บทที่ 19 ท่านพี่ ท่านไม่้าหานชิงแล้วหรือ
“เ้าตามมาได้อย่างไร?” จี้หานลั่วได้สติกลับมา นางรีบจับไหล่ทั้งสองข้างของจี้หานชิง แล้วเอ่ยถามด้วยความร้อนรน “หานชิง เ้าหนีเรียนมาหรือ?”
นับั้แ่มารดาเสียชีวิตไป จี้หานลั่วก็เลี้ยงดูน้องชายคนนี้ไว้ข้างกายจนอายุครบเจ็ดขวบ ก่อนที่เขาจะถูกส่งตัวไปเข้าเรียนในสำนักศึกษาแบบกินนอนของตระกูลจี้
สองพี่น้องจึงต้องแยกจากกัน
ทุกครึ่งเดือน ถึงจะมีวันหยุดพักผ่อนของสำนักศึกษา
สองพี่น้องถึงจะได้พบหน้ากันสักครั้ง
กฎระเบียบในการอบรมบุตรหลานของจวนจี้กั๋วกงนั้นเข้มงวดกวดขันยิ่งนัก
จี้หานลั่วแต่งงาน ทางสำนักศึกษาอนุญาตให้จี้หานชิงลาหยุดได้เพียงครึ่งวัน สองพี่น้องจึงมีโอกาสพบปะพูดคุยกันเพียง่สั้น ๆ ในคืนก่อนวันแต่งงานเท่านั้น
เื่ที่จี้หานชิงหนีเรียนมาส่งตัวเ้าสาว หากถูกจับได้
ต้องถูกลงโทษอย่างหนักแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนี้ ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมของจี้หานลั่วก็ฉายแววร้อนใจ “หานชิง พี่จะให้องครักษ์ส่งเ้ากลับจวนเดี๋ยวนี้ เ้าต้องกลับไปยอมรับผิดกับท่านพ่อและท่านอาจารย์ด้วยตัวเองนะ”
“ไม่ ข้าไม่กลับ ข้าจะไปส่งตัวท่านพี่” จี้หานชิงรวบรวมความกล้าเอ่ยโต้แย้ง ใบหน้าไร้เดียงสาแต่ซื่อตรงแน่วแน่นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งพี่สาวให้ถึงฝั่งฝัน
“ข้าไม่ยอมให้ท่านพี่ถูกใครดูแคลนเด็ดขาด”
[สายรุ้งทอแสง: ดูน้องชายบ้านอื่นเขาทำสิ แล้วหันมาดูไอ้น้องชายตัวดีที่บ้าน ที่กำลังแย่งมันฝรั่งทอดข้ากินอยู่เนี่ย เห็นแล้วอยากจะจับมันเปิดประมูลแลกน้ำตาลปั้นกินซะเดี๋ยวนี้]
[โคล่าซ่าสุดขั้ว: น้องชายแบบสตรีมเมอร์ จัดมาให้ข้าสักโหลนึงข้าก็ไม่เกี่ยง เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จะเปย์ค่าขนมให้ไม่อั้น มอบรางวัล 999,999 เหรียญดวงดาว]
[นินี่ผู้น่ารัก: ...เชี่ย น้องชายเทพบุตรลงมาจุติหรือไง? ถึงกับทำให้ข้าหลุดจากอันดับหนึ่งเลยเหรอ? มอบรางวัล 9,999 เหรียญดวงดาว]
[ฤดูร้อนไม่หนาว: @โคล่าซ่าสุดขั้ว หันมามองข้าบ้างสิ ข้าขี้อ้อนนะ ทำตัวน่ารักก็ได้ ขอคนเลี้ยงดูจ้า]
[ชอบดูเื่วุ่นวาย: @โคล่าซ่าสุดขั้ว ท่านเศรษฐี ข้าขาดแค่พี่สาวแบบท่านนี่แหละ รับเลี้ยงข้าหน่อย...]
ภายในห้องถ่ายทอดสดครึกครื้นจนแทบแตก
แต่จี้หานลั่วไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ
ในยามนี้ หัวใจทั้งดวงของนางจดจ่ออยู่แต่กับจี้หานชิง
ทั้งซาบซึ้งใจและทั้งร้อนใจระคนกัน
ในยุคสมัยนี้ ลูกอนุ ในตระกูลใหญ่ การจะเอาชีวิตรอดให้เติบโตมาได้นั้นยากลำบากแสนเข็ญ
หากไม่ใช่เพราะมารดาแท้ ๆ ของนางมาจากตระกูลแพทย์
จี้หานชิงคงไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
“หานชิง พี่เองก็เป็ห่วงเ้า จากเมืองหลวงไปเขาหมอบเสือ ต้องใช้เวลาเดินทางถึงห้าวัน เ้ายังเด็กนัก พี่ไม่อยากให้เ้าต้องไปตกระกำลำบาก”
“ท่านพี่...ท่านไม่้าหานชิงแล้วหรือขอรับ?”
ประโยคเดียวของจี้หานชิง ทำลายเกราะป้องกันในใจนางจนพังทลาย
ทำเอานางทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
นี่คือยุคสมัยที่ชายเป็ใหญ่ และมีข้อกำหนดต่อสตรีอย่างเคร่งครัด
สอนให้สตรีอยู่บ้านเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี สามีตายเชื่อฟังบุตร
นางเองก็อยากพาน้องชายไปอยู่ด้วยใจจะขาด
แต่ว่า...
“หากตัดใจทิ้งไว้ไม่ลง ก็ให้เขาติดตามไปด้วยเถิด” ดวงตาสีนิลของเซี่ยงเฉิงหลี จับจ้องไปที่มือของสองพี่น้องที่กุมกันแน่น
รู้สึกขัดตาอยู่บ้าง
เขาเดินเข้าไปแยกจี้หานชิงออกมา “หานชิงจะไปส่งตัวเ้าสาว ก็ต้องทำให้สมเกียรติลูกผู้ชาย ขี่ม้าไป...เ้ากล้าหรือไม่?”
จี้หานชิงเงยหน้ามองม้าศึกตัวใหญ่ที่สูงกว่าตัวเขาเกือบครึ่ง่ตัว ในใจทั้งตื่นเต้นหวาดหวั่นและดีใจระคนกัน
เขาหันกลับไปมองจี้หานลั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะกัดฟันตอบว่า “กล้าขอรับ!”
“ใจเด็ดมาก” เซี่ยงเฉิงหลีตบไหล่จี้หานชิงเบา ๆ เป็เชิงชมเชย
จี้หานชิงยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจที่สุด
เด็กน้อยวัยเก้าขวบ สมควรเป็วัยที่ซุกซนดื้อรั้น
แต่เพราะสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบระเบียบอย่างเคร่งครัด
ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังตัวทุกฝีก้าว
นี่เป็ครั้งแรกที่จี้หานลั่วได้เห็นน้องชายหัวเราะอย่างเปิดเผยและสดใสเช่นนี้
นางเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามออกมา
บางทีการให้น้องชายติดตามไปส่งตัวเ้าสาวด้วย อาจจะเป็ทางเลือกที่ดีก็ได้
นางมักคิดเสมอว่า เด็กผู้ชายควรจะได้อยู่ใกล้ชิดกับบิดาหรือผู้ชายด้วยกันให้มาก เพื่อบ่มเพาะความเข้มแข็งและองอาจเยี่ยงบุรุษ น่าเสียดายที่ยุคสมัยนี้ยึดถือคติ ‘อุ้มหลานไม่อุ้มลูก’
ความสัมพันธ์พ่อลูกจึงมักเหินห่างและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์
“หานลั่ว ขอบพระคุณคุณชายเซี่ยงเ้าค่ะ”
“ฮูหยินเกรงใจกันเกินไปแล้ว” ั์ตาสีนิลของเซี่ยงเฉิงหลีเจือไปด้วยรอยยิ้ม สายตาที่จ้องมองมานั้นร้อนแรง ราวกับจะแผดเผาหมวกคลุมหน้าที่นางสวมอยู่ให้มอดไหม้ไปเสียให้ได้
ต่อให้จี้หานลั่วจะมีความทรงจำจากชาติก่อนติดตัวมาด้วย แต่เมื่อถูกสายตาของเซี่ยงเฉิงหลีจ้องมองอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า แก้มภายใต้หมวกคลุมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อทุกคนทานอาหารกลางวันที่โรงเตี๊ยมกันอย่างเร่งรีบแล้ว ก็ออกเดินทางกันต่อทันที
“พี่เขย ขี่ม้าสนุกกว่านั่งรถม้าตั้งเยอะเลยขอรับ”
ใบหน้าของจี้หานชิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เขานั่งอยู่ด้านหน้าของหวู่จวินไค แต่ก็ยังพยายามเอี้ยวตัวหันกลับมาคุยกับเซี่ยงเฉิงหลี “รอไปถึงเขาหมอบเสือแล้ว พี่เขยให้พี่หวู่สอนข้าขี่ม้าได้ไหมขอรับ?”
“เื่นั้นต้องถามพี่หวู่ของเ้าดูนะ”
เซี่ยงเฉิงหลีหัวเราะเบา ๆ “จวินไค พ้นระยะนี้ไปแล้ว จับเ้าหนูนั่นยัดใส่รถม้าเสีย เดี๋ยวตกดึกจะมาร้องไห้ขี้มูกโป่งเอาได้”
“ข้าไม่ร้องสักหน่อย”
“โถว.. ปากแข็งเสียด้วย” หวู่จวินไคก้มลงมองจี้หานชิงแล้วถามว่า “รู้สึกแสบ ๆ ที่ต้นขาบ้างหรือยัง?”
ร่างเล็กของจี้หานชิงบิดไปมาเล็กน้อย
อันที่จริงต้นขาเขาก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้างแล้ว
“เ้าเพิ่งหัดขี่ม้าครั้งแรก หนังที่ขายังไม่ด้านพอ” หวู่จวินไคพลิกตัวลงจากม้า แล้วอุ้มจี้หานชิงลงมา “พี่เขยเ้ากลัวว่าขาเ้าจะพุพองจนเป็แผลน่ะสิ”
...
ณ จวนจี้กั๋วกง
เมื่อได้รับจดหมายที่จี้หานลั่วส่งคนนำกลับมาแจ้งข่าว จิตใจของจี้ป๋อหรูก็สับสนวุ่นวายยิ่งนัก หลังมื้อเย็นเขาจึงเรียกจี้หานโม่และจี้จี้หานซวน เข้าไปพบที่ห้องหนังสือ
“หานโม่ จี้หานซวน พรุ่งนี้พวกเ้าคนใดคนหนึ่ง จงนำกองกำลังอีกชุดหนึ่งตามไปส่งตัวหานลั่วเสีย”
“ไม่ได้!” ผู้ที่เอ่ยปากคัดค้านเสียงแข็งคือซูเถียนหลินที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามา
ตอนที่นางรู้ว่าจี้หานชิงแอบมุดหีบสินเดิมติดตามไปส่งตัวจี้หานลั่ว
ในใจนางรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอนางรู้ว่าจี้ป๋อหรูเรียกลูกชายหัวแก้วหัวแหวนทั้งสองของนางเข้าห้องหนังสือ ลางสังหรณ์ความไม่สงบก็เริ่มก่อตัวขึ้น
หากนางไม่รีบเข้ามาขัดขวาง
ลูกชายของนางคงถูกส่งไปตกระกำลำบาก เพื่อส่งตัวนังเด็กสมควรตายนั่นเป็แน่
“เขาหมอบเสือหนทางยาวไกล ข้าไม่เห็นด้วยที่จะให้หานโม่กับจี้หานซวนไปส่งตัวเ้าสาว ข้าแบกรับความเสี่ยงนี้ไม่ไหว” ดวงตาของซูเถียนหลินฉายแวววูบไหว
“ท่านพี่ ท่านลืมลูกธนูดอกเมื่อเช้านี้ไปแล้วหรือ? มันเกือบจะปักเข้ากลางกบาลของโม่เอ๋อร์อยู่แล้วนะเ้าคะ”
“คนจ้องจะเล่นงานตระกูลเซี่ยงมีเยอะแยะไปหมด”
“เรายอมยกหานลั่วให้แต่งกับตระกูลเซี่ยง ก็นับว่ามีเมตตาธรรมและทำหน้าที่จนสุดความสามารถแล้ว”
ไม่มีความจำเป็ใด ๆ ที่จะต้องเอาลูกชายของนางไปเสี่ยงชีวิตด้วย
สีหน้าของจี้ป๋อหรูเ็าลง “สตรีรู้ความอันใด?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่...ให้ข้าไปเถอะขอรับ” ในขณะที่จี้ป๋อหรูและซูเถียนหลินกำลังจะะเิอารมณ์ใส่กัน จู่ๆ จี้จี้หานซวนก็เอ่ยแทรกขึ้นมา
ซูเถียนหลินเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “เซวียนเอ๋อร์ เ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา?”
“เ้าโตมาป่านนี้ ไม่เคยออกเดินทางไกลเลยสักครั้ง”
“เ้ารู้ไหมว่าจากเมืองหลวงไปเขาหมอบเสือต้องใช้เวลากี่วัน? ระหว่างทางมีโจรผู้ร้ายชุกชุมแค่ไหน?”
“ถ้าเ้ากล้าก้าวขาออกไป ข้าจะผูกคอตายให้ดูเดี๋ยวนี้!”
...
ณ จวนเว่ยกั๋วกง
เซิ่งหน่วนเหยาตวัดพู่กันลงเส้นสุดท้าย ก่อนจะเป่าลมเบา ๆ ใส่หมึกที่ยังไม่แห้งดี มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มพึงพอใจ “ชิวจวี๋ เ้าดูซิว่าข้าวาดได้เหมือนหรือไม่?”
ร่างของสาวใช้ชิวจวี๋หดลีบลงด้วยความหวาดกลัว
จิตใจสั่นสะท้าน
นับั้แ่ซื่อจื่อเฟยกลับมาจากงานเติมสินเ้าสาวของจี้หานลั่ว...นางก็ดูแปลกไปจนน่าขนลุก
พอกลับมาถึง นางก็เอาแต่วาดภาพเหมือนของจี้หานลั่วและเซี่ยงเฉิงหลีไม่หยุด วาดติดต่อกันถึงสามภาพแล้ว แต่ในใจก็ยังไม่รู้สึกพอใจเสียที
รอยยิ้มบนใบหน้าของซื่อจื่อเฟย ช่างดูน่าขนลุกยิ่งนัก
ในขณะที่ชิวจวี๋กำลังครุ่นคิดว่าจะตอบอย่างไรดี แม่นมหวัง คนสนิทที่ซื่อจื่อเฟยไว้วางใจที่สุดก็เดินเข้ามา
นางกล่าวกับเซิ่งหน่วนเหยา ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ซื่อจื่อเฟย จัดการเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ เลือกลงมือคืนนี้ รับรองว่าจะไม่มีใครสืบสาวราวเื่มาถึงตัวเราได้แน่นอนเ้าค่ะ”
ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของเซิ่งหน่วนเหยา ฉายแววยิ้มที่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
พู่กันในมือตวัดกากบาทรูปตัว X ลงบนใบหน้าของจี้หานลั่วอย่างแรง เพียงพริบตาเดียว ใบหน้าของจี้หานลั่วในภาพวาดก็ถูกขีดฆ่าจนเละเทะจำเค้าเดิมไม่ได้
“แม่นมหวัง หากนังแพศยาจี้หานลั่วเสียโฉมขึ้นมา? เขาจะปฏิบัติต่อนางเช่นไรนะ?”
ภาพที่เซี่ยงเฉิงหลีอุ้มจี้หานลั่วขึ้นรถเ้าสาว ยังคงติดตรึงอยู่ในสมองของนางราวกับภาพวาดที่ไม่มีวันจางหาย
มันทำให้ความริษยาในก้นบึ้งหัวใจของนาง ลุกลามแผดเผาอย่างบ้าคลั่ง
นางทนต่อไปไม่ไหว...แม้แต่วันเดียวก็ไม่ยอม