จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

    บทที่ 63 จตุรเวทปีหนึ่ง

    นักเวทฝึกหัดชายสามหญิงหนึ่ง ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ประจำตำแหน่งของตนเอง

    ลูคัส - ชายหนุ่มผู้ร้อนแรงทั้งรูปร่างและหน้าตา ดวงตาและเส้นผมสีแดงเพลิง สอดคล้องกับเวทไฟที่เขาเชี่ยวชาญ

    เฟรเดอริก - เจ้าชายน้ำแข็ง ผู้มีใบหน้างดงาม นัยน์ตาฟ้าคราม เส้นผมและผิวขาวราวหิมะ ใช้เวทน้ำแข็งได้อย่างช่ำชอง

    ไคลอา เอเธริออส - สาวน้อยผู้จริงจังแต่เปี่ยมเสน่ห์ นัยน์ตาและเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนคาราเมล โบกไหวทุกคราร่ายเวทลม

    สุดท้าย...ความธรรมดาท่ามกลางความโดดเด่น

    นิโคลัส - ชายหนุ่มผู้ไร้รูปลักษณ์สะดุดตา มีเพียงดวงตาและผมสีออบซิเดียนที่แซมด้วยปอยขาวด้านข้าง และเวทลมพื้นฐานที่เชี่ยวชาญ

     

    “เตรียมตัวให้ดี ผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่น ย่อมต้องแบกความคาดหวังมากกว่าใคร”

    สิ้นคำพูด อาจารย์เวทร่ายคาถาส่งพลังบางอย่างไปยังหุ่นธนูทั้งสี่ โดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นเวทชนิดใด

    “ระวัง... เริ่ม!”

     

    ทันใดนั้น หุ่นนักธนูทั้งสี่ปล่อยลูกธนูออกมาเป็นชุดจากทิศทางแตกต่าง ทำให้คนดูบนอัฒจันทร์พากันอุทานอย่างตกตะลึง

    “ต่อเนื่องสี่ดอกแยกทิศทาง บ้าไปแล้ว!”

    เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม แต่สายตาทุกคู่ยังจับจ้องแน่นิ่ง ไม่อาจละสายตาแม้แต่เสี้ยววินาที น่าเสียดายที่ทั้งสี่ต้องแสดงพร้อมกัน จึงไม่อาจแยกสังเกตใครได้ชัดเจน

     

    ลูกศรพุ่งจากสี่ทิศ ทั้งสี่เตรียมรับมือ

    ลูคัสเรียกบอลเพลิงขนาดใหญ่ขึ้นสี่ลูก...

    เฟรเดอริกสร้างกำแพงน้ำแข็งหนาแน่น...

    ไคลอาร่ายพายุลมหมุนป้องกันรอบตัว...

    และนิโคลัสเรียกเถาวัลย์ใบหนาทึบพุ่งขึ้นรับการโจมตีทันที...

     

    รอบแรกผ่านไป ทุกคนสามารถรับมือได้อย่างราบรื่น ทว่าทันทีที่คิดสวนกลับ ชุดลูกศรที่สองสี่ลูกก็ถูกยิงซ้ำเข้ามาอีก

    ลูคัสเผาลูกศรจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

    เฟรเดอริกทำให้ลูกศรแตกหักเมื่อปะทะกับกำแพงน้ำแข็ง

    ไคลอาปัดมันปลิวออกด้วยลมหมุน

    มีเพียงนิโคลัส ที่ใบไม้หนาหลายชั้นยังคงมีลูกศรปักแน่นอยู่ โดยรับไว้ได้ทั้งหมด

     

    สามคนแรกเริ่มร่ายเวทโจมตีสวนกลับทันที ยกเว้นนิโคลัสที่ยังคงรักษาเวทป้องกันเดิมไว้เช่นเคย

    ทว่า เวทของพวกเขายังไม่ทันถึงเป้าหมาย ลูกศรชุดที่สามก็ถูกยิงตามมาอีก และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... หุ่นธนูสามารถหลบการโจมตีได้ทั้งหมด

     

    “อาจารย์ให้พวกมันหลบด้วยหรือ!”

    เสียงร้องระงมจากผู้ชม แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำตำหนิ เพราะเกรงความโกรธของอาจารย์เวทผู้นั้น

    ลูคัสและเฟรเดอริกยังพอหลบหลีกลูกธนูได้ทันด้วยการเคลื่อนไหวรวดเร็ว ส่วนไคลอาเริ่มเสียจังหวะจนสะดุดล้มเพราะไม่ถนัดในการหลบหลีก

     

    ในขณะที่ทั้งสามคนแตกกระเจิง นิโคลัสยังคงยืนมั่น ไม่ไหวติง ใบไม้และเถาวัลย์ถูกควบคุมอย่างแม่นยำ ใช้ใบไม้รับลูกศรจากทุกทิศทาง

    หุ่นธนูยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ลูกธนูชุดที่สี่ถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ มีบางอย่างผิดแปลกออกไป

    ลูกธนูเปล่งแสงเรืองคล้ายมีคลื่นพลังบางอย่างห่อหุ้ม

    “ระวัง! ลูกศรบังคับทิศทาง!”

    นิโคลัสที่เคยเผชิญอาวุธชนิดนี้มาก่อน ร้องเตือนทันที

    “ไม่ต้องบอกข้าก็รู้!”

    ไคลอาสวนคำกลับไป แล้วร่ายเวทใบมีดสายลมขึ้นหลายชุด ควบคุมทิศทางเข้ารับมืออย่างรวดเร็ว

    “ขอบใจนิค ข้าแทบไม่ได้มอง”

    เฟรเดอริกกล่าว ขณะร่ายเวทสร้างกำแพงน้ำแข็งล้อมรอบตัวเป็นปราการรูปแบบใหม่

     

    ลูคัสไม่พูดอะไร เขาสร้างกรงล้ออัคคีขนาดใหญ่เท่าล้อรถม้าขึ้นมาสี่วง เรียงล้อมรอบตัวอย่างแน่นหนา สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดผิดปกติ

    นิโคลัสเพิ่มมานาเข้าเถาวัลย์ พวกมันเลื้อยหมุนวนรอบร่างอย่างเป็นระเบียบ ใบไม้บางส่วนขยับรอรับการปะทะ

    จบชุดที่สี่ เหงื่อซึมทั่วกาย เหล่าผู้ชมเห็นได้ชัดว่าคนทั้งสี่ตึงเครียดขึ้นมาก

     

    อาจารย์เวทเอ่ยเสียงเรียบ

    “รอบนี้จะเป็นรอบสุดท้าย จงใช้ทุกอย่างที่เจ้ามี”

    ทันที หุ่นซ้อมปล่อยลูกธนูครั้งละสองดอกพร้อมกัน ทิ้งช่วงเล็กน้อยก่อนปล่อยชุดที่สองและสามตามมา

     

    ลูกธนูสองดอกแรกไม่มีคลื่นเวทใดนอกจากเปลวไฟที่ลุกไหม้หัวศร

    นิโคลัสที่คุ้นชินกับธนูดี รู้ทันทีว่านี่คือ ‘ศรระเบิด’ และสิ่งอันตรายกว่าคือ “ฝุ่นควันหลังการระเบิด”

    “ระวังกลุ่มควันหลังระเบิด!”

    เขาตะโกนพลางควบคุมเถาวัลย์สองท่อน ฟาดใส่ลูกศรก่อนมันจะเข้าในระยะสิบเมตร

    เสียงระเบิดดังสนั่นกลางอากาศ ฝุ่นกระจายฟุ้ง แต่ไม่บดบังทัศนวิสัยเขาทั้งหมด

     

    คนอื่นแม้จะรู้ว่าเป็นศรระเบิด แต่ด้วยประสบการณ์ต่อสู้จริงที่ยังน้อย ทำให้ไม่มีใครนึกถึงผลจากกลุ่มควัน จึงใช้เวทเข้าปะทะโดยตรง จะเปลี่ยนแปลงก็ไม่ทัน ฝุ่นหนาก็พลันบดบังสายตาไปหมด

    ไคลอารีบเร่งร่ายเวทลมเพื่อปัดฝุ่นให้พ้นทาง แต่สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าทำให้หัวใจเธอหล่นวูบ

    ลูกศรสองดอกจากชุดถัดมาพุ่งเข้ามาทันที

    เธอเบี่ยงหลบแต่ไม่พ้น จนล้มกลิ้งไปบนพื้น ก่อนจะฝืนร่างลุกขึ้น ร่ายเวทกำแพงลมขึ้นตั้งรับทันที โดยยังไม่รู้ว่าลูกศรชุดสุดท้ายจะมาจากทิศไหน...

     

    ลูคัสที่สายตาถูกบดบังด้วยฝุ่น ไม่อาจมองเห็นทิศทางของลูกศรได้ชัดเจน จึงตัดสินใจย้ายตำแหน่งพร้อมร่ายเวทกำแพงไฟล้อมรอบตัว แม้จะต้องใช้มานามหาศาล แต่ก็สามารถแผดเผาลูกศรสองดอกให้มอดไหม้ไปทันที

    ด้านเฟรเดอริก แม้เขาก็ประสบปัญหาการมองเห็นเช่นกัน แต่กลับรับมือด้วยความสุขุม เจ้าชายหนุ่มร่ายม่านน้ำแข็งบาง ๆ ขึ้นรอบตัวเป็นชั้น ๆ คล้ายเรดาร์ธรรมชาติ เมื่อลูกศรพุ่งผ่านม่านชั้นแรก เขาก็สามารถจับทิศทางได้ทันทีและย้ายตำแหน่งหลบหลีกได้อย่างแม่นยำ

    ส่วนนิโคลัสซึ่งได้เปรียบกว่าเล็กน้อย เพราะฝุ่นไม่บังสายตาเขาทั้งหมด จึงยังมองเห็นทิศทางของลูกศรสองดอกถัดมา เขารับมือด้วยวิธีเดิม ควบคุมเถาวัลย์ให้ป้องกัน แล้วรอดูว่าลูกศรชุดสุดท้ายจะมีอะไรพิเศษกว่าที่ผ่านมา

     

    เสียงฮือฮาของผู้ชมบนอัฒจันทร์ยังไม่สงบลง พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น ความสามารถของจตุรเวทนั้นทิ้งห่างจากนักเรียนอันดับห้าอย่างชัดเจน

    ไม่มีใครคาดคิดว่า เพียงแค่คาบแรก จะต้องเผชิญการทดสอบที่โหดหินขนาดนี้ ความตื่นเต้นและความภาคภูมิใจที่ได้เข้าเรียนในสถาบันวาลเดียลา พลันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอ่อนด้อยและหวั่นเกรง

    ‘ต้องใช้เวลานานแค่ไหน...กว่าข้าจะเก่งได้อย่างพวกเขา’

    ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในใจของเหล่านักเวทฝึกหัดแทบทุกคน

     

    เหล่าเอลฟ์หนุ่มสาวที่แม้เงียบขรึมมาโดยตลอด ก็ยังไม่อาจละสายตาจากทั้งสี่ได้เช่นกัน ถึงพวกเขาจะไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบในวันนี้ เนื่องจากรูปแบบเวทของเผ่าเอลฟ์แตกต่างออกไปและต้องได้รับการฝึกเฉพาะทาง แต่ความสนใจที่มีต่อจตุรเวท กลับมีมากขึ้น

     

    และแล้ว...ลูกศรชุดสุดท้ายก็มาถึง

    ย่อมไม่ใช่ลูกศรธรรมดา ทั้งสี่เตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบคอบ

    เฟรเดอริกเพิ่มชั้นม่านน้ำแข็งรอบตัวอีกหลายชั้น

    ไคลอาสร้างพายุหมุนขนาดใหญ่เป็นเกราะป้องกัน

    ลูคัสเสริมพลังให้กำแพงเพลิงจนแน่นหนา

    ส่วนนิโคลัส...ซ่อนตัวในดงเถาวัลย์หนาทึบที่เขาสร้างขึ้นจนกลายเป็นป้อมปราการธรรมชาติ

     

    ทันทีที่ลูกศรอัคคีสองดอกพุ่งเข้าใกล้ เฟรเดอริกรู้สึกได้จากแรงสั่นสะเทือนที่แทรกผ่านม่านน้ำแข็ง เขาขยับตัวหลบทันที แต่ต้องตกตะลึงเมื่อลูกศรแยกตัวออกเป็นสี่ดอก และแยกอีกเท่าตัวเมื่อผ่านม่านน้ำแข็งชั้นถัดไป

    “อาจารย์...ท่านโหดเกินไปแล้ว!”

    เจ้าชายที่ปกติสุขุมหมดสิ้นความเยือกเย็น เขาตั้งหลักและร่ายเวทไม้ตาย ไม้เท้าน้ำแข็งส่องประกาย ก่อนฟาดลงพื้นอย่างแรง หิมะตกลงกลางอากาศหมุนวนกลายเป็นพายุ น้ำแข็งรวมตัวเป็นเกล็ดคมแข็งราวใบมีดนับร้อย หมุนสวนเข้าปะทะกับศรทั้งสิบหกดอกที่พุ่งผ่านชั้นที่สามเข้ามา

     

    ด้านลูคัส ซึ่งใช้มานาไปมากในการสร้างกำแพงอัคคี พอรู้ตัวว่ากำลังถูกโจมตี เขาก็เพิ่มพลังเข้าไปในเวทเพื่อเสริมความหนาแน่น หวังให้กำแพงไฟต้านศรน้ำแข็งได้

    แต่ศรน้ำแข็งที่โจมตีเขาไม่ได้ธรรมดา มันถูกออกแบบมาเพื่อต้านธาตุไฟโดยเฉพาะ สามารถทะลุกำแพงไฟได้หากพลังอัคคีไม่แข็งแกร่งพอ

    ศรดอกแรกสร้างรอยร้าว ศรถัดมาตามจุดเดิมทะลวงเข้ามาอีกลูคัสกัดฟันแน่น สภาพซีดเซียว มานาไหลออกไปอย่างควบคุมไม่ได้

     

    ไคลอา ผู้สร้างพายุลมหมุนป้องกันรอบตัว โดยตนเองยืนอยู่ตาพายุ เหมือนจะปลอดภัย...แต่แล้ว

    “อาจารยยยยย์!”

    เธอแทบกรีดร้อง เมื่อมองขึ้นไปด้านบนและเห็นลูกศรพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ตรงจุดศูนย์กลางพายุที่ตนยืนอยู่

    เธอไม่อาจขยับหนีได้ เพราะติดเวทของตัวเอง จะขยับพายุก็ช้าเกินไป ลูกศรทั้งสองยังคงตามมาอย่างแม่นยำ

    สุดท้าย เธอจำต้องสลายพายุหมุน แล้วร่ายเวทใหม่อย่างรวดเร็ว กำแพงลมพัดขึ้นรอบตัวเป็นเกราะสุดท้ายก่อนศรตกถึง

     

    ขณะเดียวกัน นิโคลัสในอันดับที่สี่ วิ่งหลบไปตามแนวเถาวัลย์ที่สร้างไว้ หวังให้ใบไม้ชะลอความเร็วลูกศรเหมือนก่อนหน้า

    แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ลูกศรติดไฟ! เผาทะลุเถาวัลย์อย่างง่ายดาย

    ‘โอ๊ย! ตาแก่นี่โหดจริง ๆ!’

    นิโคลัสทำได้เพียงสบถในใจ เพราะเกรงจอมเวทรอยจะได้ยิน

    เขาสังเกตว่าตัวเองเหลือเถาวัลย์อยู่น้อยมากแล้ว จึงรีบรวบรวมลูกศรสิบหกดอกที่เก็บไว้ก่อนหน้า แล้วใช้เถาวัลย์สะบัดศรสองดอกกลับไปหาหุ่นซ้อมด้วยแรงเต็มพิกัด

    จากนั้น รีบร่ายเวทกำแพงดินเหนียวขึ้นรับลูกศรอัคคีที่ตามเข้ามา เมื่อเห็นหุ่นซ้อมหลบการโจมตีไป พลังเวทที่ควบคุมลูกศรพลันสะดุด เขาจึงรีบใช้เถาวัลย์หักลูกศรอัคคีทั้งสองดอกอย่างแม่นยำ

    แม้ยังเหลืออีกสองดอกที่บินวนอยู่ แต่เขาก็เริ่มจับทางได้แล้วว่า หากรบกวนหุ่นซ้อม พวกมันจะเสียการควบคุมเหมือนนักล่าธรรมดา

    ‘รู้วิธีแก้แล้ว...แต่ควรจะใช้เลยดีไหม?’

    เขาเหลียวมองเพื่อนร่วมทีมทีละคน

    ‘แม่สาวน้อยนั่นดูมอมแมมไม่น้อย แต่สายตายังมุ่งมั่นอยู่ คงผ่านไปได้แน่’

    ขณะประเมิน เขาสั่งให้เถาวัลย์คอยสะบัดลูกศรครั้งละสองดอกเข้ารบกวนหุ่นซ้อม พร้อมกับสร้างเถาวัลย์เส้นใหม่เพื่อเตรียมรับมือลูกศรสองดอกที่เหลือ

    หากคนไม่มีประสบการณ์ อาจไม่สังเกตเลยว่า...ชายหนุ่มผู้นี้กำลังแบ่งสมาธิระหว่างการประเมินสถานการณ์ผู้อื่นและร่ายเวท

    ที่สำคัญ เวทของเขาไม่มีความอลังการใด ๆ เลย เพียงแค่...ให้เถาวัลย์โยนลูกธนูเท่านั้นเอง

    ‘เฟรดเน้นป้องกันมากเกินไป ถ้าเจอศัตรูที่ต้านเวทน้ำแข็ง ความได้เปรียบก็หายหมด อย่างที่เห็นนั่นแหละ’

    ‘เจ้านี่...บ้าพลังเหลือเกิน แต่ควบคุมไม่ได้เรื่อง’

    เขาส่ายหัวเบา ๆ เมื่อมองไปยังลูคัส แล้วกลับมาจดจ่อกับสถานการณ์ตรงหน้า

     

    เมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสามใกล้จัดการลูกศรสุดท้ายได้แล้ว นิโคลัสจึงยังไม่เร่งปิดฉาก ใช้วิธีสลับโยนลูกศรและวิ่งหลบไปเรื่อย ๆ ภายในดงเถาวัลย์

    เสียงจากผู้ชมเริ่มดังขึ้น

    “เจ้านั่น...กำลังทำบ้าอะไรน่ะ!?”

     

    หลายคนเริ่มจับสังเกตว่า นิโคลัสไม่ได้ร่ายเวทใดที่อลังการ เพียงใช้เถาวัลย์ขว้างลูกธนูใส่หุ่นซ้อมสลับกับการวิ่งหลบ แล้วป้องกันด้วยกำแพงดินเท่านั้น

    เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นบางเบา แต่กลับทำให้ผู้ชมที่ไม่ทันได้สังเกต ต้องหันไปมองเขาทันที

    เพียงครู่เดียว ลูคัสและเฟรเดอริกสามารถจัดการลูกศรดอกสุดท้ายได้ ต่อมา ไคลอาก็เสี่ยงใช้ใบมีดสายลมเข้าโจมตีหุ่นซ้อมได้สำเร็จ ก่อนลูกศรจะถึงตัวเธอ

    เมื่อเห็นทุกคนเสร็จแล้ว นิโคลัสจึงร่ายเวทกำแพงดินเหนียวขึ้นรับลูกศรสุดท้าย และสั่งให้ดินแข็งตัวทันทีเมื่อมันหุ้มลูกศรได้แล้ว

    พอทุกอย่างสงบลง ชายหนุ่มยังไม่ลืม เดินเก็บลูกธนูที่ยังสภาพดีบนสนาม แล้วส่งให้กับกลุ่มที่ดูแลอุปกรณ์

     

    จตุรเวททั้งสี่คนต่างมีสภาพที่ไม่สู้ดีนัก

    ลูคัส ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อโทรมกายจากการใช้มานาอย่างหนักหน่วง

    เฟรเดอริก เจ้าชายผู้เคยยิ้มแย้ม ตอนนี้ใบหน้าเคร่งเครียดและซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ไคลอา สาวมั่นที่เคยเปี่ยมพลัง ดูทุลักทุเลไม่น้อย แม้แววตายังมุ่งมั่น แต่แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว

    และสุดท้ายนิโคลัส ชายหนุ่มผู้มอมแมม ฝุ่นเกาะเต็มเส้นผม ลมหายใจหอบถี่อย่างชัดเจน แต่หากสังเกตดี ๆ จะพบว่าย่างก้าวของเขายังมั่นคงและไร้เสียง

     

    ทั้งสี่เดินมาตรงหน้าอาจารย์เวทตามคำเรียก เรียงแถวเบื้องหน้าอัฒจันทร์ ท่ามกลางสายตาของนักเรียนทั้งสนาม

    เสียงอาจารย์เริ่มกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม

    “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะคิดว่าข้าโหดเหี้ยม หรือชั่วร้ายเพียงใด เพราะหน้าที่ของข้า คือการทำให้พวกเจ้ารอดกลับมาจากสนามรบ”

    สายตาเฉียบคมกวาดผ่านนักศึกษาบนอัฒจันทร์

    “ทุกคนล้วนมีจุดแข็งจุดอ่อน จงฝึกจุดเด่นให้แหลมคม และพยายามลดทอนจุดด้อย เวทหลักต้องแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญ เวทรองต้องแม่นยำและหวังผลได้”

     

    จากนั้นเขาหันกลับไปหาจตุรเวท และเริ่มวิจารณ์ตรงไปตรงมา

    “พวกเจ้าคือเสาหลักของนักเวท ทั้งในสถาบันและจักรวรรดิ จงอย่าลืมว่าภาระของพวกเจ้า ย่อมหนักกว่าใคร”

    เขาหันไปหาลูคัสเป็นคนแรก

    “เจ้าใช้เวทใหญ่ได้รุนแรงก็จริง แต่ไร้ความละเอียด หากมานาหมดกลางสนามรบ เจ้าจะทำเช่นไร? หวังให้สหายมาคอยประคองหรือไง?”

     

    ก่อนที่ลูคัสจะตอบ เขาหันไปหาเฟรเดอริกทันที

    “เจ้าแม้ควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่กลับไม่ร่ายเวทโจมตีแม้แต่ครั้งเดียว เพราะรู้ว่าหุ่นต้านทานเวทน้ำแข็งใช่ไหม? ถ้าเจอศัตรูที่ต้านธาตุเจ้าได้ เจ้าก็ไร้ทางสู้ จงเรียนรู้ประยุกต์ใช้เวทน้ำแข็งเข้ากับเวทธาตุอื่นซะ”

     

    จากนั้นเขาหันไปยังไคลอา

    “เวทลมไม่ใช่แค่เครื่องมือทำลายล้าง แต่มันสามารถโอบอุ้มสิ่งใดก็ได้ หากเจ้าใช้สายลมควบคุมเข็มเล่มเล็กได้ วันนั้นเจ้า...จะเป็นผู้ครองพายุโดยแท้”

    พอพูดจบ เขาหันไปมองนิโคลัสชั่วครู่...ก่อนจะหันกลับไปทางอัฒจันทร์อย่างไม่พูดอะไร

     

    ทุกคนเงียบงัน แม้แต่นิโคลัสเองยังขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “อาจารย์...แล้วข้าล่ะ?”

    อาจารย์รอยหยุดนิ่ง แล้วหันกลับมาช้า ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ถ้อยคำนั้นกลับแหลมคมยิ่งกว่าศรทั้งหมดก่อนหน้านี้...และเขาก็ไม่อาจโต้ตอบได้

    “เมื่อเจ้าเอาจริง ข้าถึงจะบอกได้”

     

    ราวกับเวลาหยุดเดิน ทุกสายตาจับจ้องมายังนิโคลัสเป็นตาเดียว

    “เขายังไม่ได้เอาจริง...?”

    ลูคัสกัดฟันกรอด สายตาที่จ้องมองมาเหมือนจะพูดว่า

    ‘ข้าจะไม่ยอมแพ้เจ้าเด็ดขาด’

    เฟรเดอริกส่ายหน้าเบา ๆ อย่างอ่อนใจ เจ้านี่มันประหลาดเกินไปจริง ๆ

    ไคลอา ถึงกับเบนเป้าหมายจากอันดับหนึ่งและสอง มาเป็นนิโคลัสในทันที อันดับสี่คงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาแน่นอน

     

    อาจารย์รอยสั่งให้ทั้งสี่กลับที่ พร้อมเรียกกลุ่มที่มาสายให้นำอุปกรณ์ไปเก็บ

    ระหว่างรอการจัดเก็บ เฟรเดอริกบ่นพึมพำเบา ๆ ขณะนั่งลงข้างนิโคลัส

    “ข้าต้องไปถามพ่อแม่ให้รู้ให้ได้ ว่าอาจารย์คนนี้เป็นใครกันแน่...”

    นิโคลัสพยักหน้ารับแบบไม่สบอารมณ์ สีหน้ายังขุ่นเคืองไม่หายจากคำพูดแทงใจของอาจารย์รอย

    เฟรเดอริกเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง

    “ฮ่า ๆ ๆ ข้ารู้แล้วล่ะ จุดอ่อนของเจ้าคืออาจารย์ใช่ไหม? ขนาดจะบ่นยังไม่กล้าเลย!”

    “เงียบไปเลย ข้าอารมณ์ไม่ดีอยู่”

    เจ้าชายรู้ว่าควรหยุดแกล้งตรงไหน จึงเปลี่ยนเป็นเพียงแค่ยิ้มหยอก

     

    เมื่ออุปกรณ์ทั้งหมดถูกเก็บเรียบร้อย อาจารย์รอยก็เริ่มกล่าวต่อ

    “ท้ายคาบนี้ ข้าเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนเวท ใครมีคำถามยกมือขึ้น”

    ห้องเรียนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้ายกมือ เพราะยังไม่หายผวาจากบทเรียนแสนโหดที่ผ่านมา

     

    ผ่านไปเกือบนาที จู่ ๆ ก็มีมือน้อย ๆ ยกขึ้น

    ไม่ใช่ใครอื่น ไคลอา สาวน้อยผู้ไม่เคยกลัวความท้าทาย

    เมื่ออาจารย์พยักหน้าอนุญาต เธอลุกขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง

    “อาจารย์...ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ? พวกเรายังไม่รู้เลย”

    ชายชรานิ่งไปเล็กน้อย เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

    “ข้าชื่อ...รอย”

     

    เธออยากถามสกุลต่อ แต่ก็ไม่กล้า จึงขออนุญาตถามอีกคำถามแทน

    อาจารย์รอยเห็นว่ายังไม่มีใครอื่นยกมือ จึงพยักหน้าให้เธอถามต่อ

    ไคลอาหันไปมองนิโคลัสทันที

    ชายหนุ่มที่รู้สึกถึงการจ้องมอง จึงหันมองกลับไปทางที่มา ก่อนจะพึมพำเบา ๆ

    “แม่คุณ...จะเอาอะไรกับข้าอีกเนี่ย”

    เฟรเดอริกที่เห็นฉากนั้น หัวเราะพรวดออกมาอย่างสะใจ

     

    แล้วเสียงของไคลอาก็ดังขึ้น ก้องทั่วสนาม

    “ท่านอาจารย์...ข้าอยากรู้ว่า ข้าจะสู้เขาได้ไหม?”

    ทั้งสนามนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ เมื่อคำถามที่ไม่คาดคิดกระแทกโสตของทุกคน

    คล้ายกับเรื่องจอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์ ที่คุณอ่าน