“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกมันมีส่วนประกอบของสัตว์ทะเล ข้าวผัดเกล็ดทองคำที่ภัตตาคารฟู่หยวนก็มี แต่ไม่อร่อยเท่าที่นี่ หรือว่าเป็นเพราะกุ้ง หมึก และเนื้อปูที่เพิ่มเข้ามา”
นี่มันคือข้าวผัดเกล็ดทองคำที่ควรเผยแพร่ออกไปให้ผู้คนทั่วใต้หล้ารู้จัก
“นั่นคือส่วนหนึ่งเจ้าค่ะ อีกส่วนคือสูตรลับในการปรุงต่างหาก” ฮั่วหมิงจูกระซิบบอก เพื่อเรียกความสนใจจากท่านอาเฉิน
“หลานรัก เจ้าช่างมากไปด้วยพรสวรรค์เหลือเกิน คิดค้นรายการอาหารที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ เนื้อปูที่ห่อด้วยเต้าหู้เรียกว่าอะไร” ชี้ไปยังก้อนกลมๆ ที่ถูกทอดจนเหลืองกรอบ
“ฮ่อยจ๊อเจ้าค่ะ”
“ชื่อนี้เจ้าตั้งเองหรือ”
“สาวใช้คนหนึ่งเคยบอกข้าว่ามันเรียกแบบนี้เจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูโกหกตาใส นางคือผู้ที่จดจำชาติภพของตนเองได้ถึงยี่สิบชาติพบ เรื่องอาหารนางคือผู้เชี่ยวชาญ
“แล้วสิ่งนี้ล่ะ” ชี้ไปยังเนื้อหมูสามชั้นนุ่มเด้ง กินเข้าไปก็ละลายในปาก
“หมูตงพอเจ้าค่ะ”
“เหตุใดถึงชื่อว่าหมูตงพอเล่า”
“เป็นสูตรของผู้อื่นที่ข้านำมาปรับปรุงเจ้าค่ะ” ภายในใจของฮั่วหมิงจูกล่าวขอบคุณเจ้าของสูตรหมูตงพอที่คิดค้นสูตรความอร่อยนี้ขึ้นมาให้ผู้อื่นลิ้มลอง และยังให้นางขโมยสูตรมาเอาความดีความชอบ
เฉินซินถามถึงอาหารที่อยู่บนโต๊ะด้วยความสนใจ หลังจากสอบถามมาพักใหญ่ เฉินซินจึงรู้สึกผิดที่เคยดูถูกหลานสาวคนเล็ก นางรู้เรื่องอาหารมากขนาดนี้เชียวหรือ แต่ดูขนาดตัวของนางสิ คล้ายกับคนที่ไม่เคยกินของอร่อยเลยสักครั้งในชีวิต
“พี่ชายฮั่วมีบุตรสาวที่มีพรสวรรค์ในด้านอาหาร ทั่วใต้หล้าไม่มีผู้ใดเทียบกับนางได้ ขนาดสัตว์ทะเลยังสามารถนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้ ข้านับถือยิ่งนัก” ยกกำปั้นขึ้นเคารพและชื่นชมบิดาที่สั่งสอนบุตรสาวให้ได้ดี
ฮั่วหมิงจูกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้ววิ่งหายเข้าไปในห้อง กลับมาพร้อมกับตำราเล่มหนึ่ง
“ท่านอาเฉินเจ้าคะ นี่คือตำราสูตรอาหารที่ทำขึ้นในวันนี้ หลานขอมอบมันให้ท่านเจ้าค่ะ” ฮั่วหมิงจูยื่นตำราออกไปให้กับเฉินซิน
“นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ตำราสูตรอาหารมีค่ายิ่งกว่าทองคำพันจิน เจ้ามอบให้ผู้อื่นง่าย ๆ เช่นนี้ไม่ได้” เฉินซินไม่รับ
“ต้องขออภัยพี่ชายฮั่ว พี่สะใภ้ ข้ายอมรับว่าอาหารบนโต๊ะอร่อยจนข้าต้องเพ้อฝันหา แต่ข้ามิเคยคิดต้องการสูตรของหลานสาวแม้แต่น้อย”
เฉินซินกลัวว่าคนบ้านฮั่วจะเข้าใจตนผิด จึงต้องรีบอธิบาย
“เจ้ารับไปเถิด นางบอกข้าแล้วว่าต้องการมอบตำราสูตรอาหารให้แก่เจ้า แต่มีข้อแม้ว่าภัตตาคารฟู่หยวน ต้องรับซื้อวัตถุดิบจากโรงงานของพวกเรา ลายมือในตำราก็เป็นข้าที่บันทึกตามที่นางบอก”
ฮั่วหนานอันวางตำราลงบนมือของเฉินซิน
“พี่ชายฮั่ว ท่านกับหมิงจูไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ หากท่านต้องการขายวัตถุดิบจากโรงงานให้ข้า ข้าพร้อมรับซื้อ ไม่จำเป็นต้องมอบสูตรอาหารล้ำค่าให้แก่ข้า”
สูตรอาหารมีค่ามาก บางสกุลถึงขนาดเผาตำราทิ้งแล้วบอกสูตรอาหารกันปากต่อปาก สกุลเฉินก็มีสูตรอาหารที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ไม่สามารถเปิดเผยให้ผู้ใดทราบได้ นอกจากพ่อครัวที่จงรักภักดีต่อสกุลเฉิน
“น้องชายเฉิน เจ้าช่วยพวกเราหลายเรื่อง สูตรอาหารนี้เล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับร้านขายข้าวและร้านขายอาหารทะเลที่เจ้าเปิด แล้วให้พวกเราเป็นหุ้นส่วน”
ฮั่วหนานอันรู้อยู่แล้วว่าเจ้าหมอนี่มีความสามารถในการหาเงินมาเปิดร้านตามที่เขาต้องการ เพียงสามวันสิ่งที่พวกตนต้องการก็ประสบผลสำเร็จ สวรรค์ช่างเห็นใจอย่างแท้จริง
“เจ้าจงพิสูจน์ตนเองให้นายท่านผู้เฒ่าเฉินเห็นว่าบุตรชายอย่างเจ้าก็มีความสามารถมิด้อยไปกว่าพี่น้องคนอื่น ปีนี้ภัตตาคารฟู่หยวนสาขาจางหลินถูกเจ้าดูแล ต้องทำกำไรให้สกุลเฉินได้เป็นกอบเป็นกำ”
ฮั่วหนานอันให้กำลังจนเฉินซินซาบซึ้ง เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาราวกับเด็กน้อย
“ท่านช่างดีกับข้าอยู่ร่ำไป” เฉินซินดึงร่างของฮั่วหนานอันเข้ามาสวมกอด
ฮั่วหนานอันจะอาเจียนเอาอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา เจ้าบ้านี่! ดึงเขาจนตัวปลิว แถมยังรัดแน่นยิ่งกว่างูเสียอีก
“น้องชายเฉิน ข้าหายใจไม่ออก จุกจะตายอยู่แล้ว” ตบหลังให้เฉินซินปล่อยร่างของตน
“ข้าขออภัย ข้าเพียงซาบซึ้งกับความดีของพวกท่าน” เฉินซินผุดลุกขึ้น แล้วคำนับคนบ้านฮั่ว
“ขอบคุณพี่ชายฮั่ว พี่สะใภ้ หลานทั้งสอง บุญคุณในครานี้ข้าเฉินซินจะจดจำไปชั่วชีวิต”
ฮั่วหมิงจูคิดในใจว่าเป็นท่านมากกว่าที่มีบุญคุณกับพวกเรา ดูท่านพ่อของนางทำหน้าและยืดอกรับสิ ช่างไม่รู้จักกระดากอายเลยสักนิด
“ข้าเฉินซิน ขออวยพรให้พวกท่านได้รับอนุญาตให้กลับเมืองหลวงโดยเร็ววัน ตอนนี้เหลียงอ๋องน่าจะกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง หากเหลียงอ๋องเดินทางถึงเมืองหลวงเมื่อใด ข้าจะให้ท่านพ่อส่งของกำนัลไปให้เหลียงอ๋องถึงจวน เพื่ออ้อนวอนขอให้ท่านอ๋องใจอ่อน อนุญาตให้พวกท่านกลับเมืองหลวง”
คนบ้านฮั่วไม่รู้จะตกใจกับอะไรก่อนดี ระหว่างข่าวเหลียงอ๋องเดินทางกลับเมืองหลวงกับเฉินซินจะให้บิดาของเขานำของกำนัลไปมอบให้กับเหลียงอ๋อง เพื่ออ้อนวอนให้เรียกพวกตนกลับเข้าเมืองหลวง
“น้องชายเฉิน เจ้าใจเย็นก่อน ขอร้องล่ะ”
ฮั่วหนานอันแทบร้องไห้กับความหวังดีของคนตรงหน้า บิดาของตนไม่รับของกำนัลจากผู้ใด ยิ่งรู้ว่าของกำนัลที่ถูกส่งมาให้ เป็นเพราะขอร้องแทนพวกตน เกรงว่าพวกตนคงได้อยู่ที่หมู่บ้านซานไห่นานยิ่งกว่าเดิม
“เหลียงอ๋องมิใช่คนที่ผู้ใดจะไปล้อเล่นได้ โปรดเห็นใจหลานทั้งสองของเจ้า อย่าได้ส่งของกำนัลหรืออ้อนวอนแทนพวกเรา” จับมือของเจ้าหมูน้อยที่ชอบใช้เงินและสิ่งของแก้ปัญหาจนเคยชิน
เฉินซินพยักหน้าเข้าใจ และรับปากว่าจะไม่ทำในสิ่งที่พูดก่อนหน้า
“ข้าอยากรู้ว่าเหลียงอ๋องกลับเมืองหลวงเพราะเหตุใด”
“นี่พี่ชายฮั่วไม่รู้หรือว่าฝ่าบาทเรียกเหลียงอ๋องกลับเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้ เพราะต้องการให้เหลียงอ๋องช่วยงานอยู่ในราชสำนัก”
เรื่องนี้มิใช่เรื่องลับอันใด เหลียงอ๋องและทหารจำนวนหนึ่งเดินทางกลับสู่เมืองหลวงตามพระราชโองการของฝ่าบาท
“ผู้คนในเมืองหลวงพูดกันว่า พวกซยงหนูถูกกองทัพสกุลฮั่วปราบ จนต้องยอมสวามิภักดิ์แก่ต้าฉีมาแล้วหนึ่งปี ครั้นชายแดนทางเหนือสงบ ฝ่าบาทจึงต้องการให้เหลียงอ๋องกลับคืนสู่ราชสำนัก ก่อนข้าจะเดินทางมาที่จางหลิน ฝ่าบาทได้ส่งกองทัพส่วนพระองค์ ออกเดินทางไปรับเหลียงอ๋องระหว่างทางด้วย”
ข่าวใหญ่ขนาดนี้ ศิษย์พี่กลับไม่ทราบเรื่องเลยหรือ เฉินซินเจ็บปวดใจแทนยิ่งนัก
“แล้วพี่ใหญ่ของข้าล่ะ ได้เดินทางกลับมาด้วยหรือไม่”
เฉินซินครุ่นคิดอยู่สักพัก “ฝ่าบาทมีราชโองการเรียกตัวเหลียงอ๋องเพียงผู้เดียว ซื่อจื่อน่าจะอยู่รักษาการณ์ที่เมืองชายแดนกระมัง”
“ขอบใจเจ้ามาก สำหรับข่าวสารอันน่าสนใจ” ฮั่วหนานอันตบบ่าของเฉินซิน
“พี่ชายฮั่ว ข้าสงสารท่านเหลือเกิน ท่านกลายเป็นบุตรที่ถูกทอดทิ้งเสียแล้ว”
เฉินซินร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากรู้สึกสงสารคนตรงหน้า แม้กระทั่งเรื่องที่ผู้อื่นทราบ แต่พี่ชายฮั่วกลับไม่ทราบ สงสัยบ้านสามสกุลฮั่วถูกเหลียงอ๋องตัดเป็นตัดตายแล้วจริงๆ
ฮั่วหมิงจูกับฮั่วเจินจูมองหน้ากัน สหายของท่านพ่อยังสติสมประกอบอยู่หรือไม่ ตัวรึก็ใหญ่แต่กลับอ่อนไหวง่าย ตั้งแต่พบกันเมื่อสามวันก่อนจนถึงวันนี้ พวกตนเห็นท่านอาเฉินร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน
สตรีใดหนอที่จะเป็นผู้โชคดี ได้ออกเรือนกับบุรุษร่างใหญ่แต่ขี้แย เพียงภรรยาขึ้นเสียงเกรงว่าท่านอาเฉินจะร้องไห้จนภรรยาตกใจหนีเตลิด