ตำหนักหมื่นวิถี
มีผู้นำที่เป็นบรรพชนของราชวงศ์เยว่ นามว่า เยว่หลางซือ ตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นปลาย
รองผู้นำตำหนักคืออดีตราชครูชิ่วไจ๋คง ตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นกลาง
ผู้อาวุโสใหญ่นามว่า เฟยเจิ้งกู่ ตัวตนระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นต้น
จากนั้นก็ประกอบด้วยผู้อาวุโสหลักอีกเก้าคน ซึ่งแต่ละคนก็เป็นถึงเทพยุทธ์ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
ไม่นานเหม่ยเจียงก็กลับมาพร้อมกับอุปกรณ์มิติให้กับหยวนหมิงเย่
“ นายน้อย ในนี้มีไก่สามสีอบน้ำผึ้งสิบชุดและอาหารอีกจำนวนหนึ่งที่ลู่อิงเจี๋ยชอบกิน ” เหม่ยเจียงกล่าว
“ ขอบใจมาก เดี๋ยวเจ้าก็ไปกับข้าด้วยแล้วกัน ” หยวนหมิงเย่กล่าว
“ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้น
หลังจากรู้ข้อมูลของตำหนักหมื่นวิถีแล้ว หยวนหมิงเย่ก็กลับไปที่ห้องนั่งเล่น
“ พวกเจ้ากินเสร็จหรือยัง? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้น
“ เสร็จแล้วล่ะ เจ้าเตรียมตัวพร้อมยังล่ะ? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้น
หยวนหมิงเย่พยักหน้า “ เสร็จแล้วล่ะ ”
“ งั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ ” ไป๋เหรินซีกล่าว
ไม่นานรถม้าของหยวนหมิงเย่ก็ออกจากจวนไป
รถม้าของหยวนหมิงเย่มีขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้เจ็ดถึงแปดคนอย่างไม่มีปัญหา
ทำให้ในรถม้ามีทั้งหยวนหมิงเย่ ไป๋เหรินซี เฉินสวี เป่ยซูลู่ นั่งอยู่อย่างไม่อึดอัด
ส่วนด้านนอกก็มีชุนหานที่เป็นคนขับรถม้าและเหม่ยเจียงที่ติดตามไปด้วย
การเดินทางจากเมืองหลวงแสงจันทร์ไปยังตำหนักหมื่นวิถีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
บนรถม้า พวกเขาต่างก็สนทนาเรื่องที่เกิดขึ้นในตำหนักหมื่นวิถีให้กับหยวนหมิงเย่ฟัง
จนกระทั้งพวกเขามาถึงตีนเขาลูกหนึ่ง
“ พวกเราถึงตำหนักหมื่นวิถีแล้ว ” ไป๋เหรินซีกล่าวขึ้น
“ พวกเราต้องจอดรถม้าไว้ตรงที่จอดรถม้า จากนั้นพวกเราก็ต้องไปรอที่โถงรับแขก ” เป่ยซูลู่กล่าว
โถงรับแขกคือสถานที่ที่มีไว้สำหรับให้แขกรอให้คนของตำหนักหมื่นวิถีออกมา เนื่องจากตำหนักหมื่นวิถีห้ามไม่ให้คนนอกเข้าไปด้านในโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ยกเว้นสำหรับตัวตนระดับสูงที่เป็นข้อยกเว้น
หยวนหมิงเย่มองดูภูเขาที่ตำหนักหมื่นวิถีสร้างอยู่บนนั้นด้วยรอยยิ้ม นอกจากนี้เขายังสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่หนาแน่นอยู่บนภูเขาลูกนี้ แต่มันก็เทียบได้กับการที่เขาสร้างค่ายกลกลั่นสวรรค์โดยใช้หินค่ายกลระดับสองเท่านั้น
นอกจากนี้รอบๆภูเขาแห่งนี้ก็มีม่านพลังขนาดใหญ่สร้างทับเอาไว้ ซึ่งม่านพลังนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยนักวางค่ายกลระดับตำนาน หรือก็คือเหนือกว่านักวางค่ายกลระดับสวรรค์
เนื่องจากอยู่ที่ตีนเขาทำให้มองไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ด้านบนของตำหนักหมื่นวิถี
ไม่นานทั้งห้าคนก็มาถึงโถงรับแขก
โถงรับแขกมีศิษย์ของตำหนักหมื่นวิถีหลายคนกำลังพูดคุยกัน บ้างก็กำลังทำความสะอาดอยู่ แต่เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มของไป๋เหรินซีเดินเข้ามาพวกเขาก็ทำความเคารพทันที ไม่ว่าจะเป็นสถานะหรือเบื้องหลังของนาง นางย่อมโดดเด่นเหนือใคร
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจที่สุดก็คือการที่ไป๋เหรินซีเดินคู่กับชายหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาด้วย แถมไป๋เหรินซียังทำสีหน้ามีความสุขแบบนั้นอีก
“ ชายหนุ่มนั้นเป็นใครกัน ทำไมถึงเดินข้างศิษย์พี่ไป๋ได้ แถมศิษย์พี่ไป๋ยังมีความสุขอีกด้วย ”
“ เจ้ามาถามข้าแล้วจะให้ข้าถามใครล่ะ? แล้วไม่ใช่ว่าศิษย์พี่มู่ไปกับศิษย์พี่ไป๋เหรอแล้วทำไมจู่ๆนางถึงกลับมาพร้อมกับชายอื่นได้ล่ะ? ”
ศิษย์ทุกๆคนพากันประหลาดใจและกลายเป็นวุ่นวายขึ้นมา
จากปากต่อปาก เพียงไม่นานศิษย์ที่อยู่ในโถงรับแขกก็รู้เรื่องที่ไป๋เหรินซีเดินเคียงคู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างมีความสุข
หยวนหมิงเย่มองดูโถงรับแขกด้วยความสนใจ เพราะโถงรับแขกนี้หรูหราอย่างมาก โถงแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากหินอ่อนทั้งหมด ซึ่งจะมีการแบ่งห้องออกเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการรับรองแขกที่มาจากด้านนอก
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องรับแขกห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นหนึ่งในห้องที่ดีที่สุดภายในโถงรับแขกแห่งนี้ เนื่องจากสถานะของไป๋เหรินซีทำให้นางสามารถใช้ห้องรับแขกแห่งนี้ได้
“ ซูลู่ เฉินสวี เจ้าอยู่เป็นเพื่อนหมิงเย่ที่นี้ก่อนเดี๋ยวข้าจะไปหาอาจารย์แล้วจะรีบกลับมาทันที ” ไป๋เหรินซีกล่าวขึ้น
“ ได้ เจ้ารีบไปเถอะเดี๋ยวอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ” เป่ยซูลู่กล่าวขึ้น
“ ใช่ เจ้ารีบไปเถอะเดี๋ยวมันจะมีเรื่องจริงๆ ” เฉินสวีเห็นด้วย
ทั้งสองรู้ดีว่าเรื่องที่ไป๋เหรินซีเดินคู่กับชายหนุ่มที่ไหนไม่รู้ อาจจะทำให้เกิดความอิจฉาได้และพวกเขาที่เป็นคนของตำหนักหมื่นวิถีย่อมเป็นอัจฉริยะเหนือผู้อื่น จะต้องแสดงท่าทีต่อต้านและต้องมาหาเรื่องหยวนหมิงเย่แน่ๆ เพื่อที่จะได้ข่มสถานะของเขาให้จมดิน
“ เข้าใจแล้วข้าจะรีบไปทันที ” ไป๋เหรินซีกล่าวจบก่อนที่นางจะรีบวิ่งออกจากห้องไป
หยวนหมิงเย่ เป่ยซูลู่และเฉินสวีนั่งอยู่ที่เก้าอี้ โดยที่มีเหม่ยเจียงคอยชงชาให้อยู่ด้านหลัง
หยวนหมิงเย่ดื่มชาอย่างสบายใจโดยที่ไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย ผิดกับเป่ยซูลู่และเฉินสวีที่แสดงสีหน้ากังวล แต่เมื่อทั้งสองเห็นท่าทีผ่อนคลายของหยวนหมิงเย่ ทั้งสองก็ได้แต่มองหน้ากันและผ่อนคลายลง
ในเมื่อเจ้าตัวยังผ่อนคลายขนาดนี้ พวกนางที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยจะต้องไปกังวลทำไหม
“ เหม่ยเจียง เจ้าไปเฝ้าหน้าห้องและไม่ให้ใครเข้ามาด้านใน ข้าไม่ชอบเรื่องวุ่นวายโดยเฉพาะในตอนนี้ ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้นพร้อมกับดื่มชาไปด้วย
“ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงโค้งคำนับเล็กน้อยและเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่เหม่ยเจียงออกไปแล้ว เป่ยซูลู่และเฉินสวีก็กลายเป็นตกใจ
“ หมิงเย่นี้เจ้าให้นางออกไปทำแบบนั้น เจ้าไม่กลัวนางจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสงั้นหรือ? ” เป่ยซูลู่แสดงสีหน้าไม่พอใจทันที
นางคิดว่าหยวนหมิงเย่ให้เหม่ยเจียงออกไปด้านนอกก็เพื่อให้นางถูกทำร้ายและไม่ให้ใครมารบกวนเขา ซึ่งเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมาก
เฉินสวีเองก็ไม่พอใจเหมือนกัน
“ พวกเจ้าดูถูกนางเกินไปแล้ว เหรินซีไม่ได้บอกหรือว่านางสามารถเอาชนะระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว? ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของหยวนหมิงเย่ ทั้งสองก็มองหน้ากันก่อนที่จะส่ายหน้า
“ เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อสองปีก่อน… ” หยวนหมิงเย่เล่าเรื่องที่เจอกับมู่อวิ๋นครั้งแรกและการที่เหม่ยเจียงเอาชนะชิงเชาที่เป็นผู้ติดตามของมู่อวิ๋น
สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
นางคิดว่าสาวใช้ของหยวนหมิงเย่นั้นเป็นคนธรรมดาหรืออาจจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับสามขั้นต้นเท่านั้น ทำให้ตอนแรกพวกนางไม่สนใจเหม่ยเจียงเพราะคิดว่านางเป็นแค่สาวใช้ ไม่เหมือนกับพวกนางที่เป็นถึงระดับปราชญ์ยุทธ์
แต่ปรากฏว่านางสามารถเอาชนะชิงเชาที่เป็นถึงจักรพรรดิยุทธ์ได้ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว นี้ไม่ใช่ว่าเป็นการตบหน้าพวกนางหรือว่า พวกนางนั้นสู้ไม่ได้แม้แต่สาวใช้ของหยวนหมิงเย่
“ ที่แท้เจ้าและคุณชายมู่ก็มีปัญหากันตั้งแต่เมื่อสองปีก่อนแล้ว ” เป่ยซูลู่กล่าวพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ
“ ทีนี้พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกว่านางจะเป็นอะไรไป เพราะแม้แต่ระดับเหนือยุทธ์ก็ไม่สามารถทำอะไรนางได้ ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า
เป่ยซูลู่และเฉินสวีมองหน้ากัน แต่ถึงอย่างนั้นพวกนางก็ไม่เชื่อหรอกว่าสาวใช้ที่อายุพอๆกับพวกนางจะแข็งแกร่งขนาดนั้น ถ้าหากแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆทำไมถึงเป็นเพียงแค่สาวใช้ล่ะ ด้วยความสามารถและพรสวรรค์ระดับนั้นเกรงว่านางสามารถเข้าร่วมกับตำหนักหมื่นวิถีได้สบายๆแถมอาจจะกลายเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสหลักสักคนด้วยซ้ำหรือแม้แต่เป็นลูกศิษย์ของเจ้าตำหนักเลยก็ได้
เพียงแต่ยิ่งเวลาผ่านไป พวกนางก็พบว่าไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้จริงๆแถมด้านนอกก็ยังเงียบสงบและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้ทำให้พวกนางแปลกใจอย่างยิ่ง
บนยอดเขาแห่งหนึ่งในตำหนักหมื่นวิถี
บนยอดเขาแห่งนี้เป็นที่อยู่ของเหล่าผู้อาวุโสหลักทั้งเก้าของตำหนักหมื่นวิถี ซึ่งยอดเขาลูกนี้มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นมากกว่าด้านล่างหลายเท่า ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตำหนักหมื่นวิถี
ไป๋เหรินซีใช้วิชาตัวเบาของนางวิ่งผ่านทุกสิ่งอย่างรวดเร็วจนกระทั้งมาถึงจวนหลังหนึ่งบนยอดเขา ซึ่งจวนนี้คือที่พักของอาจารย์ของนาง ลู่อิงเจี๋ย
เมื่อศิษย์ที่อยู่ภายในจวนเห็นไป๋เหรินซี พวกเขาก็พากันทำความเคารพด้วยความนอบน้อม เนื่องจากนางเป็นลูกศิษย์ที่ลู่อิงเจี๋ยรักและเอ็นดูมากที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ทั้งสามคน
ไป๋เหรินซีวิ่งไปที่จวนหลักก่อนที่นางจะเห็นอาจารย์ของนางกำลังนั่งกินอาหารว่างอยู่ใต้ต้นไม้
ลู่อิงเจี๋ยมีรูปลักษณ์คล้ายกับสตรีอายุประมาณยี่สิบกลางๆ นางงดงามอย่างยิ่ง นับได้ว่าเป็นหญิงงามผู้หนึ่งแม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับไป๋เหรินซีก็ตาม
“ ท่านอาจารย์ ” ไป๋เหรินซีเรียกและวิ่งไปหาทันที
ลู่อิงเจี๋ยเงยหน้ามองดูท่าทีรีบร้อนของไป๋เหรินซีก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ เหรินซี เจ้าเป็นถึงกุลสตรีไฉนถึงได้รีบร้อนวิ่งอย่างนั้นกันล่ะ? ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าวพร้อมกับหยิบถ้วยน้ำชาใบใหม่ออกมาและรินชาให้กับไป๋เหรินซี
“ มีเรื่องอะไรมาให้ข้าจัดการอีกแล้วหรือ? ” ลู่อิงเจี๋ยจิ้มไปที่หน้าผากของไป๋เหรินซี
“ อาจารย์เรื่องนี้อาจารย์ต้องช่วยศิษย์ด้วยนะ ” ไป๋เหรินซีเริ่มออดอ้อนทันที
ลู่อิงเจี๋ยหยิกแก้มทั้งสองข้างของไป๋เหรินซีและถามขึ้นว่า “ ไหนเจ้าเล่ามาสิว่าเจ้าไปก่อเรื่องอะไรมา? ถ้าหากไม่ใช่เรื่องใหญ่ข้าก็สามารถช่วยเหลือเจ้าได้ทั้งนั้นแหละ ”
ไป๋เหรินซีหน้าแดงเล็กน้อยก่อนที่จะเล่าเรื่องที่หยวนหมิงเย่มีปัญหากับมู่อวิ๋นและนางต้องการให้อาจารย์ช่วยเหลือหยวนหมิงเย่
ลู่อิงเจี๋ยมองดูไป๋เหรินซีที่หน้าแดงก็หัวเราะคิกคัก
“ เหรินซีนี้เจ้ามีชายหนุ่มที่ชอบตั้งแต่เมื่อใดกันเนี้ย ทำไมเจ้าถึงไม่พามาให้อาจารย์ดูก่อนเล่า อาจารย์จะได้ตรวจดูว่าชายคนนั้นเหมาะสมกับเจ้าหรือไม่? ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าวออกมา
“ ท่านอาจารย์นี้เรื่องใหญ่นะท่านยังจะทำเป็นเล่นอีกงั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีมองค้อน
“ เอาล่ะๆ ในเมื่อเจ้ามาขอร้องอาจารย์เช่นนี้ อาจารย์ก็จะช่วยอย่างสุดความสามารถ แต่อย่าลืมว่าอาจารย์ไม่สามารถต่อกรกับตระกูลมู่ได้ทั้งหมดนะ แต่อาจารย์จะช่วยได้เท่าที่ทำได้แล้วกัน ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ จริงหรืออาจารย์ ” ไป๋เหรินซีตื่นเต้น
“ แต่ข้ามีข้อแม้นะ ถ้าหากข้าช่วยเหลือเจ้า เจ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝนตัวเองและต้องเอาอันดับต้นๆในงานชุมนุมแสงจันทร์มาฝากข้า ” ลู่อิงเจี๋ยกล่าว
“ ตกลง ” ไป๋เหรินซีพยักหน้าทันที
ไม่นานทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังโถงรับแขกทันที
ด้วยความช่วยเหลือของลู่อิงเจี๋ยทำให้ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีก็มาถึงโถงรับแขกแล้ว
เพียงแต่ทั้งสองก็ต้องตกใจเมื่อเห็นฝูงชนจำนวนมากที่มีทั้งศิษย์และผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งพากันยืนอยู่ที่ด้านหน้าโถงรับแขก โดยที่พวกเขาเอาแต่พูดคุยกันด้วยความจริงจัง
“ เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเจ้าถึงได้มายืนอยู่ที่ด้านหน้าโถงรับแขกแบบนี้? ” ลู่อิงเจี๋ยถามขึ้นทันที
เมื่อทุกๆคนเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสหลักลู่อิงเจี๋ย พวกเขาก็แสดงสีหน้าตื่นเต้น
จนกระทั้งศิษย์คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆก็รีบอธิบายเรื่องราวให้ฟังทันที
“ ท่านผู้อาวุโสลู่ ที่หน้าห้องรับแขกห้องหนึ่งมีสตรีผู้หนึ่งใช้วิชาอะไรก็ไม่รู้ทำให้พวกเก๋อซุนจี๋ และผู้อาวุโสหลายคนหยุดนิ่งไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ และดูเหมือนว่านางจะสามารถทำให้ผู้อาวุโสฉู่หยางไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยเช่นกัน ไม่เพียงไม่สามาถรเคลื่อนไหวได้นางยังสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสฉู่หยางได้อีกด้วย นางบอกว่านางไม่ต้องการให้ใครเข้าไปรบกวนนายน้อยของนางในห้องรับแขกนั้น ” ศิษย์ชายหนุ่มอธิบายทันที
เมื่อได้ยินที่ศิษย์ชายหนุ่มอธิบายออกมา ลู่อิงเจี๋ยก็หรี่ตาลง เพราะผู้อาวุโสฉู่หยางแม้ว่าจะไม่ใช่ผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งแต่เขาก็ยังเป็นถึงตัวตนระดับเซียนยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แต่ตัวตนระดับนี้กลับถูกสตรีนางหนึ่งควบคุมเอาไว้ แสดงว่านางจะต้องแข็งแกร่งกว่าระดับเซียนยุทธ์
แต่ทว่าไป๋เหรินซีเมื่อได้ยินที่ศิษย์คนนั้นอธิบาย ดวงตาของนางก็กระพริบสองสามครั้งก่อนที่จะพึมพำมขึ้นว่า “ หรือว่าจะเป็นพี่เหม่ยเจียง? ”