“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลให้เสียเวลาหรอกมาเถอะ... มาลงหม้อซะดีๆ ให้ ฉันลองชิมดูหน่อยว่ารสชาติของสัตว์คู่บุญเทวดาผู้สูงส่งมันจะเป็นอย่างไรกันแน่เกิดมาจนป่านนี้ ฉัน ยังไม่เคยได้สัมผัสหรือลิ้มรสหนังพังพอนแท้ๆ เลยสักครั้งวันนี้แหละจะได้รู้กันว่าเนื้อสัตว์เทพมันจะเหนียวหรือจะนุ่มลิ้นขนาดไหน!” จ้อยเอ่ยพลางยืดเส้นยืดสายบิดข้อมือจนกระดูกลั่นกรอบแกรบสายตาจ้องเขม็งไปที่เหยื่อร่างยักษ์ตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตาราวกับเสือร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อที่หมดทางสู้
เมื่อเห็นเจ้ากระรอกหน้าขนเดินดุ่มๆเข้ามาพร้อมรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านจนอึดอัด พังพอนม่วงในร่างช้างเผือกยักษ์ถึงกับเข่าอ่อนจนเกือบจะทรุดฮวบร่างกายที่เคยดูทรงพลังและน่าเกรงขามบัดนี้สั่นเทาประหนึ่งใบไม้ต้องลมความหวาดกลัวเริ่มกัดกินหัวใจของมันจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแต่มันก็ยังพยายามฝืนข่มความกลัวเอาไว้แล้วเค้นเสียงตวาดขู่ออกไปหวังจะให้กระรอกน้อยเกรงกลัวบ้าง “ไอ้กระรอกจองหอง!มึงไม่ห่วงสวัสดิภาพของตัวเองก็ควรจะเห็นแก่หน้าและห่วงสวัสดิภาพของนายหญิงมึงบ้าง!หากมึงกล้าลงมือสังหารข้าในเขตเทวสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เรื่องราวปานปลายนี้มึงไม่มีทางรับผิดชอบไหวแน่และสวรรค์ทุกชั้นฟ้าจะตราหน้าพวกมึงไปจนชั่วลูกชั่วหลาน!”
คำขู่ฟ่อๆนั้นทำให้จ้อยชะงักกึกไปครู่หนึ่งสมองอันปราดเปรื่องเริ่มคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็วเขาเริ่มกังวลว่าหากวู่วามลงมือฆ่าแกงสัตว์เทพข้างกายมหาเทพในที่แห่งนี้นายหญิงจันทราผู้มีเมตตาอาจจะต้องพลอยรับบาปและเดือดร้อนไปด้วย จ้อยจึงยืนนิ่งนิ่งเอามือลูบคางพลางใช้ความคิดอย่างหนัก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกวนค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างช้าๆ ซึ่งนั่นดูน่าสยดสยองยิ่งกว่าตอนที่เขาโกรธเสียอีก
พังพอนม่วงเห็นว่าคำขู่ดูจะได้ผลจึงรีบฉวยโอกาสเสนอทางรอดทันที“อย่าเพิ่งใจร้อนลงไม้ลงมือเลยพี่ชาย เรื่องนี้เรายังมีทางคุยกันได้เสมอเจ้าต้องการทรัพย์สมบัติ แก้วแหวนเงินทอง หรือความสะดวกสบายอะไรข้าจัดหาให้เจ้าได้ทุกอย่าง ขอเพียงเจ้าละเว้นโทษตายให้ข้าครั้งหนึ่ง!”
จ้อยยิ้มกริ่มสายตาเป็นประกายระยับพลางถามกลับด้วยน้ำเสียงยียวน“แกแน่ใจนะว่าพูดจริงไม่ได้เล่นแง่?เพราะถ้าแกตระบัดสัตย์ขึ้นมา ฉัน จะถลกหนังแกมาทำพรมเช็ดเท้าจริงๆด้วย”
“แน่นอนสิ!ข้าน่ะเป็นถึงสัตว์เลี้ยงคนสนิทที่อยู่ข้างกายท้าวกุเวรมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะเดี๋ยวข้าจะช่วยเจรจาพาทีพูดให้พวกเจ้าเองรับรองว่าท่านจะไม่เอาความพวกเจ้าแม้แต่ปลายเส้นขนเดียว และจะเปิดทางให้ผ่านไปอย่างราบรื่นด้วย!”มันรีบตบหน้าอกรับประกันเสียงดังปึกๆหวังจะเอาตัวรอดจากเงื้อมมือกระรอกนรกผู้นี้ให้พ้นไปก่อน
ทว่าจ้อยกลับไม่ได้สนใจคำสัญญาที่ดูเลื่อนลอยนั้นเขาจ้องมองหน้าอกที่ขยับขึ้นลงของช้างเผือกยักษ์พลางเลียริมฝีปากด้วยความหิวโหยที่ซ่อนไว้ไม่มิด“แหม... กล้ามอกของแกนี่มันดูแน่นหนาน่ากินดีจริงๆท่าทางจะเคี้ยวมันปากน่าดูเลยนะเนี่ย...”
“เอ่อ...มีแต่ไขมันส่วนเกินทั้งนั้นแหละพี่จ๋า กินไปก็เลียนติดคอเปล่าๆรสชาติแย่จนสุนัขยังเมิน อย่าได้คิดจะลิ้มลองข้าเลย ข้าขอร้อง!”พังพอนม่วงในร่างช้างรีบหดหน้าอกหนีด้วยความหวาดระแวงสุดขีดจนเกือบจะเสียหลักล้มตึง
จ้อยหัวเราะหึๆในลำคออย่างผู้เหนือกว่าก่อนจะยื่นคำขาดที่ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแต่แฝงเล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจ“จะให้ ฉัน ไว้ชีวิตแกก็ได้ แต่แกต้องกล่าวคำสัตย์สาบานมาเสียดีๆ ฉันรู้ดีว่าคำสัตย์สาบานที่นี่น่ะศักดิ์สิทธิ์นักถ้าใครผิดคำพูดระวังฟ้าดินจะลงทัณฑ์ให้ดวงจิตดับสูญไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดนะจ๊ะหากแกกล้าสาบานอย่างหนักแน่น ฉัน ถึงจะพอยอมเชื่อใจแกได้บ้าง”
พังพอนม่วงทำท่าทางว่าจะยกเท้าขึ้นสาบานอย่างว่าง่ายและจริงใจเป็นที่สุดแต่ในเสี้ยววินาทีที่จ้อยลดการระแวดระวังตัวลงเพียงนิดมันกลับอาศัยจังหวะเผลอนั้นรวบรวมพลังที่เหลืออยู่พุ่งปราดออกไปทางปากย่ามทิพย์หวังจะหนีออกไปหาเจ้านายเพื่อขอความช่วยเหลือภายนอกอย่างสุดกำลังที่มี!
“หนอย!ไอ้เจ้าเล่ห์ สันดานเสียไม่เปลี่ยนจริงๆ นะแก!”จ้อยสบถด่าลั่นเมื่อรู้ตัวว่าโดนสับขาหลอกเข้าให้เต็มๆ
ทว่าเบื้องบนกลับไม่เข้าข้างคนพาลที่ชอบตระบัดสัตย์ร่างอ้วนท้วนที่พุ่งหนีสุดแรงนั้นชนเข้ากับปากย่ามที่ถูกรัดไว้แน่นดังกึก!แรงกระแทกนั้นมหาศาลจนทำให้มันกระเด็นกลับมานอนกลิ้งกลางมิติอย่างหมดสภาพพังพอนม่วงถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความขมขื่นใจ “โธ่... ท่านท้าวกุเวรท่านจะมัดปากย่ามให้แน่นหนาขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกัน!ท่านกำลังฆ่าแกงลูกน้องตัวเองทางอ้อมชัดๆ!”
จ้อยไม่รอช้าเดินเข้าไปหิ้วปีกพังพอนม่วงขึ้นมาด้วยพละกำลังที่เหนือมนุษย์แล้วจับเหวี่ยงฟาดกระแทกพื้นซ้ายทีขวาทีประหนึ่งกำลังสะบัดผ้าเช็ดเท้าจนมิติในย่ามสั่นคลอนไปทั่ว!พังพอนม่วงร้องตะโกนขอชีวิตเสียงหลง “ยอมแล้วจ้า! ข้ายอมแล้วจริงๆ!จะให้กล่าวคำสัตย์กี่ร้อยกี่พันคำข้าก็จะทำทุกอย่างตามที่เจ้าสั่งเลย!”
หลังจากถูกจ้อยกำราบจนน่วมนิ่มหมดสภาพความขลังไปจนสิ้นจ้อยจึงบังคับให้มันกล่าวคำสัตย์สาบานอย่างเป็นทางการว่าจะไม่เอาเรื่องราวใดๆที่เกิดขึ้นในย่ามนี้ไปฟ้องร้องหรือบอกต่อผู้อื่นและที่สำคัญที่สุดคือต้องช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งพวกเขาผ่านประตูสวรรค์ทิศใต้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น ซึ่งพังพอนม่วงในนาทีนี้ก็ยอมทำตามทุกประการเพราะความหวาดกลัวตายมันค้ำคออยู่
“สาบานเสร็จแล้วก็ดี...แต่จะให้ปล่อยแกไปเฉยๆ โดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือออกไปบ้างเลยมันก็ดูจะเสียเที่ยวที่ ฉัน ต้องเหนื่อยแรงฟาดแกจนเหงื่อโซมกายนะ”จ้อยแสยะยิ้มกว้างที่ทำให้พังพอนม่วงถึงกับขนลุกชันไปทั้งตัวก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าหาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงร้องไห้โหยหวนที่ดังสะท้านสะเทือนทะลุออกมานอกย่ามทิพย์จนเทวดาแถวนั้นต้องสะดุ้งสุดตัว“ขาของข้าาาา! ไอ้กระรอกผีขย้ำขาข้าแล้ววว!”
....
ณบริเวณด้านนอกของย่ามมิติท่านท้าวกุเวรมหาเทพและนายหญิงจันทราผู้เลอโฉมกำลังยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใครบทสนทนาที่รุนแรงแฝงไปด้วยความกดดันทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ทว่าจู่ๆเสียงร้องที่ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวเจียนขาดใจจากข้างในย่ามนั้นก็ทำให้มหาเทพและนายหญิงต้องชะงักงันและหันไปมองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
นายหญิงจันทราที่เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งผู้ชนะของจ้อยที่แผ่ออกมาจางๆจึงคลี่ยิ้มบางๆ อย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า“ท่านท้าวกุเวรเจ้าคะดิฉันเห็นว่าเราสองคนมาถกเถียงกันด้วยอารมณ์แบบนี้มันก็รังแต่จะทำให้เสียเวลาเปล่าในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องของพวกเด็กๆ และสัตว์เลี้ยง ก็ปล่อยให้เขาได้เล่นซนกันไปตามประสาเถอะเจ้าค่ะอย่าให้เรื่องเพียงเท่านี้มาทำให้ท่านต้องเสียกิริยาหรือเสียเกียรติมหาเทพผู้ปกครองเลย”
ยังไม่ทันที่ถ้อยคำอันสละสลวยจะจบลงเสียงร้องขอชีวิตที่โหยหวนยิ่งกว่าเก่าก็ดังลั่นออกมาอีกครั้ง “นายท่าน!ช่วยลูกน้องด้วย! ไอ้กระรอกนรกนี่มันจะฆ่าข้ากินตับกินไตแล้ว!เปิดย่ามช่วยข้าทีเถอะนายท่าน!”
ท้าวกุเวรไม่รอช้าอีกต่อไปใบหน้าที่เคยขรึมบัดนี้ร้อนรนจนหน้าถอดสีเป็นสีเผือกท่านรีบกระตุกปมย่ามทิพย์ออกด้วยความรวดเร็วแล้วเททุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างในออกมาทันที!
ทันใดนั้นเองร่างของพังพอนม่วงที่ตอนนี้กลับคืนสู่ร่างหนูขาวซูบซีดประหนึ่งซากศพก็พุ่งพรวดออกมาจากย่ามราวกับลูกกระสุนที่หลุดจากลำกล้องมันรีบปีนป่ายขึ้นไปเกาะหนึบบนแผ่นหลังของท้าวกุเวรพลางสะอื้นไห้จนตัวโยน“นายท่าน... ทำไมท่านถึงทิ้งข้าไว้ข้างในนั้นนานนัก ขาของข้า...ขาของข้าแทบจะหลุดติดปากมันออกมาอยู่แล้ว!”
ในขณะที่ท่านท้าวกุเวรกำลังยืนงุนงงกับสภาพสัตว์เลี้ยงคู่กายที่ดูน่าสมเพชจนจำแทบไม่ได้จ้อยก็กระโดดตามออกมาจากปากย่ามอย่างสง่างามพร้อมกับทำท่าทางยืดอกภูมิใจในผลงานของตนเองอย่างที่สุด “เป็นไงล่ะครับทุกท่าน? ตะลึงในความหล่อเหลาและมาดเท่ๆของ ผม จนพูดไม่ออกกันเลยใช่ไหมล่ะ?”
“นี่เจ้า...เจ้ายังมีลมหายใจอยู่รึนี่?” ท้าวกุเวรถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด
จ้อยทำท่าทางบิดขี้เกียจไปมาอย่างกวนประสาทพลางตอบด้วยท่าทีสบายอารมณ์ประหนึ่งเพิ่งเดินเล่นในสวนดอกไม้ว่า “จะตายได้อย่างไรกันเล่าท่าน? ผมก็แค่เข้าไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเรียกเหงื่อกับน้องพังพอนมาเพียงครู่เดียวเท่านั้นเองแหม... ต้องยอมรับเลยนะว่าเจ้าบ้านคนนี้ต้อนรับขับสู้ได้เร้าใจสุดๆ แถมยังใจดีห่อ‘ขาโตๆ’ มาฝากให้ ผม เป็นของที่ระลึกสำหรับการเยี่ยมเยียนครั้งนี้ด้วยนะครับ”พูดจบเขาก็โยนชิ้นเนื้อชิ้นใหญ่ที่ชิงมาได้ข้ามหัวไปให้นายหญิงจันทราอย่างแม่นยำ
พังพอนม่วงที่เกาะอยู่บนหลังเจ้านายถึงกับตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นรอยยิ้มเย็นเยือกที่จ้อยส่งมาให้ประหนึ่งคำเตือนแม้มันอยากจะตะโกนด่าทอหรือกระโจนลงไปล้างแค้นเพียงใด แต่เมื่อนึกถึงคำสัตย์ที่ให้ไว้ต่อหน้าเทวสถานมันก็ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองและก้มหน้ายอมรับความอัปยศอดสูครั้งยิ่งใหญ่นี้แต่เพียงผู้เดียว
ในขณะเดียวกันนั้นเองขบวนของเหล่าเทวดาน้อยใหญ่และบรรดาผู้ทรงศีลจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางมาถึงบริเวณหน้าประตูสวรรค์เพื่อเข้าร่วมงานสโมสรเทวสมาคมอันยิ่งใหญ่ท้าวกุเวรเห็นท่าไม่ดีแน่หากท่านยังดื้อดึงที่จะเอาความกับกระรอกตัวจ้อยตรงนี้ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาชื่อเสียงที่สั่งสมมานานนับพันปีอาจจะพังทลายลงในชั่วพริบตาท่านจึงต้องจำใจข่มความแค้นฝังลึกไว้ในอก และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อรักษาหน้าตาและบารมีของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ให้คงอยู่ต่อไปสืบไป