ยอดหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นน้องสาวคนเล็กของเจ็ดพี่ชายตัวร้าย

    บทที่ 32 ถงเป่าไม่ได้ตีท่านนะเจ้าคะ

            เสียงตวาดดังลั่นนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองในทันที

     

            เห็นเพียงหลี่ซานเซ่ากำลังเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาเวินจื่อถงด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด โดยมีเซวียลี่เหนียงที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเดินตามมาด้วย

     

            เวินจื่อชีเห็นดังนั้น จึงรีบดันตัวเวินจื่อถงไปปกป้องไว้ข้างหลังทันที

     

            ทว่าตัวเขาเองกลับถูกหลี่ซานเซ่าที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันผลักจนเสียหลักเกือบจะล้มลง เพราะอย่างไรเสียหลี่ซานเซ่าก็เป็นคนที่ทำงานหนักอยู่เสมอ แรงจึงไม่น้อยเลย

     

            โชคดีที่เวินจื่อถงตาไวและมือเร็ว รีบประคองเวินจื่อชีไว้ ใบหน้าเล็ก ๆ ฉายแววโกรธเคือง นางเงยหน้าจ้องมองหลี่ซานเซ่า แล้วเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงใสซื่อแบบเด็ก ๆ ว่า

     

            “ท่านอาหลี่ ท่านเป็นผู้ใหญ่แต่กลับมารังแกพวกข้าพี่น้องโดยไม่แยกแยะผิดถูกทำไมกันเจ้าคะ?”

     

            แม้ว่าตัวของเวินจื่อถงจะยังสูงไม่ถึงเข่าของหลี่ซานเซ่า แต่ร่างเล็ก ๆ นั้นกลับยืนตัวตรงแหน็ว บนใบหน้าที่เหมือนซาลาเปาน้อย ๆ เต็มไปด้วยการตำหนิ

     

            เหตุการณ์ทางด้านนี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากคนอื่น ๆ ทุกคนต่างมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

     

            ทว่าหลี่ซานเซ่ากลับไม่มีท่าทีใส่ใจแม้แต่น้อย ในทางกลับกันนางกลับลากตัวเซวียลี่เหนียงเข้ามาอย่างมั่นใจ พร้อมกับชี้ไปที่ใบหน้าของเซวียลี่เหนียงแล้วกล่าวว่า

     

            “พวกเจ้าดูเอาเถิด! ทุกคนมาดูเร็วเข้า! ลี่เหนียงบ้านข้าเป็นดรุณีที่งดงามราวกับนางฟ้าถึงเพียงนี้! นางไม่ได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกนังเด็กแสบนี่ตีจนเป็นแบบนี้! หากใบหน้าของลี่เหนียงบ้านข้าเสียโฉมจนแต่งงานไม่ออก ข้าก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”

     

            หลี่ซานเซ่าตบต้นขาตัวเองพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความร้อนใจ พร้อมกับตะโกนบอกทุกคนรอบข้าง

     

            สายตาของเวินจื่อถงเหลือบมองไปที่ใบหน้าของเซวียลี่เหนียง เห็นเพียงบนใบหน้าของเซวียลี่เหนียงมีรอยเขียวช้ำปนม่วง ดูเหมือนจะถูกทุบตีมาอย่างหนักจริง ๆ แต่ว่า...

     

            หากนางจำไม่ผิด เวินเฉิงอย่างมากที่สุดก็แค่ตบหน้านางไปทีเดียว ไม่น่าจะรุนแรงถึงขั้นนี้กระมัง?

     

            อีกอย่าง...

     

            “แต่ว่าพี่สาว ถงเป่าไม่ได้ตีท่านนะเจ้าคะ...”

     

            น้ำเสียงของเวินจื่อถงนั้นอ่อนหวานและนุ่มนวล แต่กลับหนักแน่นชัดเจน ไม่มีท่าทีประหม่าเลยแม้แต่น้อย

     

            ทุกคนมองดูเวินจื่อถงที่ตัวเล็กเหมือนก้อนแป้งสีชมพู ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สามารถเชื่อมโยงนางเข้ากับภาพลักษณ์ของคนที่ลงมือตีคนอื่นได้ จึงไม่มีทางเชื่อคำพูดของเซวียลี่เหนียงและหลี่ซานเซ่า

     

            ในทางกลับกัน ความประพฤติปกติของหลี่ซานเซ่าและเซวียลี่เหนียงนั้นไม่ดีนัก คำพูดของพวกนางยิ่งต้องคิดทบทวนดูให้ดี

     

            เซวียลี่เหนียงเห็นดังนั้นก็เริ่มร้องไห้ออกมาทันที พลางสะอื้นกล่าวว่า

     

            “ท่านแม่ ฮือ ๆ ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ! ถึงแม้นางจะแอบพาพี่ชายพวกนั้นมาตีข้า แต่ว่าบ้านนางมีพี่ชายตั้งหลายคน พวกเราจะทำอะไรได้เล่า? ถงเป่า เจ้า... เจ้าแค่ขอโทษข้าก็พอแล้ว ข้าจะไม่ถือสาหาความกับเจ้าอีก”

     

            เซวียลี่เหนียงร้องไห้ได้น่าสงสารยิ่งนัก ดูราวกับเป็นผู้ถูกรังแกที่ต้องอดทนกล้ำกลืนและไม่สามารถโต้ตอบได้ ทำได้เพียงยอมลดตัวลงเพื่อขอคำขอโทษเพียงคำเดียว

     

            หลี่ซานเซ่าได้ยินเช่นนั้น มีหรือจะยอม

     

            พวกนางมาหาเวินจื่อถงไม่ใช่เพียงเพื่อคำขอโทษเท่านั้น!

     

            แต่เซวียลี่เหนียงแอบดึงชายเสื้อหลี่ซานเซ่าเบา ๆ หลี่ซานเซ่าจึงยอมอดทนและกล่าวเสริมว่า

     

            “ใช่ ลี่เหนียงบ้านข้าพูดถูก! ในเมื่อพวกเจ้าลงมือแล้ว ผู้ใหญ่ไม่ถือสาหาความกับเด็ก เราจะไม่เอาเรื่อง แต่ความผิดนี้พวกเจ้าต้องยอมรับใช่หรือไม่? แค่ขอโทษคำเดียวคงไม่ทำให้พวกเจ้าเสียหายอะไรหรอกกระมัง?”

     

            เดิมทีทุกคนไม่เชื่อหลี่ซานเซ่าและเซวียลี่เหนียง แต่เมื่อเห็นทั้งสองยืนกรานเช่นนี้ ก็เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา

     

            เพราะถึงแม้ถงเป่าจะตัวเล็กจนไม่น่าจะลงมือได้ แต่ก็ไม่แน่ว่าพี่ชายของนางอาจจะอยากระบายโทสะแทน และแอบไปรุมตีเซวียลี่เหนียงก็ได้!

     

            ชั่วขณะหนึ่ง สถานการณ์จึงดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้นมา

     

            เวินจื่อชีไม่เคยเจอเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ แม้เขาจะไม่คิดว่าน้องสาวของตนจะตีคน

     

            แต่ในเวลานี้ หากเพียงแค่ขอโทษแล้วเรื่องจบลงได้ เขาก็ไม่อยากจะโต้เถียงกับหลี่ซานเซ่าและเซวียลี่เหนียงให้เสียเวลา!

     

            ทันใดนั้น เวินจื่อชีจึงอ้าปากเตรียมจะขอโทษเพื่อให้เรื่องจบ ๆ ไป แต่ก่อนที่เวินจื่อชีจะได้พูด เสียงของเวินจื่อถงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

     

            “คำพูดของท่านอาหลี่และพี่สาวช่างแปลกนัก เรื่องที่พวกข้าไม่ได้ทำ ทำไมต้องให้พวกข้าขอโทษด้วยเล่าเจ้าคะ?”

     

            เซวียลี่เหนียงตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เวินจื่อถงกลับขัดจังหวะนางทันที พร้อมกับเอียงใบหน้าเล็ก ๆ อย่างจริงจังและถามด้วยความสงสัยว่า

     

            “แต่ว่า ในเมื่อพี่สาวบอกว่าพวกข้าตีท่าน เช่นนั้นก็ต้องมีหลักฐานสิเจ้าคะ? จะมากล่าวหาคนอื่นลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานไม่ได้หรอกกระมัง? อย่างเช่น ท่านบอกว่าพี่ชายของข้าเป็นคนตีท่าน แล้วใครเป็นคนตีเล่า เป็นพี่รอง? หรือพี่สาม? หรือพี่เจ็ด? หรือว่าเป็นถงเป่าเองเจ้าคะ?”

     

            เซวียลี่เหนียงและพวกช่างฝันหวานเสียจริง!

     

            บอกให้พวกเขาขอโทษแล้วเรื่องจะจบงั้นหรือ แต่ด้วยนิสัยของคนพวกนี้ เวินจื่อถงจะเชื่อได้อย่างไร?

     

            หากพี่เจ็ดถูกหลอกให้ขอโทษจริง ๆ เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นว่าพวกเขายอมรับผิดทันที!

     

            ถึงตอนนั้น อีกฝ่ายคงจะเอาเรื่องที่พวกเขาขอโทษมาเป็นจุดอ่อน และไม่รู้ว่าจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก!

     

            เซวียลี่เหนียงเตรียมการมาดีก่อนจะมาถึง เมื่อได้ยินเวินจื่อถงถามจึงไม่มีท่าทีเกรงกลัว และตอบกลับไปตรง ๆ ว่า

     

            “วันนั้นแม้ข้ากับถงเป่าจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นข้าคิดว่าอย่างไรเสียถงเป่าก็ยังเด็ก แม้จะพูดผิดทำผิดไปบ้าง แต่ข้าก็ถือว่าเป็นพี่สะใภ้ในอนาคตของนาง ไม่ควรจะถือสาหาความ จึงคิดว่าเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไป แต่ว่า...”

     

            พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างรู้สึกว่าเซวียลี่เหนียงช่างเป็นเด็กดีและรู้ความยิ่งนัก

     

            เพราะหากฟังดูแล้ว ช่างเป็นคนที่เข้าใจผู้อื่นและยอมอดทนเสียสละเพียงใด?

     

            มีเพียงมุมปากของเวินจื่อถงที่กระตุก เซวียลี่เหนียงคนนี้ช่าง... มีทักษะการแสดงแบบเต็มร้อยจริง ๆ !

     

            “แต่ข้ากลับนึกไม่ถึงว่า เมื่อคืนเวินจื่อเอ๋อร์และเวินจื่อซ่างจะพาเวินจื่อถงมาตีข้า! พวกเขาใช้ถุงผ้าคลุมหัวของข้าไว้ แม้ข้าจะมองไม่เห็นพวกเขา แต่ข้าจำเสียงของพวกเขาได้!”

     

            ชั่วครู่หนึ่ง เซวียลี่เหนียงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาจากตัว พร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อแล้วกล่าวว่า

     

            “ข้าเก็บสิ่งนี้ได้บนพื้น หากข้าจำไม่ผิด นี่คือผ้าเช็ดหน้าของเวินจื่อเอ๋อร์เจ้าค่ะ!”

     

            คราวนี้ ทุกคนต่างมองไปที่พวกเวินจื่อถงด้วยความตกตะลึง หรือว่าคนจากตระกูลเวินสายหลักจะลงมือตีคนจริง ๆ ?

     

            เวินจื่อถงไม่ได้มองผ้าเช็ดหน้าที่เซวียลี่เหนียงถืออยู่เลยแม้แต่น้อย นางกล่าวด้วยใบหน้าใสซื่อว่า

     

            “พี่ชายของข้าตีจริง ๆ หรือเจ้าคะ? แล้วพี่ชายของข้าตีพี่สาวตอนกี่ยามกันเล่าเจ้าคะ?”

     

            “ยามซวี่” *[1]

     

            เวลานั้นทุกคนต่างกินข้าวอยู่ในบ้าน ไม่มีใครออกมาข้างนอก ดังนั้นจึงไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์

     

            เวินจื่อถงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ และกล่าวอย่างจริงจังว่า “อ้อ! ช่างบังเอิญเหลือเกิน เมื่อคืนตอนยามซวี่ พี่ชายของข้าดูเหมือนจะออกไปข้างนอกจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ!”

     

            พอเวินจื่อถงพูดจบ ทุกคนต่างตกตะลึง!

     

            นี่คือยอมรับแล้วหรือ?

     

            เซวียลี่เหนียงและหลี่ซานเซ่าสบตากันด้วยความยินดี หลี่ซานเซ่าจึงแสยะยิ้มแล้วกล่าวว่า

     

            “เห็นไหม! เป็นพวกเจ้าที่ทำจริง ๆ ! พวกเจ้าตีลี่เหนียงบ้านข้าจนเป็นแบบนี้ เรื่องนี้จะให้จบลงง่าย ๆ ไม่ได้เด็ดขาด!”

     

            “อ้อ? แล้วท่านอาหลี่ต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?” เวินจื่อถงเอียงศีรษะเล็ก ๆ อย่างไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ พร้อมกับถามด้วยความสงสัย

     

            “ถงเป่า! แต่ว่า...”

     

            [1] เวลา 19.00 - 21.00 น.