ตอนที่ 71
เคล็ดวิชาเร้นจิต 1
ชั้นวางทักษะยุทธ์ลมปราณมีตำราวางเอาไว้ยี่สิบกว่าเล่ม ซึ่งหลังจากอ่านทวนจบไปแล้วหนึ่งรอบ เสวี่ยหมิงก็พบว่ามีตำราที่ตัวเองสนใจเพียงแค่ 3 เล่ม โดยเล่มแรกเป็นทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นกลางนาม...หมัดเจ็ดทำร้าย ซึ่งเป็นท่าโจมตีอันรุนแรงแต่ก็แลกมาด้วยอาการบาดเจ็บของผู้ใช้ ซึ่งประการแรกที่ดึงดูดความสนใจของเสวี่ยหมิงเพราะว่าเป็นทักษะการใช้หมัด ซึ่งเสวี่ยหมิงมีความชำนาญและคุ้นเคยอยู่ก่อน ส่วนประการถัดมาที่เสวี่ยหมิงมองว่าหมัดเจ็ดทำร้ายนั้นน่าสนใจเพราะว่าอาการบาดเจ็บที่สะท้อนกลับมาสำหรับเสวี่ยหมิงที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็วจากการเดินพลังลมปราณเปลวเพลิง จึงอาจจะลบข้อด้อยของวิชาหมัดเจ็ดทำร้ายไปได้ แต่เมื่อเป็นทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นกลางแต้มที่ใช้แลกจึงสูงถึง 300 แต้ม ทำให้เสวี่ยหมิงลังเลที่จะเลือกทักษะนี้
ต่อมาเป็นทักษะกระบี่ซึ่งเสวี่ยหมิงเองก็สนใจในศาสตร์แห่งกระบี่อยู่บ้าง ทักษะกระบี่ไตรภูมิซึ่งทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นต่ำ จึงยังอยู่ในตัวเลือกของเสวี่ยหมิง
ทักษะสุดท้ายดูจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจที่สุดซึ่งเป็นทักษะยุทธ์ลมปราณระดับมนุษย์ขั้นกลางเช่นเดียวกับหมัดเจ็ดทำร้ายนาม...ฝ่ามือเบญจพิษ เพราะเป็นทักษะที่เสวี่ยหมิงมองว่าสามารถพลิกแพลงใช้ออกได้ในหลายสถานการณ์รวมถึงมีผลคุกคามด้วยการใช้พิษพลังโจมตีคู่ต่อสู้ ติดเพียงว่าเป็นทักษะยุทธ์ที่อาศัยพลังธาตุหยินเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน จึงเป็นเคล็ดวิชาที่เหมาะจะใช้ควบคู่ไปกับผู้ฝึกเคล็ดวิชาลมปราณภูติผี
เมื่อยังไม่อาจตัดสินใจ เสวี่ยหมิงจึงเดินไปยังชั้นตำราสุดท้ายซึ่งเป็นชั้นที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของศิษย์ในสำนักมังกรฟ้านัก เพราะไม่ใช่เคล็ดวิชาโจมตีหรือป้องกัน แต่เป็นเคล็ดวิชาท่าร่าง ศาสตร์พื้นฐานในการปรุงโอสถ ศาสตร์แห่งอักขระ แม้จะถือว่าเป็นตำราหายากและมีคุณค่าไม่ต่างจากตำราในสองชั้นแรก แต่เพราะผู้คนที่เข้ามายังสำนักมังกรฟ้าส่วนใหญ่มุ่งหมายแต่เส้นทางฝึกยุทธ์ที่เน้นสภาวะจู่โจม ทำให้ศิษย์ของสำนักมังกรฟ้าส่วนใหญ่จึงละเลยชั้นตำราสุดท้ายไป
เสวี่ยหมิงเองก็ไม่ได้สนใจจะศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ เพิ่มเติมอีก ในเมื่อเขาสามารถหาเงินมากมายได้จากทักษะการกลั่นอยู่แล้ว ทำให้เสวี่ยหมิงเลือกไปที่ทักษะเสริมพลังอื่น ๆ เช่นทักษะเสริมแกร่งร่างกาย แต่เมื่อคิดดูเสวี่ยหมิงก็มีเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าอยู่แล้ว เสวี่ยหมิงใช้เวลาเลือกตำราที่ชั้นนี้อยู่นานจนกระทั่งพบกับตำราท่าร่าง...ทักษะบันไดเมฆา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็ว และความคล่องตัวยามโยกย้ายได้ดุจเดียวกับท่าร่างลัดนิ้วมือของลี่ฝาง แม้ว่าจะด้อยกว่าในเรื่องความไวแต่ทักษะบันไดเมฆามีจุดเด่นที่สุดตรงสามารถทำให้ผู้เรียนรู้เหยียบย่างไปบนอากาศธาตุได้ชั่วครู่ แม้จะไม่ถึงขนาดที่เหาะเหินเดินอากาศอย่างอิสระ แต่ก็นับว่าเพิ่มข้อได้เปรียบในยามต่อสู้ตัดสิน เสวี่ยหมิงจึงไม่ลังเลและยอมแลกแต้มคุณูปการจำนวน 100 แต้มสำหรับทักษะบันไดเมฆา
เมื่อได้ทักษะบันไดเมฆาแล้ว เสวี่ยหมิงก็กำลังจะวกกลับไปยังตู้ตำราก่อนหน้า แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกองฝุ่นหนาจับแน่นอยู่ที่ปลายสุดของทางเดิน สายตาพลันสัมผัสเข้ากับหีบใส่เก่า ๆ ใบหนึ่ง ด้วยความสงสัยเสวี่ยหมิงจึงตรงเข้าไปดูใกล้ ๆ และเมื่อลงมือปัดฝุ่นหนาที่จับอยู่ด้านบนออกไป เสวี่ยหมิงก็พบว่ามันคือหีบไม้สีแดงแปลกประหลาด ที่ฝาด้านบนมีข้อความระบุไว้ ว่าภายในหีบบรรจุไว้ด้วยเคล็ดวิชาเร้นจิต ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาทักษะวิญญาณ และข้อความต่อท้ายนี่เองที่ทำให้ไม่มีผู้ใดเลือกตำราเล่มนี้มาก่อน เพราะมันระบุว่าผู้ที่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้จำเป็นต้องมีระดับพลังวิญญาณขั้นต่ำเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นกลางเป็นอย่างต่ำ ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนแต้มคุณูปการที่ถูกตั้งเอาไว้สำหรับทักษะเร้นจิตยังสูงถึง 500 แต้ม เสวี่ยหมิงหันหลังกลับไปมองยังชั้นตำราทักษะยุทธ์ ก่อนที่จะถอนหายใจยาว และตัดสินใจแน่วแน่เปิดหีบเก่า ก่อนจะนำตำราเร้นจิตขึ้นมาและเดินออกไปยังห้องด้านหน้าของหอคัมภีร์ ซึ่งโจวอู่เว่ยกำลังยืนรออยู่ด้วยใจจดจ่อว่าเสวี่ยหมิงจะเลือกตำราอะไรออกมา
ทันทีที่เสวี่ยหมิงยื่นตำราท่าร่างปิดผลึกส่งให้ผู้อาวุโสซึ่งดูแลหอคัมภีร์ โจวอู่เว่ยก็ผงกศีรษะตามเป็นการเห็นพ้องกับเสวี่ยหมิงว่าท่าร่างยังคงเป็นจุดอ่อนของเสวี่ยหมิง การเลือกทักษะที่ปิดจุดอ่อนในส่วนนี้จึงถือเป็นตัวเลือกที่นับว่าชาญฉลาด
แต่แล้วเมื่อเคล็ดวิชาเร้นจิตถูกยื่นให้กับผู้อาวุโส สายตาของโจวอู่เว่ยรวมถึงผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ก็จ้องมาที่เสวี่ยหมิงด้วยความงงงวย เพราะระดับพลังของเสวี่ยหมิงในตอนนี้นั้นยังไม่เพียงพอสำหรับขั้นต่ำในการฝึกเคล็ดวิชาเร้นจิต รวมถึงราคาที่ต้องจ่ายเพื่อหยิบยืมก็สูงถึง 500 แต้ม
"เสวี่ยหมิงเจ้าแน่ใจนะ" โจวอู่เว่ยเอ่ยขึ้น
"ขอรับท่านอาจารย์" น้ำเสียงอันเด็ดเดี่ยวเอ่ยพร้อมกับหันไปยิ้มกว้างให้โจวอู่เว่ย
แน่นอนว่าโจวอู่เว่ยผู้เป็นอาจารย์ได้รับรู้ด้านที่ลึกลับ และความสามารถอันยอดเยี่ยมเกินกว่าที่ผู้คนทั่วไปจะคาดคิดได้ของเสวี่ยหมิงมาก่อน มันจึงพยักหน้ารับแม้จะยังไม่เข้าใจทั่งหมด แต่มันก็เชื่อว่าเสวี่ยหมิงมิใช่คนโง่ที่จะใช้แต้มคุณูปการสูงถึง 500 แต้ม เพียงเพื่อแลกสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเอง
แม้โจวอู่เว่ยจะเชื่อมั่นเสวี่ยหมิง แต่ผู้อาวุโสที่ดูแลหอคัมภีร์ล้วนมีความเห็นต่าง และด้วยสัมพันธ์อันดีที่มันมีกับโจวอู่เว่ย มันจึงเอ่ยปากแจ้งเตือนเสวี่ยหมิงอีกครั้งก่อนที่จะเปิดผนึกคัมภีร์เร้นจิต คัมภีร์ซึ่งตั้งแต่มันได้รับหน้าที่ดูแลหอคัมภีร์มายี่สิบกว่าปี ยังไม่มีใครเคยหยิบยืมมาก่อน
"เสวี่ยหมิงเจ้าคิดให้ดีนะ การจะฝึกวิชาเร้นจิตเจ้าต้องมีระดับพลังวิญญาณที่อยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์ของเจ้าเสียก่อน แต่เงื่อนไขนี้ก็เป็นแค่เงื่อนไขต่ำสุดที่ทำให้เจ้าเรียนรู้ได้เพียงขั้นต้นของวิชาเท่านั้น"
"ขอบคุณท่าผู้อาวุโสที่ชี้แนะ" เสวี่ยหมิงเห็นว่าผู้อาวุโสเอ่ยแนะนำด้วยน้ำใสใจจริงจึงมิได้เอ่ยขัดในทีแรก
"อืม...ในเมื่อเจ้าเข้าใจที่ข้าพูด ข้าก็ไม่ใจร้าย" ผู้อาวุโสฉีกยิ้มกว้างมอบให้ "ข้าจะให้โอกาสเจ้ากลับเข้าไปเลือกใหม่อีกครั้งดีไหม"
"ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว"
ครานี้ผู้อาวุโสถึงกับขมวดคิ้วพันกันยุ่งเหยิง "เจ้ารู้หรือไม่ว่าตำรานี้เพียงให้หยิบยืมแค่สามเดือน มิได้ให้เจ้านำไปฝึกฝนตลอดชีวิต และหากเจ้าต้องการจะหยิบยืมต่อ เจ้าก็จำต้องจ่ายแต้มคุณูปการ เท่ากับหนึ่งส่วนของแต้มในครั้งแรกทุกการยืดเวลาออกไปอีกหนึ่งเดือน"
ครานี้เสวี่ยหมิงมิได้ตอบคำแต่พยักหน้ารับ
"ดี แล้วเจ้ายังคิดที่จะเลือกตำราเล่มนี้อีกหรือ"
"ขอรับ ข้าต้องการเคล็ดวิชาเร้นจิต"
คำยืนยันหนักแน่นของเสวี่ยหมิงทำให้ผู้อาวุโสถึงกับอ่อนใจ และได้แต่หันไปมองยังโจวอู่เว่ยที่พยักหน้ารับว่าตนเองก็ยืนยันตามที่ลูกศิษย์ของตนต้องการ
"ตกลง ในเมื่อเจ้าเลือกแล้วข้าก็จะปลดผนึกให้"
เมื่อการแลกคัมภีร์จากหอคัมภีร์เสร็จสิ้น โจวอู่เว่ยก็เดินนำเสวี่ยหมิงไปยังผาฝึกยุทธ์ส่วนตัวของโจวอู่เว่ยภายในสำนักมังกรฟ้า