเมืองได้ ก็เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยแล้ว
เราจะหยุดคนคนหนึ่งที่มีพลังเทียบเท่ากับทหารทั้งกองทัพได้อย่างไร?
คำตอบผมนั้นเรียบง่าย
ปฎิบัติต่อพวกนี้แบบเดียวกับที่ทำกับกองทัพศัตรูไม่ใช่กับคนธรรมดา
ผมไม่ได้ใช้หัวใจแต่ใช้สติปัญญาพยายามแก้ปัญหาที่ตนเองต้องเจอให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้
ตามเนื้อเรื่องต้นฉบับ นอกเหนือจากที่เลโอนาร์ดขอพรกับเทพเจ้าแห่งความรักให้สาวทั้งเมืองตกหลุมรักเขาได้โดยตรงแล้ว
ยังมีอีกสองสามเคสที่เชียร์ลีดเดอร์ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีราวกับภาพในฝันของราชาฮาเร็มทั้งที่ไม่ได้ล้างสมองด้วยเวทย์โดยตรงอย่างกรณีขอพรกับเทพแห่งความรักแต่ประการใด
อย่างแรกคือตอนได้แหวนมาและใช้พลังจากแหวนกระทืบเจ้าบิฟและหนุ่มนักกีฬากลายเป็นนักกีฬาโรงเรียนแทนพอพลังแหวนหมด โดนแอนนากระทืบ ทุกอย่างก็กลับสู่สถานะเดิม
อย่างสองถูกล็อตเตอรี่กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน ใช้เงินซื้อรถหรู จัดปาร์ตี้ซื้อของให้กับเหล่าสาวๆจนเป็นที่นิยม จากนั้นแอนนาได้ปราบปีศาจที่ก่อความเสียหายต่ออาคารสถานที่ต่างๆขึ้นและโยนค่าเสียหายให้เป็นความผิดของเลโอนาร์ดเลโอนาร์ดใช้เงินจนหมด ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิมเมื่อจบตอน
และมีอีกสองสามครั้งแต่ที่เห็นชัดคือสองเคสหากไม่นับการล้างสมองด้วยเทพเจ้าหรือปีศาจโดยตรง
ก็จะเป็นเรื่องที่สาวๆมาชอบเลโอนาร์ดโดยไม่ได้เกิดจากการล้างสมองด้วยเวทย์หรือเทพเจ้า
ส่วนสาวๆวิญญาณเจ้าหญิงอียิปต์โบราณ เทพธิดาบาสเต็ทและอื่นๆนั้นไม่นับเพราะไม่ใช่ผู้หญิงมนุษย์ปรกติ
“เราไม่ทำอะไรเขาเขาก็ไม่ทำอะไรเราหรอก”
คนที่คิดอย่างนั้นกลายเป็นเหยื่อของแวมไพร์ไปนับไม่ถ้วนแล้ว
คนเก่าแก่ในเมืองนี้มีแนวคิดเช่นนั้นคิดว่าใช้”ความไม่รู้”เป็นเกราะป้องกัน
ก็อาจจะป้องกันพวกภูตหรือปีศาจบางชนิดได้จริงๆ แต่มันป้องกันแวมไพร์ที่ไม่มีจุดอ่อนเรื่อง
”ความไม่รู้”
ว่าการกระทำของนางเอกเรื่อง “หนูมองเห็นค่ะ”ที่ทำเป็นมองไม่เห็นภูตผีต่างๆเพื่อปกป้องตนเองนั้นถูกต้องตามทฤษฎีแต่ทางปฎิบัติ ปีศาจมีหลายชนิดเกินไปจนการทำเป็นไม่รู้นั้นไม่สามารถปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของเราได้จริงๆ
หรือพวกแม่มดฝึกหัดอย่างพวกเชียร์ลีดเดอร์พวกนี้ไม่ได้
พวกเธอนั้นน่ากลัวกว่าแวมไพร์ตรงที่ไม่ถูกจำกัดด้วยการเชิญเข้าบ้านและเป็นคนที่มีชีวิตที่ด้วยสาเหตุบางประการคนบ้าชอบใช้กำลังอย่างแอนนายังไม่ตบพวกเธอโดยตรงแต่ใช้การพูดจากระแหนะกระแหนกันแทน
ทั้งที่คนธรรมดานั้นโดนผลักล้มกลิ้งไปแล้วอย่างกรณีเจ้าบิฟ
หนุ่มนักกีฬากล้ามโตกลับโดนแอนนาผลักกลิ้งอย่างง่ายดายแต่พอเชียร์ลีดเดอร์มาเกี่ยว แอนนาทำตัวเป็นนางเอกดราม่าเสียอย่างนั้น ปัดโธ่เดี๋ยวทุ่มด้วยเนโครโนมิคอน
พลังแขนล่ำๆของเธอก็ใช้เข้าไปสิตบแม่พวกนี้ให้กลิ้งแบบที่เธอทำร้ายเจ้าบิฟก็ไม่น่ามีใครหาเรื่องเธอแล้วล่ะ
อนิจจา บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันว่าที่ผู้หญิงหรือผู้ชายต่างกันนี่เพราะเอลดริธบีอิ้ง(ผมจำได้นะว่าโลกนี้เคยเป็นมิตินรกมาก่อนและเอลเดอร์ก็อดสร้างมนุษย์มาเพื่อเป็นอาหารหากเรายังไม่ลืมกัน)สร้างมาให้ช่วยกันหรือเปล่าในการแก้ไขปัญหาทีเกิดขึ้นแบบที่แรบไบต้องแต่งงานก่อนจึงจะมีการพิจารณาเป็นพิเศษเพราะมองว่าจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนชาวยิว
การมองจากแง่มุมของคนคนเดียวอาจจะไม่รอบด้านเท่ากับมีภริยาคอยช่วยเหลือคนในชุมชนไปด้วยกัน
เรามองคนอื่นว่าแก้ปัญหาง่ายๆไม่ได้เพราะเงื่อนไขและมุมมองของเราต่างกันนั่นเอง
อย่างตอนนี้หากผมตบพวกเชียร์ลีดเดอร์หรือข่มขู่ด้วยกำลังแอนนาคงมาหาเรื่องผมแน่นอน
เช่นนั้นคำตอบก็มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นหากผมต้องการให้เชียร์ลีดเดอร์มองผมในแง่ดีหรือฟังคำพูดของผมบ้าง
ขอโทษด้วยนะบิฟ กับหนุ่มนักกีฬาทั้งหลายแต่ลูกผู้ชายมันก็ต้องมีใจอดทนอย่างนี้ล่ะ
“ตกลงหากผมกระทืบเจ้าบิฟได้พวกเธอต้องฟังคำพูดของผมบ้างนะ”
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังไปทั่ว
“ฮิ ฮิฮิ อย่างเธอน่ะหรือจะทำได้”
และทุกคนในทีมเชียร์ก็หัวเราะตามมีแต่แอนนาและเทเลอร์เท่านั้นที่ทำหน้าแปลกๆ
ผมแอบส่งเสียงไปที่หูของแอนนา
“ให้ผมจัดการเจ้าบิฟในครั้งนี้และทำเป็นมองไม่เห็นทีเถอะ”
แอนนาทำหน้าตกใจเล็กน้อยแต่ก็ผงกศีรษะ
ผมอ่านฝีปากได้เป็นคำพูดว่า
“ครั้งนี้เท่านั้นนะ”