“คุณสวีครับเท่าที่ผมทราบมาคำขอที่ยื่นต่อท่านอาวุโสปี้ปัวมีเยอะถึงหลายสิบเรื่อง มีทั้งของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ขั้นจู้จี การพิจารณาคำขอของเขานอกจากจะต้องเป็นเรื่องที่เขาสนใจแล้วจะต้องเป็นเรื่องที่เขามั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานั้นได้สำเร็จนอกจากนี้เขาไม่มีทางคดโกงเด็ดขาด ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนนั้นจะมีฐานันดรเป็นอย่างไร”
สวีหยางอี้รับยาปลีกวิเวกเม็ดสุดท้ายที่หลี่จงหยวนส่งมาให้“เม็ดสุดท้ายแล้วเหรอ?”
“คุณสวีหยางอี้ครับ...ผมจะพยายามหาวิธีอื่นมา
สวีหยางอี้พยักหน้า“หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน ฉันจะไปที่บึงบงกชจตุทิศด้วยตัวเอง”
“ครับ!”
เขายืนขึ้นพลางรับยันต์ชะล้างร่างกายมาแล้วเดินเข้าห้องฝึกตนไปอย่างไม่ลังเล
ปีศาจเก่าแก่ระดับนี้...หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นปีศาจระดับพื้นๆการที่กล้าทำธุรกิจให้คำปรึกษาอย่างเอิกเกริกขนาดนี้ซ้ำยังไม่เลือกว่าเป็นมนุษย์หรือปีศาจ คงใช่ว่าอีกฝ่ายไม่กลัวตายแต่อีกฝ่ายมั่นใจในพลังของตัวเองต่างหาก!
แม้อีกฝ่ายจะนิ่งสงบมาตลอดหลายพันปีแต่เขาจะต้องเตรียมการรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาอย่างแน่นอน
สวีหยางอี้นั่งลงด้านหน้าเตาหลอมการที่เขาต้องรออีกหนึ่งเดือน ก็เพราะ...
เขาต้องการเลื่อนขั้นบรรลุตบะเสียก่อน!
เขาควรเลื่อนขั้นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วแต่กลับถูกใครบางคนขัดขวางเสียก่อน แม้ผลข้างเคียงจากการเลื่อนขั้นไม่สำเร็จอาจจะไม่สร้างความเสียหายให้รากฐานพลังก็ตามแต่ก็ทำให้ผู้ฝึกตนคนนั้นสูญเสียพลังปราณไปส่วนหนึ่ง
นี่ก็ผ่านมาแล้วครึ่งปีที่ต้องระหกระเหินหนีการตามล่ามาโดยปราศจากการช่วยเหลือจากเทียนเต้า ในที่สุดสวีหยางอี้ก็ดูดซับพลังปราณที่สูญเสียไปกลับมาได้สักทีและจากการฝึกฝนควบคุมกระแสลมที่เริ่มชำนาญขึ้น ณจุดทะเลลมปราณของเขาก็แผ่ซ่านความรู้สึกอันเต็มเปี่ยมออกมาอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ทักษะการควบคุมไฟคือการควบคุมกระแสและทิศทางของลมได้อย่างละเอียดและแม่นยำ นับว่าเป็นวิชาแรกที่สวีหยางอี้เริ่มฝึกจากคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เล่มนี้และเมื่อไหร่ที่ทำได้ เกรงว่าทักษะอื่นๆ คงใช้เวลาฝึกไม่นานเท่านี้
ก่อนแหวกผ้าม่านความคลุมเครือของอาวุธราชันย์เข้าไปพบกับความจริงก็ควรจะมีไพ่ตายบางอย่างติดตัวไปบ้างก็ดี
สวีหยางอี้ยังไม่เริ่มฝึกวิชาอีกครั้งในทันทีเขาได้แต่นั่งจัดการความคิดตัวเองอยู่เงียบๆ
“เงินใช่ว่าได้มาจากการประหยัด แต่ได้มาจากการทำงานหา...” เขาพูดพึมพำอยู่กับตัวเอง “ขยายต้นน้ำให้กว้างขึ้นตัดห้วยฝ้ายให้น้อยลง[1] ถ้าจะให้ประหยัด ก็คงทำไม่ได้สู้เอาจุดแข็งของตัวเองไปเสนอตัวร่วมงานกับคนอื่นดีกว่า”
“ใครจะไปสนว่าเขาเป็นใครจะปีศาจ มนุษย์ธรรมดาหรือผู้ฝึกตน ขอเพียงยึดมั่นในความตั้งใจเดิมคนอื่นจะว่าอย่างไรใครจะไปสน”
คนอื่นหัวเราะเยาะฉันเพราะคิดว่าฉันเป็นบ้าเสียสติ ฉันหัวเราะเยาะกลับเพราะคิดว่าพวกเขาช่างตื้นเขินเบาปัญญา
เขาอมยิ้มพลางหลับตาลงพลังจิตอันกล้าแกร่งพลันตื่นขึ้นทันที!
หลังจากฝึกฝนอย่างอยากลำบากในตลอดครึ่งปีมานี้พลังจิตของเขาแกร่งกล้ายิ่งนัก อาณาเขตของพลังจิตก็แพร่ขยายกว้างขึ้นราวกับหนวดสัมผัสเล็กๆ จำนวนมหาศาลยืดแผ่ขยายจับสัมผัสต่างๆ ไปทั่วห้อง!
อย่างน้อยพลังจิตของสวีหยางอี้ในตอนนี้ก็กล้าแกร่งและละเอียดแม่นยำกว่าก่อนเริ่มฝึกวิชาขึ้นมาบ้างเล็กน้อย!
แต่ไอ้คำว่า‘เล็กน้อย’ ที่ว่านี้ หากผู้ฝึกตนคนอื่นได้ยินเข้า พวกเขาคงตกใจตาเหลือก!เพราะมันเท่ากับว่าความเร็วในการดูดซับพลังปราณธรรมชาติเพิ่มขึ้น 10% เชียวนะ!
ภายในห้องฝึกตนท่ามกลางอาณาเขตพลังจิตที่ขยายปกคลุมอยู่ทั่วห้อง เขาหยั่งสัมผัสได้ทุกอณูเขาพินิจทบทวนถึงเหตุและผล ความโดดเดี่ยว ความเหงาเปล่าเปลี่ยวตลอดครึ่งปีที่ผ่านก่อนจะสลัดทุกอย่างทิ้งไปในเสี้ยวพริบตาเหลือเพียงความปลื้มปริ่มกับพลังที่เพิ่มขึ้นอีกระดับ
เขาเริ่มควบคุมกระแสอณูปราณที่ลอยอยู่ในอากาศเพียงเสี้ยววินาทีก็บังเกิดแรงกระชากของกระแสลมขึ้น พลันไหลเวียนเข้าไปหล่อเลี้ยงเปลวไปที่อยู่ในช่องไฟเตาหลอมยาทันที
สวีหยางอี้หลับตาลงกำหนดจิตควบคุมกระแสอณูปราณอย่างละเอียดแม่นยำ ขณะเดียวกันก็รู้สึกตกใจกับศาสตร์การหลอมยาโบราณนี้
แค่ฝึกฝนการควบคุมกระแสลมเท่านั้นก็สามารถทำให้พลังจิตของเขากล้าแกร่งขึ้นซ้ำอย่างขัดเกลาพลังจิตให้มีสัมผัสที่ละเอียดแม่นยำขึ้นอย่างทบทวี!เขาเข้าใจร่างกายตัวเองอย่างชัดเจนพัฒนาการตลอดครึ่งปีมานี้ของเขาก้าวกระโดดยิ่งกว่าตอนเรียนอยู่เทียนเต้าสามปีเสียอีก!ไม่งั้นเขาคงไม่สามารถดูดซับกักเก็บพลังปราณธรรมชาติที่สูญเสียไปจากการเลื่อนขั้นล้มเหลวให้กลับมาเต็มปริ่มเหมือนเดิมภายในเวลาครึ่งปีได้หรอก
เขาได้เรียนรู้การใช้พลังปราณของตนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่จำเป็นไม่ต้องใช้ และใช้มันอย่างฉลาดหลักแหลมมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังได้เรียนรู้ถึงความละเอียดอ่อนในการใช้พลังจิตเหนี่ยวนำอณูปราณธรรมชาติที่อยู่ในกระแสลมจากตอนเพิ่งเริ่ม เขาประคองและการควบคุมนี้ได้แค่ไม่กี่นาที แต่ดูตอนนี้สิ...
เขาสามารถประคองการควบคุมเช่นนั้นได้ถึงห้าชั่วโมงห้าสิบห้านาที!
ขาดอีกแค่ห้านาทีเขาก็จะผ่านปฐมบทบทแรกของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ และก้าวเข้าสู่บทต่อไป
บทแรกของการหลอมยาคือการขัดเกลาพลังจิตของตน เมื่อพลังจิตกล้าแข็งประสาทสัมผัสต่อพลังปราณธรรมชาติก็จะละเอียดแม่นยำขึ้น ก่อนหน้านี้สองสามวันเขาลองคำนวณความเร็วการฝึกตนของตัวเองดู ซึ่งน่าจะเร็วกว่าผู้ฝึกตนที่อยู่ด้านนอกประมาณสามเท่า!
แต่ใช่ว่าเขาจะสามารถใช้พลังจิตตัวเองอย่างช่ำชองตอนนี้เขาใช้มันได้อย่างผิวเผินเท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากคำว่า ‘ช่ำชอง’อยู่ไกลโข แต่การใช้ได้อย่างผิวเผินเช่นนี้อย่างน้อยก็เป็นสิ่งยืนยันผลของการฝึกวิชาของเขา!
ต้องภายในเดือนนี้เท่านั้นเขาอยากจะบรรลุปฐมบทบทแรกจนแทบทนไม่ไหว!
ในเวลาเดียวคล้ายกับว่าทะเลปราณที่เต็มปริ่มของเขาและความรู้สึกของก้าวแรกที่เริ่มฝึกคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์กำลังส่งสัญญาณคอยเตือนเขาถึงความรู้สึกในวันที่บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางอยู่เสมอ
เดิมทีวัตถุดิบที่เขาซื้อมาอย่างครบครัน ตอนนี้กลับยังไม่ได้ใช้แม้แต่นิดเดียวและโชคดีที่ยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้เอาไว้ตัวเขาบรรลุปฐมบทบทสุดท้ายของศาสตร์การหลอมค่อยใช้มันแล้วกัน
ที่ตัดสินใจซื้อวัตถุดิบปรุงยาเร็วขนาดนั้นเพราะเขาไม่รู้ว่าทักษะการควบคุมไฟจะยากและกินเวลานานขนาดนี้
เวลาผันผ่านวันแล้ววันเล่าเพียงพริบตาก็ผ่านไปแล้วยี่สิบวัน
“นายรู้สึกอะไรบางอย่างไหม?”วันที่ยี่สิบเอ็ด อยู่ๆ จางกงจ่างที่นั่งเลื่อนเม้าส์ขึ้นลงอยู่อย่างเบื่อหน่ายก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนเงยหน้าเอ่ยถามหลี่มู่ที่กำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่
หลี่มู่หยัดชะงักพลันวางโทรศัพท์มือถือลง ตั้งสมาธิหยั่งสัมผัส ก่อนพูดขึ้นอย่างสงสัย “พลังปราณ...เพิ่มขึ้นงั้นเหรอ?”
“ใช่มันเข้มข้นขึ้น” หวางชุนหลายจิบน้ำอุ่น ก่อนพูดต่อ “มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวาน”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”จางกงจ่างผละมือออกจากเม้าส์ “โดยปกติแล้วความเข้มข้นของอณูปราณในแต่ละที่จะเหมือนเดินไปตลอดยิ่งไกลเมืองใหญ่ ก็ยิ่งบางเบา ยิ่งใกล้ชิดธรรมชาติก็ยิ่งเข้มข้น แล้วทำไมอยู่ๆอณูปราณบริเวณนี้ถึงเข้มข้นขึ้นมาได้?”
“เอิ่ม...”หลี่มู่หยุดเล่นเกมในมือถือ พร้อมกับพูดเสียงขรึม “ถ้าหากมีของวิเศษหรืออาวุธวิเศษตื่นพลังขึ้นอณูปราณก็จะเข้มข้นขึ้นได้เช่นกัน แต่ว่ามันก็คงเป็นเช่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน”
พวกเขาพูดคุยกันเล่นๆเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ภายในห้องใต้ดินมีเปลวไฟอยู่พุ่มหนึ่งที่เผาไหม้ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาห้าชั่วโมงห้าสิบเก้านาทีแล้ว!
สีหน้าของสวีหยางอี้ไม่ฉายแววเกียจคร้านขึ้นมาแม้แต่น้อยเดินร้อยก้าว ยากตรงก้าวที่เก้าสิบ[2] ผ่านมาสิบกว่าวันในที่สุดเขาก็ฝ่าฟันมาจนถึงนาทีสุดท้าย ราวกับสายลมรอบข้างเขาต่างรับรู้และเข้าใจเขานาทีสุดท้ายนี้ สำคัญกว่าหลายร้อยนาทีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เสียอีก
เปลวไฟสามารถดับลงได้ทุกเมื่อหากเขาไม่ระวัง...เปลือกตาที่สั่นกระเพื่อมเพียงเล็กน้อย หรือปากที่เม้มประกบอย่างไม่รู้ตัวก็ทำให้การฝึกตลอดระยะเวลาที่ยาวนานนี้ล้มเหลวได้
ราวกับหกชั่วโมงนี้เป็นเพียงการเปิดวงจรทำงาน เมื่อผ่านหกชั่วโมงนี้ไปได้สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะต่างออกไป อย่างสิ้นเชิง
“จะใช้วิธีธรรมดาในนาทีสุดท้ายนี้ไม่ได้...”ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในห้วงสมองเข้า หลังจากลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ก็ล้มเหลว
แต่ว่าสิบวันที่ล้มเหลวไม่ใช่แค่การล้มเหลวเพียงอย่างเดียว ในทุกๆ การล้มเหลวย่อมมีผลพลอยได้อยู่อย่างหนึ่ง
ซึ่งก็คือ “ประสบการณ์
แม้คัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์จะอธิบายขั้นตอนต่างๆไว้อย่างชัดเจน เวลาเท่านี้คือเท่านี้ ทำแบบนี้ต้องทำแบบนี้ไม่มีการรวบรัดตัดตอนอะไรทั้งสิ้น แต่ว่า...
“ฉันลองมาเป็นสิบกว่าวิธีแล้วไม่มีวิธีไหนประคองเปลวนี้ให้ลุกไหม้อย่างต่อเนื่องได้เลย”สายตาเขาเหลือบไปมองนาฬิกาที่อยู่เบื้องหน้า อีกห้าวินาทีเท่านั้น หากไม่มีอะไรผิดพลาดครั้งนี้เปลวไฟหลอมยานี้คงดับลงอีกเหมือนเดิมแน่นอน
หลังจากนั้นห้าวินาทีเปลวไฟเบื้องหน้าเขาก็เริ่มสั่นกระเพื่อม นี่เป็นสัญญาณของการมอดดับ!
และในวินาทีเดียวกันนั้นเองเขาได้ตัดสินใจลองเสี่ยงเดิมพันกับวิธีหนึ่งขึ้นมา
“ฉันเชื่อว่า มันต้องมีสักวิธีที่ทำให้แกลุกไหม้ต่อไปได้!”
ครั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจทำบางอย่างลงไปบางอย่างที่อาจจะทำให้เวลาห้าชั่วโมงห้าสิบเก้านาทีห้าสิบห้าวินาทีเสียเปล่าอีกครั้ง...
--------------------------------------------------------------------------------
[1] ขยายต้นน้ำให้กว้างขึ้น ตัดห้วยฝ้ายให้น้อยลงเป็นสุภาษิตจีนหมายถึงขยายช่องทางรายได้ให้มากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง
[2] เดินร้อยก้าว ยากตรงก้าวที่เก้าสิบทำการใดก็ตาม ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จเท่าไหร่ก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น