หลังจากออกจากโรงอาหารทั้งสองเดินไปตามทางเดินที่ทอดยาวระหว่างอาคารเรียนแสงแดดยามเที่ยงส่องผ่านกิ่งไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงรายสองข้างทางเงาใบไม้ทอดลงบนพื้นปูเป็ลวดลายสั่นไหวตามแรงลมอ่อนๆเสียงนักเรียนจากโรงอาหารค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ จนเหลือเพียงเสียงฝีเท้าของทั้งสอง
แนนโน๊ะเดินนำอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย มือสองข้างไขว้ไว้ด้านหลังดูเป็ท่าทางที่สบายๆ สายตามองตรงไปข้างหน้าราวกับเดินชมบรรยากาศมากกว่าจะมีจุดหมาย ส่วนริวเดินตามมาด้านหลังไม่ไกลนักคำพูดในโรงอาหารยังวนเวียนอยู่ในหัว คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตาหนี ลึกๆในใจเขาอยากถามแต่ก็ยังไม่กล้าพอ เพราะกลัวว่าเธอจะรำคาญหากเขาเซ้าซี้อยู่แบบนี้
ทั้งสองเดินเงียบๆอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งแนนโน๊ะหยุดฝีเท้าลงกะทันหันริวที่กำลังเหม่อเกือบจะเดินชน แต่ก็ยังดีที่เขาชะงักฝีเท้าได้ทัน แล้วเงยหน้าขึ้นเห็นว่าแนนโน๊ะหันกลับมามองเขาแล้วเธอก็พูดขึ้น
“ริวคะ”
“ครับ…”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “ตอนที่ริวยังอยู่กับคุณพ่อคุณแม่…ริวเป็ยังไงบ้างเหรอคะ”
คำถามนั้นทำให้ริวชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกถามเื่นี้แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองไปข้างหน้าเล็กน้อย
“ตอนนั้นเหรอครับ…” เสียงของเขาเบาลงั์ตาก้มมองต่ำ ราวกับกำลังค้นความทรงจำ แล้วจึงพูดต่อ “ผมก็…เป็เด็กธรรมดาคนนึง ที่มีพ่อของผมทำอาชีพเป็นักมายากล…”
พอได้พูดถึงเื่นั้นแล้วน้ำเสียงของเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนไป ริวเงยหน้าขึ้น เหมือนกำลังมองเห็นภาพในอดีต พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนที่ผมยังเด็ก วันนั้นผมเลิกเรียนเร็วเลยได้ไปดูพ่อแสดงโชว์ที่โรงละคร”
“ผมยังจำได้เลยครับ…ตอนที่ม่านเวทีเปิดออก”
“โชว์วันนั้นสวยมากครับ ไฟบนเวทีสว่างไปหมดมีผู้ชมเต็มโรงละคร และ… พ่อของผมยืนอยู่ตรงนั้น ตรงกลางเวที”
ในตอนนั้น สำหรับริวทุกอย่างมันดูเหมือนเวทมนตร์จริงๆราวกับพ่อของเขาเสกขึ้นมา ทั้งไพ่ที่หายไป นกพิราบที่โผล่ออกมาจากกล่องมายากล และภาพแสง สี เสียง ทุกอย่างมันลงตัวไปหมด
“แต่โชว์พวกนั้นจะไม่สมบูรณ์เลยถ้าไม่มีแม่ของผม” ริวเหลือบมองแนนโน๊ะเล็กน้อย พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ“แม่เป็ผู้ช่วยของพ่อ เวลาพ่อทำการแสดง แม่จะคอยช่วยอยู่ข้างๆตลอด”
“ทั้งสองคนดูเข้ากันมากเลยครับ”
“ทุกครั้งที่การแสดงจบลง… เสียงปรบมือของผู้ชมก็ดังลั่นไปทั้งโรงละคร”
ริวหลับตาลง ราวกับนึกถึงภาพในครั้งนั้น ที่จุดประกายให้กับเขา“ั้แ่ตอนนั้น ผมเลยคิดว่า… สักวันหนึ่ง ผมจะเป็นักมายากลเหมือนพ่อให้ได้ครับ”
แม้ปกติริวจะเป็คนพูดน้อย แต่เมื่อพูดถึงครอบครัวของตัวเองแล้วคำพูดของเขากลับไหลออกมามากมาย นั่นจึงทำให้ริวลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิงแนนโน๊ะยืนฟังเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“ดูเหมือนแนนโน๊ะจะถามถูกเื่เลยนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งแซว
ริวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเขินๆ “จริงด้วยครับ” เขาเกาหลังศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ “แฮ่ๆ พอพูดถึงเื่นั้นแล้ว มันก็ทำให้ผมนึกถึงวันเก่าๆน่ะครับผมลืมตัวเลยพูดมากไปหน่อย…” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “ต้องขอโทษด้วยนะครับ…ที่ทำให้คุณต้องมาทนฟังเื่ส่วนตัวของผม”
แนนโน๊ะส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มพลางมองมาด้วยแววตาใสๆเหมือนเคย“ไม่หรอกค่ะ แนนโน๊ะชอบฟังได้ค่ะ”
ริวมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ“แล้วคุณล่ะครับ คุณมีคนที่รักมากที่สุดในชีวิตบ้างไหม”
ประโยคคำถามนั้น ทำให้แนนโน๊ะนิ่งไปชั่วขณะเธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้น
“เขาก็แค่หัวขโมยคนนึง ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ริวเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พร้อมกับมุมปากข้างหนึ่งที่ยกยิ้ม“หัวขโมยเหรอครับ” เขาแคงหน้า ก่อนจะถามเชิงแซว “แล้วหัวขโมยคนนั้น…ได้ขโมยหัวใจของคุณไปด้วยหรือเปล่าล่ะครับ”
สิ้นสุดประโยคนั้น แนนโน๊ะหลุดยิ้มออกมาบางๆก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะเบาๆพร้อมกัน บรรยากาศรอบตัวดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย แต่เสียงหัวเราะนั้นก็จางหายไปในไม่ช้าแล้วริวจึงพูดต่อด้วยเสียงของเขาเบาลง
“แต่หลังจากนั้น…”
เขาพูดเพียงเท่านั้น แล้วเบนสายตาลงมองพื้นแนนโน๊ะรู้ทันทีว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น เธอจึงไม่ได้ถามต่อ แล้วค่อยๆก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆระยะห่างระหว่างพวกเขาสั้นลง ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้นช้าๆแล้วลูบไปที่ข้างแก้มของเขาเบาๆเป็การปลอบโยนที่ไร้เสียงแต่อ่อนโยนจนริวเคลิ้มตามไป
หัวใจของเขาเต้นเป็จังหวะที่ช้าลงเล็กน้อยภาพ่เวลาในอดีตซ้อนทับขึ้นมาบนโลกปัจจุบัน
ในตอนที่ยังเป็เด็ก ทุกครั้งที่ร้องไห้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรมือของแม่จะลูบแก้มเขาอย่างอ่อนโยนแบบนี้เสมอ ภาพจำนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในใจดวงตาของริวสั่นระริกเขาจับมือของแนนโน๊ะไว้ก่อนจะเอนหน้าแนบลงกับฝ่ามือของเธอโดยไม่รู้ตัวความอบอุ่นนั้นคล้ายกับว่าผู้เป็แม่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้
แต่ความเงียบที่อบอุ่นนั้นกลับอยู่ได้เพียงไม่นานทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขอโทษนะ พี่มาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ริวได้สติกลับมาเขารีบปล่อยมือที่จับมือของแนนโน๊ะออกทันที แล้วผละตัวออกมาราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ก่อนจะหันไปมองเ้าของเสียง แล้วก็พบว่าธันวายืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลนักสายตาของรุ่นพี่มองมาที่ทั้งสองคนด้วยสีหน้ากึ่งขำ
ริวสะดุ้งแล้วรีบตอบไปในทันที “ปะ…เปล่าครับไม่มีอะไร”
ธันวาเลิกคิ้วสูง เหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนักแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาเดินเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ดี งั้นช่วยหลีกทางหน่อย”
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของธันวาต่อมาร่างของนักเรียนชายหลายคนก็ปรากฏขึ้นพวกเขากำลังช่วยกันถือกล่องและอุปกรณ์บางอย่างเดินมาตามทางเดิน เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วริวกับแนนโน๊ะรีบก้าวถอยออกไปด้านข้างทันที
นักเรียนกลุ่มนั้นเดินผ่านพวกเขาไปทีละคนบางคนถือกล่องพาน บางคนถือเสื่อ บางคนถือธูปเทียน เสียงฝีเท้าหนักๆเหยียบลงบนพื้นปูนดังกึก…กึก… เป็จังหวะไปตามกัน
เมื่อพวกเขาเดินผ่านไปแล้ว ความเงียบก็กลับมาปกคลุมอีกครั้งริวมองตามแผ่นหลังของนักเรียนกลุ่มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
“พวกเขากำลังขนของไปทำอะไรเหรอครับ”
ธันวาหันมามองเล็กน้อยก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ก็อาทิตย์หน้าทางโรงเรียนจะจัดงานทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่น่ะสิ”
“ทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่เหรอครับ…”ริวถามพลางขมวดคิ้ว
ธันวาพยักหน้า “ใช่โรงเรียนเราจัดแบบนี้ทุกปีนั่นแหละ” เขายักไหล่ขึ้นเบาๆ“ผอ.อยากให้จัด บอกว่าจะได้เป็สิริมงคลให้การเรียนการสอนราบรื่น ตามความเชื่อของเขา”
“ผอ.นี่… ดูเป็คนสายบุญจังนะคะ”แนนโน๊ะพูดแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ
ธันวาหัวเราะเบาๆ “ฮ่าๆก็ประมาณนั้นแหละ”
ริวไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายังคงมองไปทางที่นักเรียนกลุ่มนั้นเดินจากไปแผ่นหลังของพวกเขาค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จากระยะห่างที่ไกลออกไป จนเกือบลับสายตา แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรแต่ในใจของเขากลับรู้สึกแปลกๆ ก่อนที่ธันวาจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“อ้อ แล้วก็… ก่อนวันงานพี่อยากให้น้องมาช่วยอีกแรงด้วย ถ้าว่างนะ งานจะได้เสร็จเร็วๆ”
ริวชะงักเล็กน้อย เขาไม่ได้รู้สึกอยากเข้าร่วมเท่าไรนักแต่ในเมื่อรุ่นพี่เป็คนชวนตรงๆ เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ
“…ครับ”
ธันวายิ้มบางๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ริวเบาๆ “งั้นพี่ไปล่ะ” พูดจบเขาก็หันหลังแล้วเดินจากไปตามทางเดิน
ไม่นานนักร่างของเขาก็หายลับไปตรงมุมอาคาร เหลือเพียงริวกับแนนโน๊ะที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่งแต่ในหัวของริวกลับเต็มไปด้วยความคิด
ทำไมต้องจัดทำบุญด้วยล่ะครับ ถ้าผอ.ตั้งใจทำเพื่อโรงเรียนจริงๆ ทำไมไม่เอาเวลาไปตามหานักเรียนที่หายตัวไปบ้างเห็นบอกว่ามีหายทุกปีเหมือนกันนี่นะ
แต่เขาไม่ได้พูดมันออกมาเพียงเก็บไว้ในใจ ไม่นานหลังจากนั้น เสียงออดก็ดังขึ้นทั่วโรงเรียน เป็สัญญาณว่า่พักเที่ยงกำลังจะจบลง
ริวหันไปมองแนนโน๊ะ แล้วพูดขึ้น “หมดเวลาพักเที่ยงแล้วกลับห้องกันเถอะครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับไปยังอาคารเรียนด้วยกันท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่เริ่มส่องลงมาบนทางเดินของโรงเรียนอีกครั้ง
ณ ห้องเรียน ม.5/1
เมื่อทั้งสองมาถึงหน้าห้องเพื่อนส่วนใหญ่กลับเข้ามานั่งที่โต๊ะกันแล้ว และครูอุสาก็ยืนอยู่หน้าห้องเรียบร้อยริวหยุดอยู่หน้าประตู
“ขออนุญาตเข้าห้องครับ”
ครูอุสาหันมามองทั้งสองคนแล้วผายมือเล็กน้อย “เชิญจ้า”
ทั้งสองเดินเข้าไปเงียบๆแล้วแยกย้ายกันไปนั่งยังโต๊ะประจำของตัวเอง เมื่อเห็นว่านักเรียนกลับเข้าห้องกันครบแล้วครูอุสาจึงพูดขึ้นก่อนจะเริ่มสอน
“ก่อนที่เราจะเริ่มเรียนกันครูมีเื่จะบอกนิดหน่อยนะ”
“อาทิตย์หน้านี้ ทางโรงเรียนของเราจะจัดงานทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่เหมือนทุกปี”
“ให้นักเรียนแต่ละคนสามารถเตรียมของมาใส่บาตรได้ตามสะดวกนะจ๊ะหรือใครไม่สะดวกก็ไม่เป็ไร”
ครูอุสาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพก่อนจะกวาดสายตามองนักเรียนทั่วห้อง จากนั้นสายตาของเธอก็หยุดลงที่แนนโน๊ะ แล้วส่งยิ้มให้
“แนนโน๊ะก็ด้วยนะ เธอเพิ่งมาเรียนที่นี่ปีแรกอาจจะยังไม่คุ้นกับกิจกรรมของโรงเรียน ถ้าอยากร่วมทำบุญก็เตรียมของมาได้นะจ๊ะ”
แนนโน๊ะตอบรับอย่างสุภาพ “ค่ะ”
จากนั้นเธอก็ค่อยๆหันศีรษะไปทางด้านหลังของห้อง สายตาของเธอมองไปที่ริว ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“ริวก็อย่าลืมเตรียมมาด้วยนะคะ”
“ครับ” ริวตอบด้วยเสียงเบา
เมื่อพูดจบครูอุสาก็เริ่มเข้าสู่บทเรียนของคาบบ่ายทันที เวลาผ่านไปทีละชั่วโมง สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ม่านบางขยับเบาๆ บรรยากาศในห้องเงียบมีเพียงเสียงครูอธิบายบทเรียนและเสียงปากกาจดตาม จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเลิกเรียน ครูอุสาปิดหนังสือในมือก่อนจะพูดขึ้น
“การบ้านวันนี้ ครูให้นักเรียนทุกคนไปทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะจ๊ะแล้วส่งในชั่วโมงหน้า”
เสียงถอนหายใจเบาๆดังขึ้นประปรายทั่วห้องครูอุสาปิดหนังสือแล้วมองนักเรียนอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็เตรียมเก็บของกลับบ้านได้เลยจ๊ะ”
ทันทีที่พูดจบ หัวหน้าห้องก็ลุกขึ้นยืน “นักเรียนทั้งหมดเคารพ!”
ทั้งห้องลุกขึ้น แล้วพูดพร้อมกัน “ขอบคุณครับ/ ค่ะ”
ครูอุสาพยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องไปทันทีที่ประตูปิดลง เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นอีกครั้งนักเรียนทยอยเก็บของและเดินออกจากห้อง
ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะเงียบๆความคิดเริ่มวางแผนต่อไป วันนี้ผมน่าจะลองไปดูห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง บางทีอาจจะเจอเบาะแสเพิ่มก็ได้
ริวเหลือบมองไปทางโต๊ะของแนนโน๊ะที่มีเพื่อนอีกสองสามคนยืนมุงอยู่เขานั่งอยู่ที่เดิม ปล่อยให้เพื่อนในห้องทยอยเดินออกไปทีละคน ระหว่างนั้น ในใจก็ลุ้นอยู่ว่า
จะมีใครมาชวนคุณไปทำการบ้านอีกไหมนะ…
เวลาผ่านไปไม่นาน นักเรียนในห้องก็ค่อยๆออกไปจนเกือบหมดเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องมากนัก ริวจึงเก็บหนังสือใส่กระเป๋าก่อนจะสะพายมันขึ้นบ่า จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหยุดอยู่ทางด้านข้างโต๊ะของแนนโน๊ะ
“แนนโน๊ะครับ… พอดีว่าผมว่าจะไปทำการบ้านที่ห้องสมุดผมเลย… อยากชวนคุณไปด้วย”
แล้วหลังจากนั้น…อาจจะลองไปดูห้องเก็บเอกสารอีกสักครั้ง ริวในใจ
แนนโน๊ะเงยหน้ามอง ก่อนจะยิ้มบางๆ “ขอโทษนะคะริววันนี้แนนโน๊ะต้องกลับบ้านเร็ว”
คำตอบนั้นทำให้ริวชะงักเล็กน้อย มันไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดไว้แล้วคิดเพียงว่าครั้งนี้เธอคงมีธุระจริงๆ และไม่อยากบอกตรงๆก็ได้ แต่ริวไม่ได้ถามอะไรต่อเขาเพียงยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจ เขาพยักหน้าเบาๆ
“อ๋อ…ครับ ไม่เป็ไร งั้น… ผมไปก่อนนะครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้า “พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”
“ครับ…”
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลงริวก็หันหลังเดินออกจากห้องเรียนไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆห่างออกไปตามระเบียงทางเดิน จนความเงียบเข้าปกคลุมห้องเรียนอีกครั้งทว่าแนนโน๊ะยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหนดวงตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเหล่าเด็กนักเรียนเดินพลุกพล่านอยู่ด้านล่าง
แต่โบว์สีแดงที่ผูกอยู่บนผมมัดหางม้าของนักเรียนหญิงคนหนึ่งกลับดูโดดเด่นกว่าสิ่งอื่นใด
ที่ทางเดินหน้าห้องเต็มไปด้วยนักเรียนที่ทยอยกลับบ้านเสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วโถง กระแสของนักเรียนส่วนใหญ่ไหลไปยังประตูทางออกแต่ริวกลับเดินสวนทาง มุ่งหน้าไปยังห้องสมุด
วันนี้… ผมคงต้องไปคนเดียวสินะครับ
แต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ชื่อของคนคนนึงก็ดังขึ้นในหัว
ยูริ…
ฝีเท้าของริวช้าค่อยๆลงหัวใจเหมือนหล่นวูบลง ริวหยุดเดินไปชั่วขณะ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาตั้งใจจะดูเวลา แต่ยังไม่ทันมองหน้าจอ เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นก่อน
[SMS แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตรายเดือนของคุณจะหมดอายุวันนี้เวลา 20:26 น.]
ริวอ่านมันเงียบๆก่อนจะกดปิดหน้าจอ แล้วเก็บโทรศัพท์กลับลงในกระเป๋ากางเกงตามเดิม
ริวถอนหายใจแ่ๆ “เฮ้อ…”
ทีแรกเขาคิดว่าหลังเลิกเรียนจะไปนั่งทำการบ้านที่ห้องสมุด แต่พอเห็นข้อความนั้นแล้วเขาก็เริ่มคิดใหม่
เน็ตหมดวันนี้… เห็นทีผมคงต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟข้างๆสักหน่อยแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาเติมเน็ตใช้ต่อ
ริวเงยหน้ามองออกไปนอกทางเดินแสงแดดยามเย็นสาดเข้ามาในอาคารเรียน เขาหันกลับแล้วเดินตามกลุ่มนักเรียนที่ทยอยออกไปยังประตูโรงเรียน ทันใดนั้น ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นจากข้างหลัง
“ริว”
เสียงนั้นคุ้นหู ริวหันไปมอง เห็นว่าธันวาเดินตามอยู่ไม่ไกลแล้วเร่งฝีเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ริวสังเกตว่ารุ่นพี่ดูเหนื่อยๆหน่อย
“กำลังจะกลับบ้านเหรอ” ธันวาถามขึ้น
ริวพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ”
“งั้นว่างไหม พอดีพี่กำลังหาคนมาช่วยของที่บ้านนิดหน่อยน่ะ”
“เอ่อ…วันนี้ผมว่าจะไปทำงานพาร์ทไทม์ครับ”
“เอาน่าริว… ช่วยหน่อยไม่นานหรอกแป๊บเดียวเอง”
ประโยคนั้นทำให้ริวนิ่งไปครู่หนึ่งสีหน้าเขาไม่ได้บอกว่าอยากไป แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาธันวาเห็นท่าทีนั้นก็รีบพูดต่อทันที
“งั้น… เดี๋ยวพี่ให้เงินเหมือนทำงานพาร์ทไทม์”
ริวลังเลเล็กน้อย แล้วจึงตอบ “…ก็ได้ครับ”
“ดี งั้นไปกันได้แล้ว”
หลังจากนั้น ทั้งสองเดินออกไปยังประตูโรงเรียนด้วยกันถนนหน้าโรงเรียนเริ่มมีรถวิ่งผ่านมากขึ้นตาม่เวลาเลิกเรียน ยืนรออยู่ไม่นานรถยนต์คันหนึ่งก็เข้ามาจอดข้าง มีคนมาเปิดประตูแล้วพยักหน้าให้ริว
“ขึ้นมาเลย”
ริวพยักหน้าเบาตอบรับ ก่อนจะขึ้นไปนั่งในรถไม่นานนัก รถคันนั้นก็ขับออกจากหน้าโรงเรียน มุ่งหน้าไปยังบ้านของธันวา