เสียงปรบมือดังกึกก้องดึงดูดความสนใจของชายหนุ่มร่างกำยำนาม เผิงฉี ทันทีที่ได้ยิน เขาเร่งฝีเท้าก่อนจะโค้งตัวลงอย่างนอบน้อมพร้อมเอ่ยถามด้วยความเคารพ:
“ครับพี่เผิง มีอะไรจะให้ผมรับใช้?”
เผิงฉีโบกมือเป็เชิงสัญญาณออกคำสั่งเสียงเข้ม “เดี๋ยวนายไปเรียกคนในกลุ่มของเราที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนแต้มที่ศูนย์ ให้ทุกคนนำแต้มรวมที่ได้สองร้อยแต้มมาที่นี่”
ไม่นานนัก ชายหนุ่มคนนั้นก็หายไปในเงามืดและกลับมาพร้อมกับกลุ่มคนกว่ายี่สิบชีวิต ยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าเผิงฉี หลงเทียนหยู ยืนมองภาพตรงหน้าพลางแย้มยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจในใจ แผนการที่ เฉิงผี ช่วยวางแผนดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีติดขัด เขาได้ลงทะเบียนชื่อในหลายๆ กลุ่มเพื่อรวบรวมแต้มให้ครบสองร้อยแต้ม จากนั้นก็เดินไปยืนยันตัวตนที่จุดยืนยันแต้มของหน่วยพิทักษ์ ทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่วางไว้ และในที่สุดเขาก็ได้เลื่อนขั้นเป็ ผู้พิทักษ์ระดับห้า
หลงเทียนหยูมองบัตรผู้พิทักษ์ที่เปลี่ยนเป็ระดับห้าในมือ พลางพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ดูๆ แล้วพนักงานของที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ก็เห็นอยู่ว่าฉันเพิ่งจะสมัครเป็สมาชิก แต่กลับเห็นฉันเลื่อนเป็ระดับห้าใน่เวลาแปบเดียวก็ไม่มีท่าทีอะไรเลย นี่คงจะเป็เื่ปกติของที่นี่ไปแล้วสินะ”
เผิงฉีหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างอารมณ์ดี “ฮ่าๆๆๆ เื่ปกติ เื่ปกติ ยังไงพวกเราก็ทำตามกฎเกณฑ์ ในภารกิจแบบกลุ่มก็ไม่ได้กำหนดให้คนที่ลงชื่อในภารกิจต้องทำแบบไหนนี่น่า ขอแค่ภารกิจที่ให้ไปทำสำเร็จก็พอแล้ว แต่นายก็เห็นแล้วว่าถึงแม้ภารกิจแบบกลุ่มจะได้แต้มเยอะก็จริง แต่ก็ต้องหารแต้มเท่ากันตามจำนวนคนที่ลงชื่อ ยิ่งลงเยอะแต้มที่แต่ละคนจะได้รับก็ลดน้อยลง”
ทั้งสองฝ่ายต่างพูดคุยด้วยบรรยากาศที่เป็มิตรและสมานฉันท์ เมื่อหลงเทียนหยูเห็นว่าไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว จึงขอตัวลาจากไป
“พี่เผิงครับ ทำไมพี่ถึงให้ค่าไอ้เด็กใหม่คนนี้นักละ ความจริงพวกเรารวมตัวกันแย่งหินของมันมาเลยก็ได้ ไม่เห็นจะต้องมาแบ่งแต้มให้มันจนครบจำนวนเลย พวกเรามีคนตั้งเยอะขนาดนี้ต่อให้มันเก่งแค่ไหน แต่มีเหรอจะรอดไปได้?” ลูกน้องคนหนึ่งในกลุ่มพูดออกมาด้วยความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด หลายคนในกลุ่มที่ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้
เผิงฉีได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ “พวกแกอย่าเพิ่งเห็นว่ามันเป็เด็กใหม่แล้วจะคิดว่ามันเป็ไก่อ่อน ตอนมันหลบแส้ของเ้าหญิงซินได้ ความเร็วของมันเร็วมากและอาจจะเป็ไปได้ว่ายังจะไม่ใช่ความเร็วสูงสุดของมันอีกด้วย คนของเราเยอะกว่าก็จริงแต่ถ้าทำตามที่แกบอก ฝ่ายเราต่อให้ชนะแต่ก็ต้องเสียหายหนักแน่นอน อีกอย่างนี่คือในตึกผู้พิทักษ์ ไม่ใช่ที่ที่พวกเราจะมาก่อเื่ได้”
เขาเหลือบมองไปที่ เหอตง พร้อมกำชับเสียงเข้ม “ถ้าเจอมันครั้งหน้าอีกก็ปฏิบัติกับมันให้ดี แล้วมันพูดอะไรกับแกบ้างก็มารายงานฉันด้วย” เหอตงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารั่ว ๆ รับคำสั่ง
หลงเทียนหยู เดินออกจากตึกผู้พิทักษ์ด้วยความคิดที่จะเดินเล่นดูของสักหน่อยก่อนจะกลับไปที่บ้าน “เ้าคนที่ชื่อเผิงฉีคนนี้น่าสนใจมากเลยทีเดียว ถ้าได้เอามาเป็ลูกน้องได้ก็คงจะดี” เขาคิดในใจ “รอให้เขาตั้งกลุ่มจนมีอำนาจขึ้นมาได้ก่อนแล้วค่อยไปชักชวนตอนนั้น ถ้าไปบอกชักชวนตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนโง่”
ขณะที่เขากำลังเดินอยู่ ก็รู้สึกได้ถึงคนที่แอบติดตามเขาอยู่ “ช่างดีอะไรแบบนี้ อยู่ดี ๆ ก็มีค่าประสบการณ์มาเสิร์ฟให้ถึงที่แบบนี้” เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยลับที่เขาเคยโดนหลอกให้ไปฆ่า เมื่อไปถึงก็เห็นถังสีเขียวใบใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เขายิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามใจได้
ชายแปดคนที่ตามมาอดแปลกใจไม่ได้ที่เ้าเด็กนี่พาเดินมาสถานที่นี้ หลงเทียนหยูมองไปยังชายทั้งแปดคนนั้น และเห็นเ้าสองคนที่เคยไปฟ้องเื่ของเขา เขายกยิ้มเย็นขึ้นมาที่มุมปาก “ฉันกำลังจะไปสืบหาตัว ไม่คิดว่าจะโผล่มาให้ฆ่าเลยทันที แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาตัว”
พวกมันใจหายวาบเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยกยิ้มเย็นะเื ขณะที่พวกมันกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง หลายคนก็เริ่มล้มลงไปนอนที่พื้น เืสาดกระเด็นฟุ้งกระจายไปกลางอากาศ หลายคนที่เห็นก็ใจะหันหลังหนี แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว สุดท้ายสติสุดท้ายก็ดับวูบลงไปตาม ๆ กัน
ใช้เวลาเพียงไม่นานชายแปดคนก็ล้มลงตายทั้งหมด เหลือเพียงหลงเทียนหยูที่ยืนหลับตายกยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ท่ามกลางศพที่รายล้อมรอบตัว
“ช่างดีจริง ๆ แบบนี้ไปที่ตึกพิทักษ์เพื่อล่อคนพวกนี้มาฆ่าทุกวันเลยดีไหมนะ ฮ่าๆๆๆๆ” ว่าแล้วเขาก็เดินไปสำรวจทรัพย์สินจากพวกมันทั้งแปดคน นับว่าครั้งนี้เขาได้มาไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็เงิน หิน อาวุธ และพวกขวดยาต่างๆ ที่สำคัญคือ ค่าประสบการณ์อีกแปด! เหลืออีกเพียงแค่ยี่สิบหกเท่านั้น… สุดท้ายเขาก็จับศพทั้งหมดโยนไปที่ถังสีเขียวใบใหญ่
หลังจากที่เป็คนดีเอาขยะตามพื้นทิ้งลงถังขยะแล้วเสร็จ เขาก็เดินไปที่ร้านขายยา เพื่อนำยาต่างๆ มาสอบถามกับคนที่ร้าน เมื่อสอบถามจนได้ข้อมูลที่น่าพอใจเขาก็ให้เงินจำนวนหนึ่งกับคนที่ร้าน จากนั้นเขาก็เดินหาร้านอาหารหรู ๆ เพื่อที่จะกินมื้อเย็นที่นี่ไปเลย อาหารน่าอร่อยมากมายกับเหล้าชั้นดีก็มาพร้อมเสิร์ฟ
หลังจากหลงเทียนหยูดื่มกินจนมืดค่ำจึงออกมาจากร้านเพื่อจะกลับไปที่ลานจอดรถของตึกพิทักษ์เพื่อขับรถกลับไปที่บ้านของเขา “ฮ่าๆๆๆ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ เมื่อมีเงินก็ต้องใช้ดื่มใช้กินให้สมกับฐานะของตัวเอง น่าเสียดายที่ร้านที่ไปกินดันไม่มีผู้หญิงมาให้บริการ…”
เมื่อขับรถมาถึงบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังเล็ก ๆ แถว ๆ บริเวณข้างบ้านของเขา หลงเทียนหยูหรี่ตาลงอย่างระแวง “หรือจะมีคนมาดักรอซุ่มที่จะฆ่าเขา?” เขาพยายามเดินให้เบาที่สุดเพื่อที่จะเข้าไปดูที่เกิดเหตุ
บริเวณนี้ค่อนข้างมืดเลยทีเดียว เพราะแสงไฟไม่ได้สาดส่องมาที่บริเวณนี้ แม้ว่าตาของเขาจะดีกว่าคนปกติถึงสองเท่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมองในที่มืดได้ดีกว่าคนปกติถึงสองเท่า
ทันใดนั้นเอง ก็มีหมัดพุ่งเข้ามาทางเขาด้วยความเร็วสูง หลงเทียนหยูเบี่ยงตัวหลบ มันจึงพุ่งเข้ามาพร้อมยกหมัดต่อยเข้ามาโจมตีเขาอีกครั้ง เขาใช้แรงทั้งหมดเบี่ยงตัวไปอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปที่ด้านหลังของคนผู้นี้และจับล็อกคอ ไขว้แขนมาด้านหลัง
หลงเทียนหยูได้กลิ่นหอมลอยมาจากร่างนี้ บวกกับผิวััร่างกายที่เขารู้สึกได้ ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็ผู้หญิง “ว่าไงแม่หนูน้อย มาทำอะไรลับๆ ล่อๆ ที่ข้างบ้านของฉัน พูด!”
อีกฝ่ายยังคงปิดปากเงียบสนิท หลงเทียนหยูจึงปล่อยแขนหญิงสาวข้างที่เอามาไขว้หลังออก และใช้มือของเขาลูบคลำไปทั่วตัวของผู้หญิงคนนี้ เขารู้สึกได้ถึงความนูนนุ่มของหน้าอกได้ทันทีหลังจากที่ได้ััไปที่บริเวณนี้
“แก…อึก…ออ…ออกไป๊…” คนที่คาดว่าเป็หญิงสาวพยายามพูดออกมา แต่เนื่องจากยังโดนล็อกคอไว้แน่น จึงพูดออกไปได้ไม่ชัดเจนและต่อเนื่องนัก หลงเทียนหยูที่คิดอะไรออกมาได้ ก็เอากุญแจมือที่ยึดมาได้จากพวกคนที่เขาเคยฆ่าไป มาใส่ที่มือของหญิงสาวคนนี้ หลังใส่เสร็จเขาก็ผลักผู้หญิงคนนี้จนล้มลงกับพื้นไป
“เอาละ บอกมาได้แล้วว่าเธอเป็ใคร และมาทำอะไรที่นี่ตอนนี้ ถ้าจะมาฆ่าฉัน ใครเป็คนบงการมา?”