ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 99 เพลิงอัสนีม่วง

            หลินหยางโยนกระดาษรายชื่อแผ่นหนึ่งทันทีดูเหมือนว่าเขาจะเตรียมเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

            “เงื่อนไขของข้าอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นหมดแล้ว” หลินหยางยิ้มขึ้นบางเหมือนเขาเองก็แอบรู้สึกเกรงใจอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน

            หยูยี่ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนั้นของหลินหยางมากที่สุดเพราะมันหมายความว่าเงื่อนไขของอีกฝ่ายจะต้องเป็นอะไรที่ทำให้นางยิ้มไม่ออกแน่ๆ

            นางหยิบเอากระดาษรายชื่อใบนั้นขึ้นมาดูไปเพียงครู่เดียวผลที่ได้คือ นอกจะนางจะไม่ยิ้มแล้ว ยังรู้สึกอยากด่าคนอีกด้วย

            “แบบนี้มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือคุณชายหลิน! มูลค่าของที่เขียนอยู่บนนี้มันไม่ใช่แค่หมื่นล้านแล้วต่อให้จ่ายไปแสนล้านยังไม่แน่ว่าจะหาซื้อได้เลย...”

            คราวนี้ถึงคราวของหลินหยางหันมายิ้มให้กับฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับกล่าวว่า“ขอโทษนะของทั้งหมดที่อยู่บนนั้น ถ้าขาดแม้แต่ชิ้นเดียว...ข้าจะไม่ยอมช่วยเด็ดขาด”

            ตึง

            หยูยี่ทุบกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนทันทีเห็นนางดูผอมบางแบบนี้ แต่ระดับความสามารถของนางนั้นอยู่ที่ระดับอวิ้นหลิงเลยทีเดียวอาจจะแข็งแกร่งพอๆ กับซ่างกวันหงเลยก็เป็นได้ พอนางโมโหขึ้นมาอุณหภูมิภายในห้องก็ลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งทันที

            “หลินหยาง!!” หยูยี่ระเบิดโทสะขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด

            “ทำไม?” หลินหยางตอบกลับด้วยท่าทางสบายๆเผชิญหน้ากับสตรีเหล็กผู้นี้โดยไม่หวั่นเกรง

            ในขณะเดียวกันนั้นเองด้านนอกของห้องเมฆาร่วงโรย

            พวกของเวินติ่งเทียนกำลังนั่งดื่มชาพูดคุยสังสรรค์อยู่กับคนของหอฟ้าสมุทรอย่างพวกของเจ้ากงอวิ๋นอยู่นั้นอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังตึงตังขึ้นจากในห้องอย่างกะทันหัน

            ซึ่งมันเป็นเสียงของโต๊ะที่ทุบจนแหลกและเสียงของถ้วยชาที่แตกกระจายชัดๆ

            ไอ้หยา!

            ตีกันอยู่หรือ??

            พวกเขาจึงรีบวางถ้วยชาลงแล้วไปที่หน้าห้องเมฆาร่วงโรยกันทันทีจากนั้นก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทเหมือนกับผัวเมียทะเลาะกันดังขึ้นจากภายในห้อง

            เพล้ง

            เหมือนจะได้ยินเสียงถ้วยชาตกพื้นแตกพร้อมกับเสียงด่าทอของหยูยี่ดังขึ้นอีกครั้ง“หลินหยางเจ้าจะโลภมากเกินไปแล้วนะ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าขาดแค่อย่างเดียวแล้วเจ้าจะไม่ยอมช่วยน่ะหรือเจ้าจะให้ข้ากลับไปยกเลิกสัญญากับพวกตระกูลจ้าวมันวันพรุ่งนี้เลยปล่อยให้พวกมันทั้งตระกูลไปกินลมแทนข้าวซะ!”

            คนของหอฟ้าสมุทรถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นๆออกมา พวกเขาไม่เคยเห็นเถ้าแก่ดาวม่วงผู้นี้หลุดโมโหขนาดนี้มาก่อนเลย

            แต่ก็ได้ยินเสียงของหลินหยางส่วนกลับไปอย่างดุดันเช่นกันว่า

            “ไอ้เวรนนี่! เงื่อนไขของข้าชัดเจนและยุติธรรม ไอ้ที่เจ้าเสนอมาต่างหากล่ะที่เหลวไหลทองคำแค่ร้อยล้านชั่งก็คิดจะให้ข้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อพวกเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าไม่ได้สืบมารึอย่างไรว่าตอนนี้สถานะของข้าคืออะไรแล้วเดี๋ยวข้าให้ท่านพ่อจ่ายทองคำให้พันล้านชั่งเพื่อไล่เจ้าออกไปจากอาณาจักรชูอวิ๋นเสียเดี๋ยวนี้เลย”

            ฝ่ายของเวินติ่งเทียนเองก็เหงื่อไหลซกเช่นกัน

            องค์ชายหลินวันนี้ดูกร่างเป็นพิเศษเลยแฮะ

            รู้จักกันมาก็นานแล้ว เพิ่งเคยเห็นเขาพูดกับคนอื่นแบบนี้เหมือนกันแถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้หญิงด้วย ผู้หญิงที่ดูเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่งไม่ต่างจากหลินหยางตอนนี้เลย

            การด่าทอกันระหว่างทั้งสองคนยังคงดำเนินต่อไป

            “ได้! หลินหยาง เจ้าแน่มาก ข้ายอมก็ได้ แต่เจ้าฟังไว้นะของที่เจ้าขอมาน่ะข้าให้ได้แค่ห้าส่วน ข้าให้ได้มากสุดแค่นี้ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าเจ้าจะทำสำเร็จรึเปล่า ถ้าเจ้าทำได้จริง ดูสิว่าสมบัติที่อยู่ในนั้นจะทำให้จอมตะกละอย่างเจ้าจุกตายได้รึเปล่า!!”หยูยี่ดูโมโหจนแทบคลั่ง

            “ไหน... ข้าดูก่อนนะ...”หลินหยางเริ่มวิเคราะห์ขึ้นมาจริงๆ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ก็ตะโกนแหกปากขึ้นมาทันที

            “ห้าส่วน!! แค่นั้นนี่นะ!! ต่ำสุดแปดส่วนถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องคุยแล้ว!!”

            “หกส่วน ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ขูดเนื้อข้าไปเลยดีกว่าข้าไม่ยอมให้เจ้ารังแกกันขนาดนี้หรอก!”

            “เจ็ดส่วนข้าไม่เอาสมุนไพรวิเศษก็ได้ แต่วัตถุดิบระดับห้าต้องได้ครบทุกอันเนื้อของผู้หญิงอย่างเจ้าจะมีสักกี่กิโลกันเชียว หยุดเรื่องมากได้แล้ว!”

            “ตกลง! เจ็ดส่วนก็เจ็ดส่วน! ไหน ขอข้าน้อยดูก่อนนะ...”

            อยู่ๆ หยูยี่ก็เปลี่ยนน้ำเสียงอย่างกะทันหันนุ่มนวลอ่อนหวานอย่างกับเสียงแมวอ้อน

            “อืมม...คุณชายหลินนี่ตาถึงจริงนะ วัตถุดิบพวกนี้เรามีเก็บไว้ในโกดังอยู่พอดีพวกเราจะรีบส่งมาให้ที่คฤหาสน์แห่งนี้เอง อย่างช้าสุดไม่เกินสามวัน”

            “โอ้... เถ้าแก่จีช่างตรงไปตรงมาจริงๆการได้เจรจาธุรกิจกับท่านแบบนี้นับเป็นหนึ่งในเรื่องที่เยี่ยมยอดที่สุดในชีวิตข้าเลย”หลินหยางเองก็เปลี่ยนท่าทีในพริบตาเหมือนกันท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนกับยอดนักธุรกิจผู้ทรงภูมิเลยก็ไม่ปาน

            เอ๊ะ?

            เมื่อครู่นี้พวกเขาทะเลาะกันอยู่หรือเปล่า?

            คงไม่มั้ง นั่นคงเป็นภาพหลอน ใช่ภาพหลอน

            ด้านนอกหอฟ้าสมุทรคนทั้งหมดกำลังยืนดูหลินหยางที่กำลังจับมืออยู่กับหยูยี่ จากนั้นทั้งสองก็เดินออกมาแบบสบายๆดูสนิทกันอย่างกับเป็นคนบ้านเดียวกันก็ไม่ปาน

            อะไรของพวกเอ็งนี่!!

            คนทั้งหมดที่เห็นเหตุการณ์แทบด่าแม่พวกนั้นในใจแล้ว

            พวกเจ้าทำธุรกิจของเจ้าอยู่ในนั้นทีเล่นเอาพวกเราแทบหัวใจวายแน่ะ!

            ขอละพวกเจ้าช่วยทำอะไรให้เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาหน่อยได้ไหม?

            ..................................

            หลังจากคุยธุระกันเสร็จแล้ว จีหยูยี่และพวกก็จากคฤหาสน์เวินไปด้วยความรู้สึกยินดี

            สำหรับนางแล้วถึงแม้ว่าการเจรจาธุรกิจครั้งนี้ฝ่ายนางจะต้องยอมจ่ายวัตถุดิบระดับห้าที่มีมูลค่ามหาศาลไปบางส่วนก็ตามแต่นางก็รู้สึกได้ว่าหลินหยางนั้นสนใจในเรื่องของทะเลสาบเมฆาอัสนีอยู่เหมือนกัน

            เจ้าหนูนี่ไม่มีทางแกล้งสำรวจเล่นๆ แล้วหลอกเอาวัตถุดิบไปอย่างเดียวแน่ๆสายตาของเขาทำให้หยูยี่มั่นใจมากว่า ขอแค่หลินหยางไปถึงที่นั่นเขาจะต้องหาทางทะลวงผ่านม่านพลังนั่นเพื่อเข้าไปในสิ่งก่อสร้างนั่นให้ได้แน่

            เมื่อถึงเวลานั้นแล้วกลุ่มพันธมิตรใต้หล้าจะต้องได้ผลตอบแทนกลับคืนมามากกว่าเดิมเป็นร้อยๆเท่าแน่นอน หรือบางทีอาจจะเป็นพันๆ เท่าเลยก็เป็นได้

            ดังนั้นหยูยี่จึงพร้อมที่จะลงทุนหนักเพื่อเสี่ยงดวงกับหลินหยางแต่ถึงอย่างนั้นนางก็เชื่อมั่นมากว่าหลินหยางจะทำได้

            ส่วนหลินหยางที่ไปส่งหยูยี่นั้นก็รู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้งเช่นกัน

            ของที่เขาขอจากหยูยี่นั้นบางส่วนเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซมโล่หัวกะโหลก

            ด้วยทักษะด้านการช่างของเขาแล้วแค่ใช้วัตถุดิบระดับห้าสามอย่างก็พอถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถพัฒนาโล่ชิ้นนี้ให้กลายเป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์ที่แข็งแกร่งกว่าระดับวิถีราชันอย่าง“ยุทธภัณฑ์วิถีจักรพรรดิ” ได้ก็ตามแต่เขาสามารถสร้างสุดยอดยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานได้อย่างแน่นอน

            ทั่วทั้งทวีปชี่อู่นั้นมียุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงอยู่เพียงสิบกว่าชิ้นเท่านั้นเท่ากับว่าหลินหยางจะได้ไพ่ตายสุดแข็งแกร่งไร้เทียมทานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ

            แต่แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับหลินหยางสิ่งที่หลินหยางต้องการมากที่สุดคือขุมทรัพย์ในทะเลสาบฟ้าสมุทรที่หยูยี่เคยพูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้

            “อัสนี” หรือ “อัคคี” อะไรบางอย่าง

            พอหลินหยางได้ยินคำนั้นก็หวั่นไหวทันที

            ภายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนองอันเกรี้ยวกราดแบบนั้นมีนักการช่างสุดแข็งแกร่งที่น่าจะมาจากภพภูมิที่สูงกว่า ม่านพลังที่ผนึกสถานที่เอาไว้ด้วยพลังที่อยู่เหนือกว่าภูมิความรู้ของผู้คนในตอนนี้รวมทั้งตัวอักษรเลือนรางนั่นอีก

            ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนชี้เป้าไปที่สิ่งๆหนึ่ง - เพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษ

            อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่ทรงพลังเป็นลำดับที่สิบสี่จากบรรดาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดสามสิบหกแบบ “เพลิงอัสนีม่วง”!

            มันเป็นเพลิงพิสดารที่จะเกิดขึ้นในที่ๆมีพลังธาตุสายฟ้าและไฟจำนวนมหาศาลอัดแน่นรวมกันอยู่ เป็นธาตุที่มีทั้งคุณสมบัติของไฟและสายฟ้านอกจากจะเป็นไฟที่มีความร้อนสูงจนน่าตะลึงแล้ว มันยังเป็นไฟที่มีคุณสมบัติในการสะกดข่มพลังชั่วร้ายทั้งหมดในใต้หล้านี้ได้ด้วยถึงมันอาจจะไม่สามารถเทียบกับขนนกอัคคีที่สร้างมาจากเพลิงวิเศษจากพลังชีวิตของตัวมันเองก็ตามแต่มันก็ห่างกันไม่มากเท่าไร

            นี่เป็นเรื่องที่บังเอิญมากจริงๆ

            เมื่อประมาณสองวันก่อนนั้น หลินหยางยังนั่งปวดหัวอยู่กับการตามหาเพลิงพิสดารอยู่เลยแต่อยู่ดีๆ ก็มีคนคาบข่าวมาบอกเขาถึงที่เองเสียอย่างนั้น

            ซึ่งพอหลินหยางได้ยินสิ่งที่หยูยี่เล่าให้ฟังเมื่อครู่แล้วเขาก็ตัดสินใจได้ทันที เพลิงนี่จำเป็นต่อการสร้างหลิงไทเพื่อเลื่อนระดับความสามารถไปเป็นระดับอวิ้นหลิงและเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญสำหรับการออกตามหาแม่ของเขาอีกด้วย

            แต่ที่เขาทำการเจรจาต่อรองเงื่อนไขกับหยูยี่นั่น...มันเป็นสันดารส่วนตัวที่เขาไม่อาจหักห้ามใจได้ล้วนๆ...

            หลินหยางรู้สึกว่าตัวเองน่าจะเป็นโรค “ไม่ได้เอาเปรียบแล้วไม่สบายใจ”อย่างไรก็ต้องรีดเอาผลประโยช์ออกมาให้ได้มากที่สุดก่อน ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจเอามากๆเลยทีเดียว...

            ซึ่งผลลัพธ์ก็นับว่ายอดเยี่ยม

            นอกจากจะได้วัตถุดิบสำหรับซ่อมแซมโล่นั่นแล้วยังได้เบาะแสเกี่ยวกับเพลิงศักดิ์สิทธิ์แบบพิเศษ ทำให้เส้นทางข้างหน้าดูชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

            ครึ่งเดือน

            หลินหยางนัดกับจีหยูยี่ไว้ที่ครึ่งเดือนหลังจากนี้เขาจะพร้อมสำหรับการเข้าไปสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีแห่งนั้น

            ส่วนในระหว่างที่กำลังรอวัตถุดิบที่จะส่งมาถึงในอีกสามวันข้างหน้านั้น...หลินหยางคิดว่าเขาควรไปที่พระราชวังเสียหน่อย

            อย่าเข้าใจผิด

            หลินหยางไม่ได้จะไปบอกลาหลินเฮ่ายวนสักหน่อยเขาแค่จะไปลากไอ้ตัวตะกละหั่วเอ๋อร์กลับบ้านก็แค่นั้น

            จีหยูยี่เคยบอกไว้แล้วว่าเหล่ายอดฝีมือที่ไปรวมตัวกันในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั้นล้วนมาจากกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดของพื้นที่แถบทิศใต้และทิศตะวันตกของทวีปชี่อู่ เกรงว่าน่าจะแข็งแกร่งกว่าซ่างกวันหงอยู่ไม่น้อยดังนั้นเขาควรเตรียมขนอัคคีของปี้ฟังเพิ่มอีกสักหน่อย

            ใช่แล้ว

            ที่กลับไปนี่ไม่เกี่ยวกับหลินเฮ่ายวนเลยแม้แต่นิดเดียว

            ..................................

            คืนวันนั้นเอง

            ภายในพระตำหนักไท่เหอของหลินเฮ่ายวน

            เขากำลังหนีบเกี๊ยวร้อนๆ จนมีไอน้ำลอยขึ้นมาไปใส่จานของหลินหยาง

            “เร็วสิ หยางเอ๋อร์รีบกินตอนกำลังร้อนๆ ครั้งก่อนเจ้าไม่ทันได้กินเกี๊ยวไส้ไข่ไก่ผัดผักนี่เลยครั้งนี้ก็กินเข้าไปเยอะๆ เลยนะ เมื่อก่อนนี้น่ะ แม่เจ้าอย่างต่ำๆ ก็กินไปเกือบครึ่งชั่งแหนะ...”

            หลินหยางทำหน้าเสียอารมณ์สุดขีด

            ข้าเกลียดไข่ไก่ผัดผัก!!

            หั่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ หลินหยางก็กินอย่างมีความสุขสำราญมันกินไปพลางคุยกับหลินหยางไปพลางว่า “เจ้าหลินอี้น้อย ข้าเพิ่งรู้ว่ามนุษย์ยังมีของดีแบบไอเกี๊ยวนี่อยู่ด้วย...โอ๊ะ เจ้ากินอันนั้นรึเปล่า ถ้าไม่กินก็เอามาให้ข้า”

            “คือว่า....ข้าอาจจะต้องออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง” ตอนที่หลินหยางอยู่กับพ่อเขานั้นมักจะรู้สึกเหมือนกับหมดแรงอย่างไรอย่างนั้น

            “อืม ได้ หั่วเอ๋อร์เจ้าจะเอาน้ำจิ้มเพิ่มไหม?”นี่คือคำตอบของหลินเฮ่ายวน

            “เอา ขอเพิ่มพริกด้วย”

            หลินหยางพูดอะไรต่อไม่ถูกทันที

            กับพ่อผู้ที่ดูแตกต่างจากตอนเป็นจักรพรรดิแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าแบบนี้หลินหยางรู้สึกหมดคำพูดจริงๆ

            หลินหยางจึงต้องพุดเข้าประเด็นหลักทันทีว่า“หั่วเอ๋อร์ คืนนี้เจ้าต้องกลับไปคฤหาสน์เวินกับข้าข้ามีเรื่องให้เจ้าทำ...”

            “เมียว(ไม่เอา)!”หั่วเอ๋อร์ตอบกลับอย่างชัดเจน

            “จะเอาหัวสิงโตไหม...”

            “เอา!!” หั่วเอ๋อร์ยังคงจำได้แม่นว่า หัวสิงโตกับเกี๊ยวอะไรอร่อยกว่ากัน

            “ขอข้ากินอีกสักสองชั่งก่อนละกัน”แต่หั่วเอ๋อร์ยังไม่อยากทิ้งอาหารเลิศรสตรงหน้านี้ไป

            “พวกเจ้าค่อยๆ กินไปเถอะ...”หลินหยางพลันลุกขึ้นยืนแล้วจึงเดินออกไปสูดอากาศข้างนอก

            กินเหม็นเขียวของไข่ไก่ผัดผักมันเหม็นมากเกินไป

            แต่ในตอนที่เขาเพิ่งเดินออกจาพระตำหนักไท่เหอได้ไม่นานหลินเฮ่ายวนที่ยังนั่งกินข้าวอยู่ด้านในก็เงยหน้าขึ้นดวงตาทั้งสองของเขาพลันเปล่งประกายออกมา

            ..................................

            หลังจากหลินหยางเดินออกมาได้ไม่กี่ก้าวก็มีลมเย็นๆ สายหนึ่งพัดผ่านด้านหลังของเขาไป

            พอเขาหันกลับมาก็มีเงาร่างสีดำสายหนึ่งยืนอยู่ท่ามกล่างท้องฟ้ายามรัตติกาล

            ต้วนเทียนหยา

            เขาก็ยังคงดูลึกลับไม่เปลี่ยนแปลงเดินทางไร้ร่องรอย หวงคำพูดดุจทองคำ

            “หัวหน้าต้วน ?”หลินหยางรู้สึกประหลาดใจ ทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงได้มาหาหลินหยางได้

            “ตามข้ามา...” น้ำเสียงของต้วนเทียนหยายังคงแหบแห้งอยู่เหมือนเดิม แต่คำพูดของเขากลับแฝงไปด้วยพลังอันมหาศาลอย่างน่าเกรงขามกล่าวจบเขาก็เดินออกไปยังสนามเล็กๆ ที่อยู่ข้างพระตำหนักไท่เหอทันที

            อะไรกัน?

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน