『ผนึกมารขาว』(จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 กระบี่อสูร

            หลังจากกระบี่อสูรกลืนกินเศษซากของกระบี่วิญญาณจนหมดแล้วแสงสีทองพลันสาดส่องทะลุสนิมที่เกาะอยู่บนตัวกระบี่อสูร ก่อนจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเศษสนิมทั้งหมดหลุดร่วงลงทันใด

            เพียงพริบตากระบี่อสูรที่เต็มไปด้วยสนิมก็กลับมาคมกริบอีกครั้ง คมกระบี่แหลมคมมีแสงสีเงินเย็นยะเยียบส่องประกาย

            "สุนัขเฝ้าประตูที่ข้าซ่อนไว้ในห้องลับก็คือมันนี่แหละ"ไป๋เสียเผยรอยยิ้มแห่งความหฤหรรษ์ออกมาอย่างพบเห็นได้ยาก ราวกับได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน

            "ไม่ใช่ว่าเป็นสุนัขจริงหรอกหรือ!?"ลู่เต้าถามอย่างไม่เข้าใจ

            "ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่มันก็เป็นสุนัขจริงๆ นี่แหละ!" ไป๋เสียขมวดคิ้ว "ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเป็นคนเลี้ยงมันมากับมือด้วย!"

            ลู่เต้าเงยหน้าขึ้นมองกระบี่อสูรที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าตกตะลึง"ท่านเอาจิตวิญญาณของสุนัขใส่ไว้ในกระบี่วิญญาณหรือ!?"

            "...นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้" ไป๋เสียลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า"คนพวกนั้นที่เกลียดข้า พวกมันใช้มันมาจัดการข้า"

            "ข้าไม่เข้าใจ...พวกมันใช้วิธีที่น่ารังเกียจสังหารสหายเพียงหนึ่งเดียวของข้าอย่างโหดเหี้ยม" ไป๋เสียหลับตาลงรำลึกถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมาด้วยริมฝีปากสั่นเทา "แต่คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นมารนอกรีตกลับกลายเป็นข้า!"

            "ทั้งที่...ทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรผิด..." ไป๋เสียกล่าวอย่างเจ็บแค้น

            เพื่อช่วยเหลือสหายไป๋เสียจึงขังตัวเองอยู่ในห้องลับ ฝึกฝนวิชาอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน เขาซื้อเหล็กวิญญาณล้ำค่าที่หาได้เฉพาะในซากปรักหักพังเท่านั้นมาเป็นมากมายทรัพย์สมบัติที่สะสมมานานหลายปีร่อยหรอไปราวกับสายน้ำ

            ในค่ำคืนที่ฝนฟ้ากระหน่ำไป๋เสียที่ใช้พลังวิญญาณไปหมดสิ้นก็ยังไม่ยอมแพ้ ด้านหลังมีกระบี่ที่ไม่อาจหลอมได้สำเร็จกองทับถมกันเป็นภูเขาในความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะผนึกจิตวิญญาณของสหายลงในกระบี่ พลันมีอสนีบาตฟาดลงมาที่กระบี่เล่มนั้นในตอนนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นมา จากนั้นก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

            เมื่อควันจางหายไปกระบี่อสูรก็ลอยอยู่กลางอากาศ รอบๆ ตัวมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ไป๋เสียตื่นเต้นยิ่งนักสุขใจอย่างยิ่งที่สหายฟื้นคืนชีพมา

            ไป๋เสียที่ต้องการชุบชีวิตสหายจึงได้สร้างกระบี่อสูรที่มีจิตสำนึกของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวในโลก

            น่าเสียดายที่ไป๋เสียยังไม่ทันได้ฝึกฝนใช้วิชากระบี่อสูรก็ถูกผนึกเอาไว้ ส่วนสหายของเขาก็เฝ้ารอการกลับมาของไป๋เสียในห้องลับดุจสุนัขผู้ซื่อสัตย์

            ทว่าการรอคอยครั้งนี้กินเวลานานถึงสิบปีสิบปีที่ไร้วี่แวว สิบปีที่เต็มไปด้วยสนิมเขรอะ ค่อยๆ จมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนยาวนาน

            จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้กระบี่อสูรก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของไป๋เสียอีกครั้ง สหายของเขาจึงตื่นขึ้นจากห้วงนิทราออกจากห้องลับเพื่อตามหาไป๋เสียบนเขายลดาบ ผลสุดท้ายกลับถูกนายพรานพบเข้า อีกฝ่ายตกใจกลัวคิดว่ากระบี่อสูรเป็นวิญญาณสัตว์ร้ายสุดท้ายจึงนำไปสู่การที่เกาฮ่าวและกู่เสี่ยวอวี่ตามล่ามันนั่นเอง

            "ฉิวหมัว"ไป๋เสียยื่นมือออกไปหากระบี่อสูร "เป็นข้าเอง ข้ากลับมาแล้ว"

            กระบี่อสูรที่ลอยอยู่กลางอากาศได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยๆ หันปลายกระบี่ไปทางไป๋เสียราวกับเข็มทิศ

            "แย่แล้ว"สีหน้าของไป๋เสียที่แปรเปลี่ยนพลันสังหรณ์ใจขึ้นมา

            ลู่เต้ารีบถามว่า"อย่าบอกนะว่ามันจำท่านไม่ได้แล้ว!?"

            "ไม่...ตรงกันข้าม" เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นบนหน้าผากไป๋เสีย "ตอนที่ข้าปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาครั้งแรกมันก็จำข้าได้แล้ว"

            "ถ้าอย่างนั้นจะแย่ได้อย่างไร"ลู่เต้าพึมพำเบาๆ คิดในใจว่า ไม่เข้าใจว่ามีอะไรน่าตกใจกัน

            บนกระบี่อสูรมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอีกครั้งไป๋เสียกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนจะถามว่า "เจ้าเคยเลี้ยงสุนัขหรือไม่"

            "เคยเลี้ยงสุนัขล่าสัตว์"ลู่เต้านึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป

            "เวลาเจ้าออกจากบ้านพอกลับไปมันจะทำอย่างไร" ในดวงตาที่เบิกกว้างของไป๋เสียสะท้อนกระบี่อสูร

            ลู่เต้ามองกระบี่อสูรเช่นกันเขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "... มันจะดีใจมากจนกระโจนเข้าใส่"

            "ฉัวะ!"

            ตำแหน่งที่กระบี่อสูรอยู่เหลือเพียงร่องรอยของแสงสายฟ้าไป๋เสียตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาก้มตัวลงหลบกระบี่อสูรที่พุ่งผ่านศีรษะไป เส้นผมที่ถูกตัดขาดร่วงลงไป

            "ฟู่ว..."ไป๋เสียที่เกือบจะสิ้นชีพคาที่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

            ทว่าหลังจากกระบี่อสูรพุ่งไม่โดนเป้าหมายมันก็ไม่ยอมแพ้ หมุนตัวกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าหาไป๋เสียอย่างตื่นเต้นอีกครั้ง

            "ผ่านไปนานขนาดนี้แล้วนิสัยแบบสุนัขยังไม่หายไปอีก!" ไป๋เสียเบี่ยงตัวหลบความกระตือรือร้นของกระบี่อสูรได้อีกครั้ง

            "ท่านรีบหาวิธีสิ!"ลู่เต้ากล่าวอย่างร้อนใจ

            "ไม่ได้..."ไป๋เสียทำสีหน้าลำบากใจ "มันชื่อ 'ฉิวมัว [1]' ถ้าเจ้าไม่ลูบหัวมันมันจะไม่ยอมสงบลงง่ายๆ"

            "ที่แท้'มัว' ที่ว่าก็คือ 'ลูบ'นี่เอง!!! พอรู้ความจริงแล้ว ทำไมถึงรู้สึกว่ามันน่ารักขึ้นมาละเนี่ย!!!"

            ในขณะที่ไป๋เสียควบคุมร่างกายของลู่เต้ารับมือกับฉิวหมัวอยู่นั้นจู้หลงและจางเฟิงที่อยู่ด้านล่างก็ไม่กล้าประมาท พวกเขามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง

            "เป็นอย่างไรบ้างพบอะไรหรือยัง" น้ำเสียงของจู้หลงตึงเครียด ว่ากันตามตรงแล้ว กระบี่บินเป็นอาวุธที่ผู้ฝึกตนระดับสูงเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้

            หากเป็นผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะมาที่นี่ผู้ฝึกตนระดับหนึ่งดาราอย่างเขาคงถูกกำจัดไปนานแล้ว

            หากเป็นผู้ฝึกตนฝ่ายมารก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะปลอดภัยคนส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนวิชามารล้วนไม่ใช่คนดี วินาทีนี้ พวกเขาอาจจะช่วยชีวิตเอาไว้ แต่วินาทีต่อไปก็อาจจะถูกจับไปเป็นอาหารเลี้ยงปีศาจได้เช่นกัน

            "ไม่ไม่พบอะไรเลย" จางเฟิงหลับตาลง พยายามสัมผัสพลังวิญญาณรอบๆ ซึ่งไม่มีพลังวิญญาณผิดปกติใดๆเลย

            ถึงแม้ว่าผู้ควบคุมวิญญาณทั้งสองจะได้คำตอบเดียวกันแต่ผู้ฝึกตนระดับสูงมักจะมีวิธีปกปิดพลังวิญญาณของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ควบคุมวิญญาณทั้งสองจึงไม่อาจมั่นใจได้ว่ากระบี่บินเล่มนี้มาที่สุสานกระบี่เพื่อผนึกกระบี่หรือมีผู้เชี่ยวชาญควบคุมอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครเชื่อมโยงกระบี่บินกับลู่เต้าทั้งสิ้น

            "ไปกันเถิด"จางเฟิงมองกระบี่อสูรอย่างระแวดระวัง "เรื่องนี้เกินกว่าที่เราจะรับมือได้แล้ว"

            "หา? ไปอย่างนั้นหรือ" จู้หลงมองจางเฟิงอย่างไม่เห็นด้วย "ถ้าจะไป เจ้าก็ไปคนเดียวสิ!"

            จางเฟิงเบิกตากว้างมองจู้หลง"เจ้าคิดจะแย่งกระบี่เล่มนั้นมางั้นหรือ"

            "โธ่เอ๊ย!ว่ากันว่าตราบใดที่คว้ากระบี่เล่มนั้นมาได้ก่อนที่มันจะถูกผนึก ก็จะกลายเป็นเจ้าของคนต่อไป"จู้หลงมองกระบี่อสูรด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ "ถ้ากระบี่เล่มนี้มาที่นี่เพื่อผนึกกระบี่ข้าไม่ขาดทุนแย่เหรอ"

            "เจ้าบ้า..."จางเฟิงสบถในใจทิ้งจู้หลงเอาไว้เบื้องหลัง ใช้เคล็ดวิชาเร้นกายเข้ากับความมืดหายลับไป

            จู้หลงเห็นว่าไม่มีใครแย่งชิงกับเขาแล้วก็ยกยิ้มอย่างพอใจก่อนจะสะบัดมือส่งสัญญาณ นักรบกระดูกคำรามลั่น ก้าวเท้าอันใหญ่โตมุ่งหน้าไปทางเนินเขากระบี่

            ไป๋เสียที่กำลังยุ่งอยู่กับการรับมือกับกระบี่อสูรก็รู้สึกว่าพื้นดินสั่นสะเทือน เมื่อปรับสายตาได้ก็เห็นนักรบกระดูกเหวี่ยงกำปั้นมโหฬารพุ่งเข้าหาเขาแล้ว

            ไป๋เสียตกใจรีบยกแขนขึ้นรวบรวมพลังวิญญาณป้องกันทันที ได้ยินเพียงเสียง "โครม!" ดังสนั่นเขาก็ถูกต่อยจนกระเด็นออกไป

            เมื่อเห็นดังนั้นฉิวหมัวจึงคิดจะตามไป แต่นักรบกระดูกกลับคว้าด้ามกระบี่เอาไว้ไม่ให้มันไป บนกระบี่อสูรพลันมีสายฟ้าสีครามแล่นแปลบปลาบด้วยความโกรธเกรี้ยว

            จู้หลงเห็นว่านักรบกระดูกคว้ากระบี่บินได้แล้วจึงกระโดดออกมาจากมุมมืด เตรียมที่จะเข้าไปเอากระบี่บิน

            จากนั้นก็ได้ยินเพียงเสียง"ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!" ดังขึ้น นักรบกระดูกที่เสียแขนขวาไปร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเมื่อเขาไล่มองขึ้นไป รอยยิ้มบนใบหน้าของจู้หลงก็ค่อยๆ เลือนหายไป

            สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาคือกระบี่อสูรฉิวหมัวที่กำลังโกรธแค้น คงเหมือนกับเวลาที่สุนัขถูกคนแปลกหน้าดึงหาง

            ถึงแม้ว่าฉิวหมัวจะไม่สามารถแยกเขี้ยวใส่จู้หลงได้เหมือนกับสุนัขแต่มันแสดงความโกรธออกมาเป็นประกายไฟฟ้ารอบๆ ตัวได้

            เดิมทีจู้หลงยังคิดจะปราบกระบี่บินเล่มนี้ต่อไปเพราะสำหรับผู้ฝึกตนระดับหนึ่งดาราอย่างเขาแล้ว กระบี่บินเป็นอาวุธที่มีเพียงในความฝันเท่านั้นหากสามารถปราบกระบี่บินมาเป็นของตนเองได้ แม้ในยามหลับฝันเขาคงจะฉีกยิ้มไม่หยุด

            ทว่าจู้หลงกลับเหงื่อตกเขาหวาดกลัวประกายสายฟ้าที่แผ่ออกมาจากกระบี่อสูรอย่างมาก ไม่อยากจะก้าวไปข้างหน้าคว้ามันมาเลยแม้แต่น้อยในตอนนี้ แม้แต่ขยับนิ้วเขายังไม่กล้าด้วยซ้ำ ทำได้เพียงจ้องมองกระบี่อสูรนิ่งๆ

            ส่วนไป๋เสียที่อยู่ไกลออกไปปัดฝุ่นบนตัวแล้วลุกขึ้นยืน ด้วยการป้องกันของพลังวิญญาณ จึงลดทอนพลังของหมัดนักรบกระดูกไปได้มากดังนั้น ในตอนนี้นอกจากร่างกายของเขาที่เปื้อนฝุ่นแล้ว ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย

            "หืม? เจ้าหมอนั่นกำลังทำอะไร" ไป๋เสียไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะบ้าบิ่นถึงขั้นวิ่งเข้ามาแย่งชิงกระบี่บินเช่นนี้รู้เพียงว่าหลังจากที่ตัวเองถูกต่อยกระเด็นออกไป อีกฝ่ายก็สู้กับกระบี่อสูรมาโดยตลอด

            "ทำไมฉิวหมัวถึงไม่ขยับเล่า"ลู่เต้าถาม

            "เพราะมันกำลังรอคำสั่งจากข้าอยู่"ไป๋เสียมองจู้หลงอย่างเย็นชา "ไป..."

            "เดี๋ยวก่อน!"จู้หลงตะโกนขัดจังหวะทันที ในใจร้อง "แย่แล้ว ไม่คิดเลยว่ากระบี่บินเล่มนั้นจะเชื่อฟังคำสั่งของเด็กคนนี้!เขาเป็นใครกันแน่"

            "หืม?"ไป๋เสียเลิกคิ้วขึ้น เอามืออังหู "ข้ากำลังฟังอยู่"

            จู้หลงมองกระบี่บินจากนั้นก็มองไปที่ไป๋เสีย ยื่นมือข้างหนึ่งออกมากางนิ้วเป็นรูปกรงเล็บ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร"ส่งมันมา ไม่เช่นนั้น..."

            เขารวบรวมพลังวิญญาณใต้เท้าของไป๋เสียก็มีแสงสว่างสีแดงเลือดของค่ายกลปรากฏขึ้น จู้หลงยิ้มเยาะ "ข้าใช้เวลาแค่วินาทีเดียวก็ทำให้เจ้ากลายเป็นเลือดได้!"

            "ระวัง!ครั้งที่แล้วข้าก็ตายเพราะกระบวนท่านี้!" ลู่เต้าเตือน ท้ายที่สุดแล้วคนที่มีความทรงจำในชาติก่อนก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

            จู้หลงคิดว่าค่ายกลจะสามารถข่มขู่ไป๋เสียได้แต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่สนใจแม้แต่น้อย ไป๋เสียเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปทางจู้หลงก่อนจะเอ่ยว่า “งั้นก็ลองดู”

            จู้หลงเห็นว่าอีกฝ่ายประมาทก็ลอบยิ้มในใจอีกมือหนึ่งควบคุมนักรบกระดูกให้พุ่งเข้าใส่กระบี่บินเพื่อเป็นตัวล่อ ในขณะที่กระบี่บินกำลังฉีกกระชากนักรบกระดูกเป็นชิ้นๆจู้หลงก็ใช้ค่ายกลสังหาร

            "ข้าชนะแล้ว!"จู้หลงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น

            ในขณะที่แสงสีแดงดำอันเป็นลางร้ายส่องสว่างขึ้นแรงกดดันอันมหาศาลพลันกดทับร่างกายของไป๋เสียทนที กดทับจน... กดทับจนเขาไม่รู้สึกอะไรเลย?

            จู้หลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจมองไป๋เสียที่ยืนอยู่ในค่ายกลอย่างไม่อยากเชื่อ หัวใจของเขาร้องลั่น "ค่ายกลนี้ควรจะหลอมละลายเขาจนกลายเป็นเลือดแล้วสิทำไม..."

    ไป๋เสียเผยสีหน้าหยิ่งผยองออกมาอย่างเย็นชา"ระหว่างตั๊กแตนผลักรถม้ากับมดเขยื้อนต้นไม้ เจ้าอยากเลือกแบบไหนเล่า"


            [1]ฉิวหมัว ในตอนแรกหมายถึงอสูรวิงวอนแต่ที่ไป๋เสียพูดคือฉิวมัวที่หมายความว่าขอลูบ ซึ่งออกเสียงคล้ายคลึงกัน